โหมวซือฉิงตาแดงเล็กน้อย เธอถอนหายใจก่อนจะส่ายหน้า “ไม่มีอะไรต้องพูดกันแล้ว แค่มาดูเขาสักหน่อย ครั้งนี้ยังดีในที่สุดก็พูดบ้างแล้ว ช่างเถอะ เรากลับกัน ไปรอดูว่าผู้กำกับหูมีคำสั่งอะไร”
สวี่ตงลูบหัวตัวเองก่อนจะหันไปทางประตูวัดอีกครั้งแล้วถามว่า “แปลก…เจ้า…เจ้าหน้าที่โหมวผมอยากไปดูนักบวชเฒ่า…”
โหมวซือฉิงขมวดคิ้ว “อาเขยของฉันเคยบอกว่านักบวชเฒ่ามรณภาพไปเมื่อเดือนก่อนตอนนี้ในวัดเหลือเขาแค่คนเดียว!”
“นักบวชเฒ่ามรณภาพแล้ว?”
สวี่ตงตกตะลึง!
หันกลับไปมองวิหารอย่างนิ่งอึ้ง รู้สึกสับสนไปหมด แยกไม่ออกจริงๆว่าเมื่อกี้คือความฝันหรือความจริง หากนักบวชเฒ่ามรณภาพไปแล้วเช่นนั้นเขาก็คงฝันไปน่ะสิ!
ทว่าตอนหันกลับไปมองวิหารสวี่ตงกลับพบว่าออร่าสมบัติที่แผ่ออกมาจากวิหารหายไปอย่างไร้ร่องรอยออร่าสมบัติหายไปไหน
“หรือจะฝันไปจริงๆ” สวี่ตงอดพึมพำไม่ได้ตอนเข้ามายังเห็นบนยอดวิหารมีออร่าสมบัติทั้งเข้มข้นทั้งใหญ่โต ยังจดจำได้อย่างชัดเจนว่าตัวเองเข้าไปในประตูตรงลานด้านหลังวัดเห็นนักบวชเฒ่า เห็นว่าออร่าสมบัติเปล่งออกมาจากตัวเขาแต่ตื่นมากลับมานอนอยู่ที่ลานด้านหน้าอย่างไม่ทราบสาเหตุทำไมถึงนึกไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้นนะ!
“กลับได้แล้ว” โหมวซือฉิงพูดขึ้นอีกครั้งเห็นท่าทางสับสนมึนงงของสวี่ตงก็เปลี่ยนจากเศร้าสร้อยเป็นหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “นายเนี่ยนะ รีบไปกันเถอะ ถ้ายังไม่ไปฉันกลัวว่านายจะเป็นเหมือนอาเขยไปอีกคนอยู่ดีๆ ก็มึนๆ งงๆ อย่างไม่มีเหตุผล ถ้านางมองเห็นสัจธรรมออกบวชไปอีกคนฉันคงรู้สึกผิดมาก…”
สวี่ตงหัวเราะ ‘หึๆ’ “มึนๆ งงๆ น่ะเป็นไปได้อยู่ แต่เห็นสัจธรรมจนออกบวชนี่ ผมว่าผมยังไม่ถึงขั้นนั้นหรอกกิเลสผมเยอะ ออกบวชไม่ได้หรอก!”
หยอกโหมวซือฉิงแล้วสวี่ตงก็เดินเคียงข้างเธอออกไปเมื่อถึงหน้าประตูยังหันกลับไปมองวิหารอีกรอบตอนนี้วิหารตรงหน้าดูเป็นเพียงสิ่งก่อสร้างธรรมดาทั่วไป ไหนเลยจะมี ‘ออร่าสมบัติ’ ปรากฏออกมาได้
“แปลกจริงๆ !”สวี่ตงเกาหัวอย่างฉงน เขาไม่เข้าใจจริงๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งสับสนไม่รู้เลยว่าอยู่ในความฝันหรือความจริง สับสนเกินกว่าจะแยกแยะได้
โหมวซือฉิงเดินได้ไม่กี่ก้าวก็หันมามองเห็นสวี่ตงยังทำท่าทางโง่เง่าก็เริ่มเท้าเอว “สวี่ตงตกลงว่าจะกลับหรือไม่กลับ”
“กลับต้องกลับอยู่แล้ว!” สวี่ตงยิ้มให้ เดินไปก็ครุ่นคิดไปเดาว่าตัวเองคงเผลอหลับพิงมังกรหินจนฝันไปแต่ตัวเองมานอนพิงมังกรหินได้อย่างไรนั้น ทำอย่างไรก็นึกไม่ออก!
ตอนขึ้นเขาเหนื่อย ตอนลงเขาเท้าก็ยิ่งอ่อนแรงโหมวซือฉิงเดินไปสักพักก็ก้มทุบขาตัวเองสองสามที “ตอนขึ้นเขาถึงจะเหนื่อยแต่ก็เดินอย่างมั่นคงแต่ตอนลงเขาถึงจะสบายกว่า แต่เท้าอ่อนแรงจนรู้สึกไม่มั่นคงเลย”
สวี่ตงกลับไม่มีความรู้สึกเช่นนั้น แค่ยังสับสน ‘ความฝัน’ แปลกๆ นั่นยังวนเวียนอยู่ในหัวตราบใดที่ยังไม่กระจ่าง เรื่องนี้ก็เหมือนปมที่ติดอยู่ในใจ
ตอนลงมาถึงจุดจอดรถบริเวณไหล่เขารถสองคันที่เห็นก่อนขึ้นเขาไม่อยู่แล้ว เหลือเพียงรถแคปติวาของโหมวซือฉิงคันเดียว
โหมวซือฉิงหยิบกุญแจมากดปลดล็อกสวี่ตงขึ้นรถจากอีกฝั่งแล้วคาดเข็มขัดนิรภัยให้เรียบร้อยรอจนโหมวซือฉิงออกรถก็รู้สึกว่าในหัวบวมเป่ง เวียนหัวจนไม่อยากทำอะไรนอกจากนอนหลับผ่านไปยังไม่ทันไรก็พิงพนักด้านหลังผล็อยหลับไป
“นี่…”โหมวซือฉิงเรียก สวี่ตงไม่มีปฏิกิริยาตอบรับโหมวซือฉิงจึงทั้งฉุนทั้งขำ นี่ก็ไม่ได้เหนื่อยเท่าไรไหมล่ะทำไมขึ้นรถแล้วก็หลับไปเลย เรียกก็ไม่ตื่น!
ถึงอย่างไรก็มีแค่เธอที่ขับรถโหมวซือฉิงจึงไม่ได้ฝืนปลุกสวี่ตงแต่ขับรถลงเขาเพื่อมุ่งหน้าเข้าเมือง
ท่ามกลางความสับสนสวี่ตงรู้สึกว่าร่างกายของเขาร้อนผ่าวอย่างกับถูกไฟเผาจึงหลุดปากร้องครวญครางรู้สึกเหมือนได้ยินโหมวซือฉิงส่งเสียงเรียกอยู่ข้างหูแต่เปลือกตากลับเหมือนมีเหล็กหนักเป็นสิบๆ กิโลกรัมทับอยู่ ทำอย่างไรก็ลืมตาไม่ขึ้น!
และไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนที่ความร้อนในร่างกายลดลงและรู้สึกเหมือนกำลังว่ายน้ำอยู่ในน้ำทะเลเย็นๆและรู้สึกสบายตัวมาก ตอนนั้นเองถึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น
ลืมตาขึ้นก็เห็นใบหน้ารูปไข่สวยหยาดเยิ้มของโหมวซือฉิงกำลังขมวดคิ้วอย่างกังวลสวี่ตงเค้นแรงถาม “ทำไมมาโรงพยาบาลอีกแล้วล่ะ”
เนื่องจากเห็นสิ่งของต่างๆ ในห้องและสายน้ำเกลือกับขวดของเหลวแขวนอยู่กับเสาชัดเจนว่าที่นี่คือโรงพยาบาล
โหมวซือฉิงที่ตอนแรกยังทำหน้าเคร่งเครียดพอเห็นสวี่ตงลืมตาพูดก็ดีใจขึ้นมาทันที “นาย…นายตื่นแล้วเหรอ”
ชะงักไปครู่หนึ่งโหมวซือฉิงก็ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอีกรอบ “ไม่รู้เหมือนกันว่านายเป็นอะไร เห็นๆ อยู่ว่าสบายดีนอนหลับก็ยังนอนจนเกิดปัญหาได้ นายน่าจะหลับในวัดจนเป็นหวัด!”
เวลานี้สวี่ตงเพียงรู้สึกสดชื่นมีชีวิตชีวาเต็มเปี่ยมไม่เห็นมีปัญหาตรงไหน ขยับตัวลุกขึ้นนั่งก่อนจะพูดว่า “ผมจะเป็นหวัดได้ยังไงในเมื่อผมสบายดีร่างกายผมไม่ได้บอบบางขนาดนั้นสักหน่อย!”
นับตั้งแต่พ่อแม่เสียไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์สวี่ตงต้องเจอกับลมฝนและความหนาวเหน็บตลอดสองปีที่อาศัยอยู่กับป้าแล้วเขาก็แทบไม่เป็นอะไรเลยด้วยต่อให้เป็นหวัด ครอบครัวของป้าก็ไม่สนใจเขา เขาจึงเป็นพวกที่ป่วยไม่ได้โชคดีที่ร่างกายของเขาแข็งแรงมาก ไม่เคยป่วยเลยสักครั้ง
โหมวซือฉิงทั้งโมโหทั้งหงุดหงิดขณะห้ามไม่ให้สวี่ตงลุกนั่ง “ยังให้ยาอยู่ นายอย่าขยับซี้ซั้ว รอหมอมาตรวจก่อน!”
แม้จะรู้ว่าร่างกายสวี่ตง ‘ไม่บอบบาง’แต่โหมวซือฉิงไม่อยากประมาท
หมอเจ้าของไข้พาพยาบาลเข้ามาตรวจด้วยคนหนึ่งสวี่ตงจึงได้แต่ปล่อยให้เขาตรวจร่างกายไป
หมอตรวจร่างกายพลางถามอาการต่างๆ ของสวี่ตงสวี่ตงส่ายหน้าแทบทุกคำถามซึ่งก็เป็นอย่างที่เขาพูดจริงๆ ไม่มีส่วนไหนของร่างก่ยที่เจ็บปวดหรือไม่สบายตรงกันข้ามเขารู้สึกว่าร่างกายเหมือนจะมี ‘พลังชีวิต’มากกว่าเดิมเสียอีก
สุดท้ายหมอก็ตรวจความดันโลหิตต่างๆ อีกรอบ หลังการตรวจหมอบอกกับโหมวซือฉิงว่า“โชคดีที่ไม่เป็นอะไร น่าจะเป็นหวัดนิดหน่อยให้ยาหมดขวดก็ดีขึ้นแล้วครับ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร”
โหมวซือฉิงถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วมองหน้าสวี่ตงอีกครั้งสีหน้าดูอมชมพูเหมือนปกติ ดวงตาก็มีชีวิตชีวา เต็มไปด้วยพลัง ดูแล้วไม่น่าจะเป็นอะไรจริงๆ
“ไม่ต้องให้แล้วครับผมไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย!” ไม่รู้ว่าเพราะอะไรสวี่ตงถึงรู้สึกว่ายาที่ฉีดเข้าเส้นเลือดทำให้เขาครั่นเนื้อครั่นตัวเขาจึงดึงมันออก
“อุ๊ย…”นางพยาบาลคนนั้นร้องอย่างตกใจ ตอนจะเข้าไปห้ามสวี่ตงก็ดึงมันออกแล้วเลือดไหลจากรอยเข็มที่เจาะบนหลังมือ
โหมวซือฉิงรีบพุ่งเข้ามาห้ามเลือดให้สวี่ตงสวี่ตงใช้นิ้วกดห้ามเลือดส่งๆ ก่อนจะพูดว่า “ไม่เป็นไรเลือดออกจากรอยเข็มให้ยาก็เหมือนถูกหนามทิ่มนั่นแหละครับ”
นางพยาบาลมองขวดของเหลวที่ยังเหลือเกินครึ่งขวดก่อนจะถามหมอเจ้าของไข้ “หมอเฉินคะ ฉันใส่เข็มให้เขาใหม่ดีกว่าค่ะยายังเหลืออีกเยอะเลยแล้วยังมีอีกสองขวด ยาปฏิชีวนะกับยาบำรุงร่างกาย…”
ไม่รอให้หมอตอบสวี่ตงก็ส่ายหน้าปฏิเสธเอง “ไม่ใส่แล้วๆ ผมสบายดี ไม่ต้องให้ดีกว่า ให้ยาแล้วรู้สึกอึดอัดมาก!”
หมอเจ้าของไข้เพิ่งตรวจอย่างละเอียด ทุกอย่างบ่งชี้ว่าร่างกายของสวี่ตงไม่ได้เป็นอะไรจริงๆยิ่งเห็นเขาต่อต้านการให้ยาเอามากๆ จึงพยักหน้าให้ทันที “ช่างเถอะ ตัวเขาไม่อยากให้ก็ไม่ต้องให้ ผมดูแล้วก็ไม่ได้เป็นอะไรมากจริงๆงั้นก็ไม่ต้องให้แล้ว”
นางพยาบาลเห็นหมอเฉินว่าเช่นนั้นจึงคร้านจะดึงดัน
หมอเฉินคิดอะไรอยู่ครู่หนึ่งก็พูดขึ้นว่า “แต่ถ้าจะทำเรื่องออกจากโรงพยาบาลก็ต้องรอเวลาทำงานพรุ่งนี้นะครับตอนนี้เลิกงานแล้วทำไม่ได้”
“ไม่เป็นไรครับ”สวี่ตงพยักหน้าให้โหมวซือฉิงที่ยืนฟังหมออยู่ด้านข้างไม่ปริปากพูดอะไรสักคำเธอเองก็ไม่อยากบังคับให้สวี่ตงอยู่โรงพยาบาล แต่พอคิดถึงความดื้อรั้นของสวี่ตงก็อดโมโหพร้อมกับยิ้มไปด้วยไม่ได้
คราวก่อนสวี่ตงก็แอบหนีออกจากโรงพยาบาลโตขนาดนี้แล้วยังกลัวการนอนโรงพยาบาลกลัวการฉีดยาอยู่อีกอย่างกับเด็กน้อยไม่มีผิด!
อันที่จริงโหมวซือฉิงไม่รู้เลยว่าสวี่ตงไม่ได้กลัวการฉีดยา แต่เป็นเพราะเขาสบายดีจริงๆ
สวี่ตงนั่งพิงหัวเตียงพลางก้มหารองเท้าบริเวณข้างเตียงโหมวซือฉิงจึงนึกขึ้นได้ รองเท้าถูกเก็บไว้ในตู้อย่างดี แต่เห็นสวี่ตงทำท่าทาง ‘เอาแต่ใจ’ แบบนี้เธอจึงไม่บอก
สวี่ตงหาอยู่พักหนึ่งก็ยังไม่เจอจึงมองซ้ายมองขวาอย่างกระอักกระอ่วนเห็นโหมวซือฉิงมีท่าทีหงุดหงิด ถามเธอคงไม่ดีแน่
สวี่ตงรู้ว่าโหมวซือฉิงโกรธอยู่ คิดๆดูแล้วรอให้อารมณ์เย็นลงแล้วค่อยถามเธอดีกว่า ทว่าพอหันไปมองเธอกลับเห็น ‘หมอก’ สีครามจางๆ ออกมาจากหัวของเธอ!
สวี่ตงตกตะลึง หรือว่าโหมวซือฉิงซ่อน ‘สมบัติ’ อะไรไว้บนหัว
แต่เส้นผมบนหัวโหมวซือฉิงถูกหวีรวบอย่างเรียบร้อย ผมสีดำยาวประบ่าถูกหวีรวบเป็นหางม้าธรรมดาไม่มีเครื่องประดับอื่นๆ อีก แม้แต่บนติ่งหูก็ไม่มีต่างหูสักอัน แล้วบนหัวของเธอจะมี‘ออร่าสมบัติ’ เปล่งออกมาได้อย่างไรกัน
ลอบมองอีกครั้งก็ยิ่งมั่นใจว่าบนหัวโหมวซือฉิงไม่สามารถซ่อน ‘สมบัติ’ อะไรได้ สวี่ตงก็ยิ่งประหลาดใจ หากบนตัวเธอมีสมบัติออร่าสมบัติจะเปล่งออกมาจากจุดที่มันซ่อนอยู่เท่านั้นทำไมมันถึงโผล่ออกมาจากหัวเธอได้ล่ะ
หากมันออกมาจากหัวนั่นหมายความว่าออร่านั้นเปล่งออกมาจากร่างของโหมวซือฉิง!
สวี่ตงทั้งตกใจทั้งไม่เข้าใจ หันไปมองหมอกับพยาบาลก็ยิ่งตกตะลึง!
หมอกับพยาบาลก็มีออร่าสีครามจางๆ เปล่งออกจากหัวเหมือนกัน!
สวี่ตงตกใจจนอึ้งไปพักใหญ่ถึงได้สติ ออร่าแบบนี้อาจไม่ใช่ ‘ออร่าสมบัติ’ ที่มาจากสมบัติอะไรเป็นไปไม่ได้ที่โหมวซือฉิง หมอ และพยาบาลจะซ่อนสมบัติเหมือนกันไว้กับตัวทั้งสามคน
หมอและพยาบาลย้ายไปตรวจอาการเตียงข้างๆ แล้ว โหมวซือฉิงพุ่งเข้ามาใกล้ก่อนจะกระซิบ“สวี่ตง นายงงอะไรอีกอยากให้หมอเฉินส่งตัวไปตรวจที่โรงพยาบาลจิตเวชไหม”
สวี่ตงได้สติทันควัน ก่อนจะรีบส่ายหน้ายิ้มๆ
โหมวซือฉิงเหลือบมองพยาบาลคนนั้นอีกครั้งอย่างสงสัยใคร่รู้พยาบาลคนนั้นสวมหน้ากากอนามัยบดบังใบหน้าไปกว่าครึ่ง มองเห็นแต่ดวงตาไม่เห็นใบหน้าส่วนอื่น
โหมวซือฉิงกระซิบถามสวี่ตงอีกครั้ง “นายไม่ได้เห็นคุณพยาบาลสวยเลยเกิดอาการบ้าผู้หญิงใช่ไหม”
“ชิ…” สวี่ตงหน้าแดงทันควัน เบะปากไม่ยอมรับ “เธอใส่หน้ากากอยู่มองไม่เห็นหน้าด้วยซ้ำคุณรู้ได้ไงว่าเธอสวยหรือไม่สวย”
โหมวซือฉิงหัวเราะ ‘หึๆ’ แล้วพูดเสียงเนิบ “งั้นฉันไปขอให้เธอถอดหน้ากากให้นายดูดีไหม”
สวี่ตงจนปัญญาสุดๆ จนพูดไม่ออกไปชั่วขณะเขาไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นด้วยซ้ำแต่พูดไปกลับถูกโหมวซือฉิงหยิบคำนู้นคำนี้มาหาเรื่อง ‘จับผิด’ เหมือนแทะกระดูกในไข่ไก่[1]
[1] แทะกระดูกในไข่ไก่หมายถึง เจตนาหาข้อผิดพลาดของคนอื่น