“อุ๊ยตายน่าร้าก”
ราชินีเอลิเซียสองมือประกบกันแนบกับแก้มแล้วร้องเสียงหลง ตรงหน้าของเธอมีเผ่ามารหูสัตว์สามพี่น้องในชุดเมด โดยมีเออร์วินยืนอยู่ตรงมุมห้องด้านหลังเขามีเรเวนยืนอยู่ด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย ข้างเออร์วินมีลาน่าที่ก็ดูมีความสุขไม่ต่างกันเพราะเอาแต่มองทั้งสามด้วยตาที่เป็นประกาย
เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหลังจากที่เออร์วินพาทั้งสี่คนมาที่ปราสาทเขาได้ตัดสินใจให้ทั้งสามคนพักอยู่ในโซนสาวใช้ เพราะว่าห้องพักของสาวใช้ส่วนตัวนั้นมีแค่ห้องเดียว ซึ่งก็ไม่ได้กว้างนัก ส่วนโซอี้เขาให้เธอพักอยู่ห้องเดียวกับเรเวนเพราะว่าจะได้สามารถดูแลเธอสะดวก
แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นเมื่อเออร์วินพาโซอี้ไปพักที่ห้องของเรเวนก่อนแล้วพาสามพี่น้องเผ่ามารหูสัตว์ไปแนะนำตัวกับหัวหน้าสาวใช้ลาน่า ผลก็คือราชินีเอลิเซียโผล่มาจากไหนไม่รู้เอาแต่มองพวกเธอแล้วร้องขออยากเห็นพวกเธอในชุดสาวใช้ จนเมื่อได้เห็นแล้วก็มีอาการอย่างที่เห็นไปข้างต้น
ราชินีเอลิเซียมองพวกเธอด้วยตาที่เป็นประกายก่อนจะบ่นอย่างเสียดายว่า
“น่าเสียดายจังเลยนะที่ให้เธอเป็นแค่สาวใช้ นี่ ๆ พวกเธอจะไม่สนใจมาเป็นลูกสะใภ้ของฉันบ้างเหรอจ๊ะ”
ลิลลี่กับเดซี่ทำหน้างงทวนคำ “สะใภ้” อย่างสงสัย ในขณะที่ลูซี่กลับมีหน้าแดงแถมดูประหม่า เพราะถึงยังไงอีกฝ่ายก็เป็นราชินีของเมือง ๆ หนึ่งจะไม่ให้เธอประหม่าได้ยังไง เออร์วินที่เอาแต่ยืนดูอยู่จึงร้องทักว่า
“ท่านแม่ครับ!”
“จ๊ะ! มีอะไรจ๊ะ?” ราชินีเอลิเซียหันมามองลูกชาย
“คือว่าตอนนี้พวกเธอร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงน่ะครับ ผมว่าควรให้พวกเธอไปพักผ่อนก่อนดีกว่า”
“เอ๊ะ?” ราชินีเอลิเซียหันกลับไปมองทั้งสามคนก่อนจะเข้าไปกอดเดซี่ร้องว่า “ม่ายอาวฉันจะอยู่กับพวกเธอ” เดซี่ที่ถูกกอดดูลนลานทำอะไรไม่ถูก ราชินีเอลิเซียถูแก้มของตนกับเธอไปมาพร้อมกับทำหน้าเคลิบเคลิ้ม
“หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะครับท่านแม่”
ในที่สุดเออร์วินก็ทนไม่ไหวเข้าไปดึงแม่ของตนออกมาจากเดซี่ เรเวนที่เห็นเหตุการณ์ก็เอาแต่ยืนมองดูเงียบ ๆ ไม่พูดอะไร แต่ในใจพาลไปนึกถึงคืนนั้น เพราะคืนนั้นเธอก็พูดกับเรเวนว่า อยากให้เธอมาเป็นลูกสะใภ้เช่นกัน
ราชินีเอลิเซียที่ถูกลูกชายดึงออกมาก็พูดเหมือนเพิ่งนึกอะไรออก
“งั้นคืนนี้ฉันไปนอนกับพวกเธอดีกว่า”
“หยุดเลยครับท่านแม่!”
“หยุดเลยนะเพคะ”
เออร์วินกับลาน่าพูดพร้อมกันแทบจะทันทีจนราชินีต้องร้องว่า
“เอ๋?”
ณ ศาลของเมืองไพร์ล็อก
ภายในห้องทำงานของตนตอนนี้เคานต์เรห์นวาร์ดกำลังง่วนอยู่กับการสะสางงานที่กองสุมอยู่บนโต๊ะ พลิกเปิดเอกสารแผ่นแล้วแผ่นเล่าซึ่งเอกสารเหล่านี้เป็นข้อมูลของเหล่าผู้เคราะห์ร้ายของ ดอน โกเบอร์ ทุกครั้งที่เขาเจอข้อมูลที่บ่งบอกว่าเหล่าผู้เคราะห์ร้ายยังมีชีวิตอยู่ หรือเสียไปแล้วแต่ญาติยังคงอยู่เขาจะมีสีหน้าเคร่งเครียดเพราะนั่นหมายถึงการที่เขาต้องควักเงินตัวเองมาเยียวยาผู้เสียหาย แต่ถ้าพบว่าไม่เหลือแล้วทั้งเหยื่อและญาติของเหยื่อเขาจะแสดงสีหน้าโล่งใจ
จริงอยู่ที่หลายครั้งมีเขาที่ใช้ตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาคอยกลับดำเป็นขาวให้ดอน โกเบอร์ อยู่บ่อยครั้ง และหลายครั้งที่เขาเมินชาวบ้านตาดำ ๆ เวลามาแจ้งความหรือร้องเรียนเรื่องของ ดอน โกเบอร์ เขาจึงพอรู้มาบ้างว่าเหยื่อเคราะห์ของคนผู้นี้มีอยู่มากมาย แต่เมื่อเขาได้ไปค้นบ้านของดอน โกเบอร์กลับต้องผงะ เพราะนอกจากเขาจะได้พบกับสตรีที่เดิมเป็นแค่หญิงสาวชาวบ้านมากหน้าหลายตาที่หลงกลแผนของมันจนตกเป็นเครื่องเล่นสนองตัณหาแล้ว เขายังได้ทราบจากสตรีเหล่านั้นว่าหากที่ผ่านมามีสตรีเสียชีวิตจากการถูกคนในคฤหาสน์เล่นสนุกจะถูกโยนลงไปในบ่อน้ำ พอเคานต์เรห์นวาร์ดให้คนลงไปงมดูกลับพบว่าที่ก้นบ่อมีศพและโครงกระดูกรวมกันแล้วไม่ต่ำกว่าสี่สิบร่าง
สิ่งเหล่านี้ทำให้เคานต์เรห์นวาร์ดรู้สึกพรั่นพรึงและสะอิดสะเอียน แม้ว่าตนจะมักใช้ตำแหน่งของตนในการกอบโกยผลประโยชน์เข้าตัวแต่ถึงยังไงเขาก็ไม่ได้มีความคิดวิปริตเช่น ดอน โกเบอร์ผู้นี้ และเพราะเขาไม่มั่นใจว่าหากคนที่อยู่เบื้องหลังเออร์วินได้รู้เรื่องนี้ขึ้นมาจะมีท่าทางยังไง แต่เขาก็ไม่กล้าเสี่ยงจึงได้ตัดสินใจตรวจสอบเหล่าผู้เคราะห์ร้ายด้วยตนเองเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาด
ขณะที่เขากำลังตรวจสอบเอกสารเหล่านั้นอยู่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งก็เข้ามารายงานว่า
“ท่านเคานต์ครับ ท่านมาร์ควิสเฟลิกซ์มาขอพบครับ”
เคานต์เรห์นวาร์ดรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อยเพราะว่าตอนนี้เขาต้องทำทุกอย่างแข่งกับเวลา แต่ก็ไม่สะดวกจะปฏิเสธจึงพยักหน้าบอกว่า
“เชิญเขาเข้ามา”
เจ้าหน้าที่คนนั้นพยักหน้ารับทราบแล้วเดินออกไปสักพักก็มีชายร่างอ้วนคนหนึ่งเดินเข้ามา เขาไว้ผมสีทองหวีไปด้านหลังไว้หนวดหรอมแหรมปากคาบซิการ์ แต่งกายด้วยชุดหรูหรา คนผู้นี้ก็คือมาร์ควิสเฟลิกซ์ เป็นผู้ดูแลเศรษฐกิจ มีหน้าที่ควบคุมการเก็บภาษี ดูแลรายจ่ายของเมืองและการค้า
ร่างอุ้ยอ้ายของมาร์ควิสเฟลิกซ์เดินมาแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ของเคานต์เรห์นวาร์ดโดยที่อีกฝ่ายไม่ได้เชิญ สองนิ้วคีบซิการ์จากปากแล้วถามว่า
“เกิดเรื่องใหญ่เลยนะไม่นึกว่าคนอย่างดอนจะถูกคนฆ่าได้ง่าย ๆ แบบนี้”
เคานต์เรห์นวาร์ดไม่พูดอะไรรอดูว่าอีกฝ่ายมาหาเขาด้วยจุดประสงค์อะไร มาร์ควิสเฟลิกซ์จ้องหน้าเขาแล้วถามว่า
“นี่คิดว่าการตายของดอน โกเบอร์ จะเกี่ยวข้องกับเจ้าชายขยะนั่นไหม”
มาร์ควิสเฟลิกซ์ถามออกมาอย่างสงสัย เห็นได้ชัดว่าเขาไม่รู้เรื่องเมื่อคืนเพราะเคานต์เรห์นวาร์ดไม่ได้เล่าให้ฟัง ซึ่งเขาก็ยังคงไม่คิดจะเล่าให้อีกฝ่ายฟังจึงตอบไปว่า
“ทำไมเจ้าไม่ลองไปถามเจ้าตัวเองเลยล่ะ”
มาร์ควิสเฟลิกซ์นึกถึงเหตุการณ์เมื่อวานก่อนที่เขาเจอเออร์วินโดยบังเอิญ แล้วอีกฝ่ายก็พูดไปเรื่อยเหมือนไม่มีอะไรสำคัญแต่ประเด็นเนื้อหาที่เขาพูดนั้นเป็นเรื่องที่เขาแอบยักยอกเงินภาษีเข้ากระเป๋าตนเอง ซึ่งเขาได้ทำมาหลายปีแล้วขณะที่เขาตกใจและทำอะไรไม่ถูกเออร์วินก็พูดถึงเรื่องการสร้างโรงเรียน แล้วเอาภาระนี้มายัดมือเขาดื้อ ๆ ทำให้เขาไม่สามารถปฏิเสธได้
มาร์ควิสเฟลิกซ์ส่ายหน้าเพราะกลัวว่าถ้าไปเจอหน้าอีกฝ่ายอาจจะถูกยัดงานที่เขาไม่อยากทำเข้ามืออีก เขารู้ว่าอีกฝ่ายไม่ต้องการตอบคำถามเขาจึงเปลี่ยนเป็นถามว่า
“แล้วตอนท่านไปตรวจสอบคฤหาสน์นั่นคงได้เจอพวกทาสเผ่ามารหูสัตว์มาสินะ ช่วยแบ่งมาให้ข้าสักตัวได้ไหม พอดีลูกชายข้ามันอยากลองเสพพวกทาสเผ่ามารหูสัตว์ดูสักครั้ง”
เคานต์เรห์นวาร์ดตอบโดยไม่ต้องคิดว่า
“ไม่มี”
มาร์ควิสเฟลิกซ์มีท่าทีหัวเราะเยาะ
“ไม่มี? จะเป็นไปได้ยังไงว่าไม่มี พวกเราต่างรู้ว่า ดอน โกเบอร์ทุ่มเงินไปมากมายเพื่อซื้อทาสเผ่ามารหูสัตว์มาสามตัวมันจะไม่มีได้ยังไง ยังไงก็มีตั้งสามตัวแบ่งมาสักตัวจะเป็นไรไป ข้าไม่ได้คิดจะขอส่วนแบ่งจากทรัพย์สมบัติที่เจ้ายึดมาได้สักหน่อย”
เคานต์เรห์นวาร์ดมองหน้ามาร์ควิสเฟลิกซ์ด้วยสีหน้าที่ไร้อารมณ์ก่อนจะพูดว่า
“ท่านมาร์ควิส ทุกสิ่งที่ท่านพูดมาทั้งทาสเผ่ามารหูสัตว์ ทั้งทรัพย์สมบัติอะไรนั่นไม่มีหรอก ท่านลองไปถามเจ้าหน้าที่คนไหนก็ได้จะใช้เวทย์จับโกหกข้าก็ไม่เกี่ยง”
มาร์ควิสเฟลิกซ์มองหน้าอีกฝ่ายก่อนกลืนน้ำลายลงคอแล้วถามว่า
“ไม่มีอะไรเลยจริง ๆ เหรอ”
เคานต์เรห์นวาร์ดส่ายหน้าช้า ๆ เป็นคำตอบ มาร์ควิสเฟลิกซ์มีสีหน้าครุ่นคิด ในตอนที่เขาถามเรื่องดอนว่าเกี่ยวกับเจ้าชายขยะไหม อีกฝ่ายกลับบอกให้เขาไปถามเจ้าตัวดู แล้วมาตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างของดอนกลับหายไปจนหมด
‘หรือว่าจะเป็นฝีมือของคนที่อยู่เบื้องหลังเจ้าชายขยะนั่น’
มาร์ควิสเฟลิกซ์คิดในใจแต่ไม่ได้พูดออกมาก่อนที่เขาจะทำการขอตัวกลับก่อน เมื่ออีกฝ่ายกลับไปแล้วเคานต์เรห์นวาร์ดก็กลับมาสนใจงานที่โต๊ะต่อ ตอนนี้เขาไม่มีเวลามาสนใจอะไรทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นทาสเผ่ามารหูสัตว์หรือการหายไปของทรัพย์สมบัติมากมายเหล่านั้น ตอนนี้เขาสนเพียงแค่ต้องการแข่งกับเวลาเพื่อไม่ให้สิ่งที่เกิดกับคฤหาสน์ของดอน โกเบอร์ ต้องมาเกิดกับคฤหาสน์ของเขา
ลาน่าพาสามพี่น้องเผ่ามารหูสัตว์มาที่โซนพักพิงของเหล่าสาวใช้โดยเฉพาะ โซนนี้จะอยู่ที่ชั้นหนึ่งเป็นพื้นที่สงวนเฉพาะผู้หญิงเท่านั้นที่เข้าได้ ในเวลานี้เป็นพื้นที่เงียบสงบไร้เงาผู้คน ลาน่าอธิบายว่า
“พื้นที่ส่วนนี้เป็นพื้นที่เฉพาะของผู้หญิงอย่างพวกเรา”
“เฉพาะของผู้หญิงเหรอคะ?” ลูซี่ถามอย่างสงสัย แม้ว่าในโลกนี้จะแบ่งแยกหญิงชายแต่การสงวนพื้นที่เฉพาะให้เพศใดเพศหนึ่งนอกจากห้องน้ำแล้ว เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยพบเห็นนัก
ลาน่ายิ้มก่อนจะพูดว่า
“เดิมทีสาวใช้อย่างพวกเรามักจะไม่ค่อยมีความเป็นอยู่ที่ดีนักหรอก ต่อให้เป็นอาณาจักรใหญ่ก็ดีกว่าพวกเราไม่เท่าไหร่ แต่เจ้าชายเออร์วินกลับเสนอให้พระราชาเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่าง อย่างแรกคือให้ต่อเติมพื้นที่ส่วนหนึ่งของปราสาทมาเป็นที่พักของเหล่าคนงานที่ยังไม่แต่งงาน ผู้หญิงจะพักที่โซนตะวันออกและผู้ชายจะพักที่โซนตะวันตก ไม่สามารถข้ามโซนกันได้”
“เจ้าชายได้เปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ให้กับคนรับใช้อย่างพวกเรา ท่านได้ให้พวกเรามีห้องพักส่วนตัวเป็นของตัวเองคนละหนึ่งห้อง ทั้งยังกำหนดให้สาวใช้แต่ละคนมีเวลาพักในแต่ละวัน ทั้งยังมีวันหยุดหนึ่งวันในแต่ละสัปดาห์ แล้วก็ยังสร้างห้องสันทนาการให้กับคนรับใช้อย่างพวกเราอีกด้วย”
“ห้องสันทนาการเหรอคะ?”
ลูซี่ทวนคำที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน ลาน่ายิ้มให้เธอก่อนจะพูดว่า
“เดี๋ยวเธอจะรู้เองแต่ฉันมั่นใจว่าเธอจะต้องชอบแน่นอน”
ลูซี่ไม่ถามอะไรอีกเอาแต่เดินตามลาน่าไปอย่างเงียบ ๆ ส่วนลิลลี่และเดซี่กลับเดินตามพี่สาวไปพลางกวาดสายตามองโน่นมองนี่ไม่หยุด สำหรับพวกเธอที่เติบโตมาในป่าเขาแล้วการได้มาเดินในปราสาทที่เคยแต่ได้ยินจากคำบอกเล่าของพวกผู้ใหญ่ในเผ่านั้นเป็นเหมือนความฝันที่ยากจะเป็นจริง
ลาน่าพาทั้งสามผ่านห้องหลายห้องจนมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูบานหนึ่ง
“ถึงแล้วล่ะนี่คือห้องของพวกเธอ” ลาน่าไขประตูให้เปิดออกแล้วพูดกับสามพี่น้องว่า “เข้ามาสิ”
ลูซี่ก้าวนำน้อง ๆ เข้าไปในห้องพบว่าในห้องมีเตียงสามเตียง แต่ละเตียงจะมีลิ้นชักหัวเตียงอยู่ ผนังห้องฝั่งหนึ่งมีตู้ไม้เรียงติดกันสามตู้ ผนังห้องอีกฝั่งหนึ่งเป็นหน้าต่างที่แสงลอดให้ความสว่างภายในห้อง ลิลลี่และเดซี่เดินตามเข้ามาตาโตกับภาพที่เห็น เดซี่ถามลาน่าว่า
“นี่คือห้องของพวกหนูเหรอคะ”
ลาน่ายิ้มแล้วพยักหน้าให้เธอ ลิลลี่ก็ไม่รอช้ารีบกระโจนขึ้นไปบนเตียงที่อยู่ใกล้หน้าต่างมากที่สุดร้องว่า
“จองเตียงนี้”
ลูซี่ที่เห็นลิลลี่แสดงกิริยาเช่นนั้นจึงเอ็ดว่า
“เดี๋ยวเถอะลิลลี่เราไม่ได้อยู่ในป่าเขาแล้วนะ” ก่อนจะหันไปบอกลาน่าว่า “ต้องขอโทษแทนเธอด้วยนะคะที่เธอแสดงกิริยาเช่นนั้นออกมา เดี๋ยวฉันจะอบรมเธอเองค่ะ”
ลาน่าส่ายหน้าแล้วยิ้มให้เธอ
“ไม่เป็นไรหรอก แบบนี้แหละดีแล้วเพราะมันแปลว่าเธอมีความสุขที่ได้อยู่ที่นี่”
ลูซี่งงไปทันทีเพราะเธอคิดว่าน้องสาวของเธออาจจะโดนตำหนิแต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม ลาน่าพูดต่ออีกว่า
“องค์ราชินีกำชับว่าให้พวกเธอพักผ่อนอีกหนึ่งอาทิตย์แล้วจึงเริ่มงานสาวใช้ได้ ตามจริงแล้วหน้าที่ของพวกเธอคือการเป็นสาวใช้ส่วนตัวให้เจ้าชายเออร์วิน แต่เจ้าชายบอกว่าต้องการให้พวกเธอเรียนรู้งานสาวใช้และทำความคุ้นเคยกับผู้คนและสถานที่นี้ก่อน”
ลูซี่บอกว่า
“คือว่า...ให้พวกเราเรียนรู้งานตอนนี้เลยก็ได้นะคะ”
ลาน่าส่ายหน้าปฏิเสธลูซี่ตอบว่า
“องค์ราชินีสั่งกำชับมาแล้วดังนั้นเธอต้องพักรักษาตัวก่อน และที่สำคัญพวกเธอต้องเรียนหนังสือด้วย”
ลูซี่กับเดซี่ถามพร้อมกัน
“เรียนหนังสือเหรอคะ?”
ลาน่าพยักหน้าอธิบายว่า
“อีกสิ่งหนึ่งที่เจ้าชายเปลี่ยนแปลงก็คือคนรับใช้ในพระราชวังทุกคนต้องรู้หนังสือ เดี๋ยวฉันจะมอบหมายหน้าที่การสอนหนังสือให้สาวใช้คนหนึ่งมาสอนพวกเธอแล้วกัน ตั้งใจเรียนกันด้วยล่ะ”
ลูซี่กับเดซี่รับคำในขณะที่ลิลลี่กลับเอาแต่กระโดดดึ๋ง ๆ บนเตียงอย่างสนุกสนาน ลาน่ากำชับอีกเรื่องคือความสะอาดเพราะเจ้าชายใส่ใจเรื่องนี้มากก่อนจะออกจากห้องไป
สองพี่น้องมองหน้ากันก่อนจะหันไปมองห้องนอนของพวกเธอ
“นี่คือห้องพวกเราสินะคะ” เดซี่ถามออกมาลูซี่พยักหน้าให้น้องสาว
“ใช่แล้วล่ะ เดซี่เธออยากนอนเตียงไหน”
เดซี่มองเตียงที่เหลือสองเตียงสลับไปมาก่อนจะตอบว่า
“หนูขอเตียงข้างลิลลี่แล้วกันค่ะ”
“ถ้างั้นพี่จะเอาเตียงริมสุดไปเอง”
สองพี่น้องต่างเดินไปที่เตียงของตน ลูซี่เดินมาที่มานั่งที่เตียงของเธอพร้อมกับนึกถึงนรกขุมนั้นที่ตนได้เผชิญ แต่คราวนี้ตัวเธอกลับไม่ได้สั่นเทาเหมือนที่ผ่านมา ลูซี่มองเดซี่ที่มองเตียงของตนอย่างสนใจ ลิลลี่ที่ยังคงเด้งดึ๋ง ๆ บนเตียงอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ที่ตัวลูซี่ไม่ได้สั่นเทาก็เพราะเธอมั่นใจแล้วว่านรกขุมนั้นได้จบลงแล้วและจากนี้ไปเธอกับน้องสาวทั้งสองจะได้มีชีวิตใหม่
เย็นวันนั้น เออร์วินก็ทานมื้อเย็นกับครอบครัวเหมือนปกติ เขาได้รับแจ้งมาจากพ่อบ้านว่าพรุ่งนี้มีกำหนดการให้เขาทำหน้าที่ต้อนรับพ่อค้าที่เป็นเพื่อนของมาร์ควิสเฟลิกซ์คู่กับเรเชล แม้ว่าเขาจะแปลกใจที่พ่อของเขามอบหน้าที่นี้มาให้แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ ตั้งใจว่าถ้าเจอของน่าสนใจจะซื้อเก็บไว้ ทว่าตลอดการทานมื้อเย็นนั้นลิลิธพี่สาวของเขากลับเอาแต่ทานอาหารเงียบไม่ได้พูดอะไร ทั้งที่นี่คือปกติของเธอแต่ไม่รู้ทำไมลางสังหรณ์ของเออร์วินกลับบอกเขาว่านี่คือลมสงบก่อนพายุเข้าก็ไม่รู
จนเมื่อทานมื้อเย็นเสร็จหลังจากที่เออร์วินอ่านนิทานก่อนนอนให้เรเชลฟังเหมือนเช่นทุกวัน จนเมื่อน้องสาวต่างมารดาหลับแล้วเขาก็กลับไปที่ห้อง ทันทีที่เขาเปิดประตูห้องกลับต้องชะงักทันทีเพราะบนเตียงของเขากลับมีร่างของพี่สาวของเขานั่งก้มหน้าอยู่พร้อมกับบรรยากาศอันแสนจะเย็นยะเยือกไปทั่วห้อง เออร์วินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากคิดในใจว่า
‘นี่ตูเผลอไปทำอะไรตอนไหนให้พี่สาวโกรธเข้าหว่า’
ใจจริงเขาอยากจะหันหลังแล้วรีบโกยอ้าวอย่างไว แต่เป็นลางสังหรณ์อีกนั่นแหละที่บอกเขาว่าถ้าเข้าไปในห้องอาจยังมีทางรอดแต่ถ้าหันหลังหนีเมื่อไหร่ได้กลายเออร์วินย่างระดับมีเดียมแรร์ด้วยเวทย์สายฟ้าของลิลิธแน่
เออร์วินทำใจดีสู้เสือเดินเข้าไปในห้องแต่เพื่อให้แน่ใจว่าเขายังมีทางหนีจึงตัดสินใจเปิดประตูห้องไว้ เขาพยายามทำน้ำเสียงให้เป็นปกติถามว่า
“ท่านพี่ครับไม่ทราบว่าทำไมวันนี้มานอนห้องผมไวจังครับ”
ลิลิธเงยหน้าขึ้นมามองน้องชายตนนัยน์ตาสีแดงจ้องมองเขา ริมฝีปากฉีกยิ้มบาง ๆ ทันทีที่เห็นรอยยิ้มของลิลิธ เออร์วินก็ร้องในใจว่า
‘เวรล่ะนั่นมัน ยิ้มประหาร’
ลิลิธตอบด้วยน้ำเสียงที่ชวนขนลุกว่า
“พอดีพี่กลัวว่าพี่อาจจะมาไม่ทันจะได้ถามคำถามเด็กดื้อบางคนที่ชอบเตร็ดเตร่ยามค่ำคืนน่ะสิ”
“เอ๊ะ?”
คำตอบของลิลิธทำให้เออร์วินอุทานอย่างงุนงง ลิลิธถามน้องชายเธอว่า
“นี่เออร์วินพี่ขอถามอะไรเธอหน่อยได้ไหม”
“ดะ ได้สิครับท่านพี่ถามมาได้เลย”
“วันนี้พี่ได้ยินมาว่าเธอรับสาวใช้ส่วนตัวเพิ่มมาอีกสี่คนสินะทำไมพี่ไม่เห็นรู้เรื่องนี้เลยล่ะ”
เออร์วินพยายามปั้นรอยยิ้มแล้วพูดว่า
“พะพอดีผมเพิ่งจะคิดได้น่ะครับฮะฮะฮะ”
ลิลิธกลายเป็นประกายสายฟ้าแล้วมาโผล่ตรงหน้าเออร์วินพร้อมรอยยิ้มประหาร
“เพิ่งคิดได้ก็เลยรับเธอมาเป็นสาวใช้ส่วนตัว? แถมยังตั้งสี่คนเธอนี่เป็นพวกเจ้าชู้แต่เด็กแถมยังใจเร็วด่วนได้สินะ”
เออร์วินมึนงงไม่เข้าใจว่าการรับสาวใช้ส่วนตัวมันเกี่ยวข้องกับการเจ้าชู้และใจเร็วด่วนได้ยังไง แต่ก่อนที่เขาจะได้ตอบอะไรพี่สาวเสียงร้องของผู้หญิงก็ดังขึ้น เออร์วินหันไปมองทิศทางของเสียงพบว่ามันดังมาจากห้องของเรเวน และเสียงที่ดังมานั้นเขาจำได้ว่าเป็นเสียงของโซอี้