โฉมงามสามลิขิต

    บทที่ 41 ร่ำสุรา เคล้านารี(1)

            ในเวลานี้นางเป็นฝ่ายโมโหขึ้นมาบ้างแล้วคิดว่าเป็นฮ่องเต้แล้วจะทำเยี่ยงไรกับข้าก็ได้งั้นหรือ เลี้ยงดูข้าไว้นอกวังต้องคอยหลบซ่อนมิให้ใครพบเห็น ศักดิ์ศรีของข้าเล่า ท่านตระหนักบ้างหรือไม่ เฉิงอี้

            “ข้ามิอยากคุยกับท่านแล้ว…คืนนี้ข้าจะนอนคนเดียว”นางปิดประตูห้องนอนใส่เขาอย่างแรง ‘ปั้ง’

            เสียงดังสนั่นทำเอาองครักษ์ลับที่ซ่อนตัวตามขื่อคานสะดุ้งโหยงตั้งแต่พวกเขาติดตามฝ่าบาทมาเห็นทีจะมิเคยมีใครกล้าทำถึงขนาดนี้เลยนะนี่…แววตาชื่นชมเฟิงฮวาฉายล้นเต็มเปี่ยม

     

            ส่วนบุรุษเฉิงผู้ไม่ประสีประสาในการรับมือกับสตรีก็ได้แต่ยืนอึ้งอยู่เกือบหนึ่งเค่อภายในหัวกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก

            ‘นางมิพอใจอันใดขนาดนี้ หรือเพราะว่าเขาพูดว่าจะซื้อเพียงบ้านมิใช่จวนหลังโต…จริงๆก็มิใช่เรื่องยากอะไร นางต้องการที่อยู่แบบใดก็แค่แจ้งมาไว้รอให้นางอารมณ์ดีก่อน ข้าค่อยคุยกับนางอีกครั้งก็แล้วกัน’

            อืม...คิดได้ดังนั้นฝ่าบาทก็เงยหน้ามองไปรอบๆห้องชั้นนอกส่วนคืนนี้ เขาคงต้องนอนคนเดียวจริงๆสินะ

            ไม่นานก็ปรากฏภาพบุรุษหนุ่มร่างกายกำยำนอนขดตัวกลมอยู่ที่ตั่งนอนอย่างมิสบายตัวเท่าใดนักยามลมพัดผ่านหนึ่งคราก็หนาวเหน็บจนร่างกายสั่นสะท้าน เสียงฟันกระทบกันดังขึ้นเป็นจังหวะกำลังภายในที่มี แม้จะช่วยให้ร่างกายอุ่นขึ้นได้บางส่วนแต่หลังจากที่เขาถูกพิษซิงเจียวกำลังภายในก็เริ่มถดถอยลงสภาพที่เห็นจึงน่าอนาถเช่นนี้

     

            ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยามเฟิงฮวาก็เปิดประตูห้องนอนออกมาดู ฝ่าบาทได้ยินเสียงเปิดประตูก็ลุกขึ้นมานั่งทันทีอันที่จริงเขายังมิได้หลับเลยสักงีบ จะไปหลับลงได้อย่างไร อากาศหนาวก็หนาวและไม่มีร่างกายอุ่นๆของนางให้เขากอดอีกด้วย

            แต่เป็นเพราะถูกความเย็นเป็นเวลานานทั้งใบหน้าและปลายมือปลายเท้าต่างแข็งทื่อ

            “เจ้า...หา..ย...โกรธ...ข้..า...แล้วหรือ” ริมฝีปากสั่นเอื้อนเอ่ยอย่างทุลักทุเล

            “หาได้เป็นเช่นนั้นแต่ข้า...นอนไม่หลับเพราะเสียงฟันกระทบกันของท่านต่างหาก”

            ดูก็รู้ว่านางยังโกรธเขาอยู่ฝ่าบาทจึงได้แต่แสดงสีหน้าสำนึกผิดมิได้กล่าวอันใดต่อ

            นางถอนหายใจหนึ่งครั้งแล้วเดินไปนั่งลงข้างเขาสีหน้าเฟิงฮวาเวลานี้จริงจังยิ่งกว่าครั้งไหนไหน

            “ท่านฟังข้านะ เรื่องเมื่อสักครู่ ที่ข้าอยากจะบอกคือ ความจริงแล้วข้ามิเคยคิดที่จะออกเรือน ต่อให้เป็นบุรุษอื่นข้าก็มิเคยคิดจะแต่งงานกับผู้ใดทั้งนั้นแม้เวลานี้ข้าจะอยู่กับท่านหรือแม้กระทั่งมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับท่านแล้วก็ตามสักวันหนึ่งข้าก็อาจจะไปจากท่านอยู่ดี”

            หลังจากได้ยินนางพูดเช่นนั้นแววตาของฝ่าบาทนิ่งอึ้ง ความหม่นหมองเริ่มฉายชัดอย่างปกปิดไม่อยู่เขาคิดว่าระหว่างเขาและนางผ่านเรื่องราวต่างๆมาด้วยกันขนาดนี้พอมองออกอยู่ว่านางก็ชอบพอเขาเช่นกัน แต่เหมือนมีบางสิ่งบางอย่างที่ยังขวางกั้นเอาไว้ที่แท้...ก็เป็นเพราะเหตุนี้

            “มีรักได้ ก็หมดรักได้ แต่หากเป็นสหายย่อมมิมีวันแปรเปลี่ยน”นั่นคือความคิดของนาง และเป็นความจริงที่มิอาจคัดค้าน

            แววตาหม่นหมองของฝ่าบาทกลับกลายเป็นความเศร้าจากนั้นก็กลายเป็นความผิดหวัง

            เฟิงฮวาเห็นดังนั้นก็เริ่มรู้สึกเสียใจที่บอกความคิดไปตรงๆเช่นนี้แต่หากจะอ้อมค้อมกันต่อไปอีก ก็คงจะยิ่งเข้าใจผิดมิจบสิ้น

            นางเอื้อมมือไปจับใบหน้าของฝ่าบาทแต่เขากลับเบี่ยงหลบ นางจึงโผเข้ากอดเขาแทนกอดเพื่อปลอบใจความรู้สึกของชายหนุ่มผู้หนึ่ง

            ‘ท่านมิใช่คนไม่ดี…เพียงแต่ท่านกับข้ามิเหมาะสมจะอยู่เคียงข้างกันต่างหาก’

            แม้ความอบอุ่นจากอ้อมกอดนางจะทำให้เขาคลายเศร้าลงไปบ้างแต่ก็ยังคงยากที่จะทำใจได้

            “ข้าให้สัญญาว่าข้าจะช่วยท่านถอนพิษให้สำเร็จส่วนเรื่องอื่นก็ให้เวลาเป็นตัวตัดสินเถิด ข้ากับท่านอาจจะอยู่แบบนี้ไปจนแก่เฒ่าก็ได้ใครจะไปรู้”

            หลังจากที่นางพูดจบใบหน้าผิดหวังของฝ่าบาทก็เริ่มอารมณ์ดีขึ้นมาบ้างเล็กน้อย

            'ประโยคสุดท้ายที่นางพูด แปลว่าเขา…ยังมีหวังที่จะได้อยู่กับนางเช่นนี้'

            ฝ่าบาทค่อยๆทำใจยอมรับ“อืม…ข้าจะไม่บังคับเจ้ามาเป็นสตรีของข้าอีกแล้ว จนกว่าเจ้าจะเป็นฝ่ายเอ่ยปากเองแต่ข้าจะต้องได้กอดเจ้าเช่นนี้ไปตลอด นั่นคือสิ่งเดียวที่ข้าร้องขอ”

            เฟิงฮวาผละออกจากตัวเขาเปลี่ยนมาจ้องหน้าเขาแทน รอยยิ้มจริงใจปรากฏขึ้น ‘ขอบคุณท่านที่เข้าใจข้าข้าตกลงตามที่ท่านต้องการ’

            จากนั้นนางก็เคลื่อนเข้าไปจุมพิตที่ริมฝีปากเขาอย่างแผ่วเบาในตอนที่นางจะถอนตัวออก กลับถูกมือของเขาเหนี่ยวรั้งศีรษะเอาไว้

            ‘นี่…เฉิงอี้…สัญญาแค่กอด มิใช่จูบนะ จะมากเกินไปแล้ว’แต่ฝ่าบาทผู้ที่เหมือนพึ่งผ่านสมรภูมิรบทางจิตใจอันหนักหน่วงกลับมิสนใจสิ่งใดอีกต่อไป เขาดูดกลืนริมฝีปากของนางอย่างโหยหา สอดแทรกลิ้นเข้าไปในแนวฟันของนางมากขึ้นเรื่อยๆ สำรวจความฉ่ำหวานที่คุ้นเคยอาศัยจังหวะช่วงชิงลมหายใจอุ่นร้อนที่นางมีมาเป็นของเขาให้หมด

            จนเฟิงฮวาเริ่มหายใจหอบถี่ขึ้นจึงรวบรวมแรงผลักเขาออก สีหน้าแดงก่ำของนางทั้งเขินอายทั้งโกรธเขา 'เจ้าฉวยโอกาส ให้ข้ามิทันตั้งตัว ขี้โกง'

            ฝ่าบาทหนุ่มเวลานี้เริ่มมีรอยยิ้มขึ้นมาบ้างแล้วเหมือนได้เอาคืนที่ถูกนางทำร้ายจิตใจแต่ยามมองใบหน้าของนางเขาก็ยิ่งหลงใหลมากจนถอนตัวไม่ขึ้นอยากจะจูบต่ออีกสักหนึ่งยก ติดตรงที่นางส่งสายตาดุเขาอยู่ยิ้มพึงใจเมื่อสักครู่จึงเปลี่ยนเป็นยิ้มแห้งๆแทนที่

            ‘จะมิทำเช่นนั้นอีกๆ…อย่าดุนักเลย’

            ฝ่าบาทเฉิงลุกขึ้นยืนเตรียมตัวจะเดินไปที่ห้องนอนนางคงยินยอมให้เขาเข้าห้องแล้วกระมัง คิดแล้วก็ยื่นมือไปหาเฟิงฮวา 'เข้านอนกันเถิด ฮวาเอ๋อร์'

            นางเห็นดังนั้นก็ยิ้มให้เขาวางมือของตัวเองลงบนมือของเขาพร้อมกับลุกขึ้นยืน ช่างบังเอิญว่าเรือลอยลำที่สงบนิ่งมาโดยตลอดกลับโคลงเคลงขึ้นมากะทันหันเป็นผลให้หนึ่งสตรีตกอยู่ในอ้อมกอดของหนึ่งบรุษตามแบบฉบับละครตามท้องตลาด 'เอ่อ…มิใช่ข้าเป็นคนทำให้เกิดขึ้นนะ' ฝ่าบาทส่งสายตาแจ้งนางก่อนแต่ก็เพื่อมิให้เสียเวลา ไหนไหนก็ไหนไหนแล้ว เขาช้อนตัวนางขึ้นมาพาไปที่เตียงนอนเสียเลย

            เมื่อตกลงกันได้แล้วเฟิงฮวาก็สบายใจมากขึ้นนางล้มตัวลงนอนด้วยความง่วงงุน ฝ่าบาทนอนลงเคียงข้างนางก้มลงจุมพิตที่แก้มของนางแผ่วเบา แล้วหลับไปเช่นกัน

            คืนต่อๆมาความขัดแย้งค่อยๆลดลงตามลำดับแปรเปลี่ยนเป็นความราบรื่นเฉกเช่นสามีภรรยาที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายคู่หนึ่งอืม…มิถูกต้องๆ…เขาสองคนเป็นเพียงสหายเท่านั้นมิได้เกินเลย

            ในคืนพระจันทร์ดับสนิทมองเห็นหมู่ดาวส่องสว่างเป็นพิเศษ ฝ่าบาทจิบสุราอยู่ที่ดาดฟ้าเรือพลางแต่งบทกวีรับส่งกับเฟิงฮวาอย่างเบิกบานใจ