บทที่ 6
ยามเช้าหน้าวิทยาลัยวอเล็ตมิชชั่น วันนี้ก็เป็เหมือนกับทุกวัน ทุกชีวิตเร่งรีบทุกคนมีจุดหมายของตนเอง นั่นคือรีบไปให้ทันสถานที่เป้าหมายของแต่ละคนสภาพการจราจรที่ติดขัด รถมอเตอร์ไซค์ขบวนยาวเหยียดที่ลัดเลาะไปตามช่องของรถใหญ่ ผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมาอย่างเร่งรีบเป็ภาพที่ชินตาของคนที่นี่สำหรับชั่วโมงเร่งด่วนเช่นนี้
“รถติดมากเลยค่ะลุงเดี๋ยวหนูขอลงเดินดีกว่า สายแล้ววันนี้” คุณหนูวัยสิบห้าปีภายในลีมูซีนคันใหญ่กล่าวขณะกวาดสายตามองออกไปนอกตัวรถรอบๆบริเวณ
“ครับคุณหนู ตอนเย็นผมมารอที่เดิม เวลาเดิมนะครับ” ชายคนขับรถร่างท้วมวัยสี่สิบห้าปีกล่าวอย่างนอบน้อม เขาเบี่ยงรถเข้าซ้ายจอดริมฟุตบาท ห่างจากวิทยาลัยอีกแค่ห้าสิบเมตร
“วันนี้ทำไมรถมันติดนักนะลำบากคุณหนูเลย” เขากล่าวพึมพำกับตัวเองขณะเดินอ้อมตัวรถมาเปิดประตูด้านข้างให้คุณหนูของเขา
“ไปก่อนนะลุงเดี๋ยวหนูสาย ขอบคุณจ๊ะ”เด็กสาวกล่าวขณะขยับออกจากตัวรถเธอลงมายืนบนฟุตบาทกวาดสายตาไปรอบๆสองมือจับเป๊สะพายใบเก๋ๆสีขาวใบหนึ่งด้วยเรือนร่างที่สูง สมส่วน ผิวขาวดังหยวกกล้วย ใบหน้ากลมแป้นดวงตากลมโตริมฝีปากบางๆรับกับจมูกเล็กๆที่เชิดแบบหยิ่งๆ น่ารักเชียวโบว์ผ้าเล็กๆสีขาวเข้ากับเปียยาวสองสายช่วยขับความงามให้เด่นขึ้นมองเผินๆเป็สาวงามคนหนึ่ง
“ระวังน้อง”เสียงชายคนหนึ่งะโลั่น โครม!เหมือนไหล่เธอถูกกระแทกกับใครคนหนึ่ง ถึงกับผวาเซไปนั่งพับเพียบใต้ต้นจามจุรี
“โอ๊ย! เจ็บจัง”เธอย่นคิ้วด้วยความเจ็บที่สะโพกข้างซ้ายสายตากราดมองเห็นหลังเด็กหนุ่มคนที่ชนเธอวิ่งไหวๆจากไปตามติดด้วยสาวอีกคนที่วิ่งตามไป
“แกดูน้องเค้าหน่อยมั๊ย เจ็บน่าดูเลยนั่นอ่ะ” สาวสวยคนข้างๆพูดขึ้นพร้อมกับวิ่งตามไป
“เป็ยังงัยมั๊ยจ๊ะหนู”คุณป้าคนหนึ่งเข้ามาทักด้วยความเป็ห่วง“ไม่รู้ทำไมจะต้องมาทำในเวลานี้ด้วย”ป้าแกพูดต่อพร้อมส่งสายตาตำหนิคนงานก่อสร้างที่กำลังใกับกองยางมะตอยข้างรถโมบายที่จอดอยู่
“ขอโทษนะหนูเป็รัยมากมั๊ย”คนๆนี้น่าจะเป็หัวหน้าคนงาน เขาสีหน้าใมากน้ำยางมะตอยร้อนควันยังระอุราดกองอยู่ข้างฟุตบาทไม่ใกลจากจุดที่สาวน้อยนั่งมากนัก
ที่แท้เกิดอุบัติเหตุจากความสะเพร่าของคนงานรถโมบายเผายางมะตอยที่ไม่ได้ตั้งใจควบคุมอุณหภูมิน้ำยางจึงได้ปะทุกระเด็นออกมาดีที่ไม่มีใครได้รับาเ็ คนที่น่าหวาดเสียวที่สุดก็คือสาวน้อยน่ารักคนนี้นั่นเองการถูกชนเมื่อกี้เหมือนจะเป็ความตั้งใจของเด็กหนุ่มคนนั้นนี่หมายความว่าเธอเข้าใจเขาผิด ต้องไปขอบคุณเขาสินะ เธอสอดส่ายตามองหาท่ามกลางผู้คนที่พลุกพล่าน ไม่มีแม้แต่เงาหลังของเขาคนนั้น
“แกเมื่อกี้ชนน้องเค้าทำไมไม่หยุดดู แล้วไม่ขอโทษเค้าอีก โหดนะแก”ออมสินกล่าวเสียงหอบขณะวิ่งตามทรงกลดมาติดๆ
“เราสายแล้วนะเดี๋ยวไม่ทันพรีเซนต์รอบเช้า แล้วน้องเค้าก็ปลอดภัยดีนี่แกคิดว่าเป็คนอื่นเขาจะทำยังงัยกับเหตุการณ์นี้หล่ะ”ทรงกรดกล่าวเสียงรัว
“อืมก็เนอะ ฉันยังใตอนเห็นยางมะตอยมันเทลงมาเลย ไปเหอะแก ฉันหิวแล้ว”ออมสินพูดพลางวิ่งเข้าโรงอาหารวิทยาลัยฯ เช้านี้ทั้งสองต้องเร่งรีบตามเคยมีพรีเซนต์เทคโนโอโซนเก้าโมง ต้องรีบกินอะไรก่อนเข้าเรียน
ส่วนทางเด็กสาวเธอค่อยๆลุกขึ้นยืน หน้าตาเหยเกด้วยความปวดเมื่อยทั้งเอว ทั้งสะโพกเธอค่อยๆเดินขโยกเขยก เธอกดฝ่าเท้าลงพื้นหนักๆเพื่อบรรเทาอาการปวดที่ขา สักพักอาการเริ่มดีขึ้น
“กะปุกแกเป็อะไรเนี๊ยะ” ปรากฎเด็กสาวอีกสามคนเดินเข้ามาสมทบ
“ชั้นโดนชนหว่ะแก”ที่แท้สาวงามคนนี้ชื่อว่า กะปุก
“ใครมันกล้าทำกับเ้าหญิงลานทรายแบบนี่วะ”เพื่อนอีกคนเอ่ยต่อ
กะปุกเป็หลานสาวคนโปรดของนายหัวเริงฤทธิ์อินเชอภา คหบดีผู้มั่งคั่งธุรกิจครึ่งหนึ่งของกรีนแลนด์ล้วนเป็ของบุคคลผู้นี้เขามีเครือข่ายมากมาย ทราบว่าผู้ปกครอง ผู้บริหารทั้งกรีนแลนด์ต่างเกรงใจนายหัวเริงฤทธิ์แทบทั้งสิ้นเขามีคฤหาสน์หลังใหญ่อยู่นอกเมืองฝั่งตะวันออก บริเวณหุบเขาริมทะเลสาบ เป็อาคารที่ใหญ่และสวยไม่ต่างกับวังพื้นของที่นี่ทำด้วยทรายแก้วที่มีราคาแพงที่สุดในโลกทุกคนต่างเรียกขานคฤหาสน์นี้ว่าวังลานทราย
“มาเราช่วยถือเป้ให้” เพื่อนๆแสดงน้ำใจ
“ขอบใจนะเป็กินข้าวกันนะ เดี๋ยวเราเลี้ยงเอง”กะปุกยิ้มทั้งหมดเดินมาถึงด้านหน้าโรงอาหารของวิทยาลัยฯ
หน้าโรงอาหารมีนักศึกษาเดินกันขวักไขว่บริเวณด้านหน้าเป็กระจกผืนใหญ่ มีสองประตู ด้านซ้ายสำหรับเข้า ด้านขวาสำหรับออก ในขณะที่กลุ่มของกะปุกกำลังเดินเข้าประตูก็เป็เวลาเดียวกับที่ทรงกลดและออมสินเดินออก
“เฮ๊ยแกรีบหน่อยดิ เดี๋ยวไม่ได้ที่นั่งดีๆ” ออมสินกล่าวขณะกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกจากโรงอาหารเนื่องจากเป็เวลาอาหารเช้า จึงมีคนจำนวนไม่น้อยเดินสวนเข้าออก
“เอ๊ะ”กะปุกอุทานพร้อมกับหันไปตามเสียง มองเห็นหลังรุ่นพี่ชายหญิงคู่หนึ่งวิ่งออกไปเธอขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“มีอะไรเหรอกะปุก” เพื่อนเอ่ยถาม
“ป่าวแก เหมือนคุ้นๆ” กะปุกพูดท่าทางใจลอย เพื่อนๆต่างพากันมองด้วยความสงสัย
ห้องเรียนเทคโนโอโซนมีลักษณะเป็ฮอลล์ทรงรูปไข่ สเตทที่นั่งเป็ชั้นๆโค้งวงรีหน้าห้องมีเวทีเล็กๆกับโพเดียมกระจกใสวางอยู่กลางเวทีในเวลานี้ทรงกลดกำลังพรีเซนต์งานอยู่
“ในอนาคตเทคโนโลยีโอโซนจะเป็ทางเลือกหลักสำหรับโลกใบนี้นวัตกรรมต่างๆจะถูกดึงเข้าสู่มาตรฐานเทคโนโอโซน อุตสาหกรรมทุกด้านจะถูกผูกติดกับAIที่เหนือล้ำ ยุคของน้ำมันจะค่อยๆปิดตัวลงพลังงานทดแทนจะถูกแทนที่ด้วยโอโซนครอลิคส์สภาวะโลกร้อนจะค่อยๆถูกปรับสมดุลอย่างช้าๆและยั่งยืน จึงหวังว่าทุกคนในที่นี้จะได้เห็นถึงความสำคัญของนวัตกรรมไหม่ชิ้นนี้ ได้โปรดทำความรู้จัก และคุ้นชินพวกเราจะอยู่ร่วมกับโอโซนครอลิคส์อย่างภูมิใจและยั่งยืนต่อไป” หลังจบพรีเซนต์เสียงปรบมือดังกระหึ่มไปทั้งฮอลล์ ทรงกลดเดินออกจากโพเดียมกลางเวทีโค้งตัวคำนับผู้ชม
“เก่งมากทรงกลดเก่งเหมือนพ่อเลย อาจารย์ดีใจนะ ที่เราคิดโปรเจคนี้ในอนาคตพวกเธอจะต้องมีชื่อเสียงในทำเนียบนักวิทยาศาสตร์ของประเทศแน่ๆ”อาจารย์ที่ปรึกษากล่าวชมทรงกลด ขณะที่ออมสินยืนยิ้มอยู่ข้างๆ
“วันนี้แกอยากกินอะไรเดี๋ยวชั้นเลี้ยง” ทรงกลดพูดกับออมสินหลังจากแยกกับอาจารย์แล้ว
“ทรงกลดแอนฝากเค๊กมาให้” นักศึกษาสาวคนหนึ่งมาพร้อมเค๊กกับจดหมายน้อย มีของฝากอีกแล้วจะฮอทไปถึงใหน ทรงกลด
“แกอยากกินเค๊กมั๊ย”ทรงกลดพูดอย่างเซ็งๆมือยื่นกล่องเค๊กมาตรงหน้าออมสิน
ณ.ทางหลวงสายหนึ่งบ่ายวันนี้ หิมะตกหนัก ถนนทั้งสายขาวโพลนสองข้างทางอุดมไปด้วยต้นไม้ใหญ่และป่ารกทึบถนนเส้นนี้มีเพียงสองเลนเพียงเพื่อรถวิ่งสวนทางกัน ดูก็รู้ว่าเป็เพียงถนนสายรองนานๆจะมีรถสักคันแล่นผ่านมา ทุกคันขับด้วยความเร็วไม่เกินสี่สิบไมล์ต่อชั่วโมงในทางสายเปลี่ยวนี้ ใต้ต้นเมเปิ้ลใหญ่ข้างทางมีบุรุษใส่ชุดขาวหิมะแต่งตัวรัดกุมสองคนนั่งอยู่สายตามองไปยังสุดถนนเบื้องหน้า
“แน่ใจนะว่ามันจะผ่านมาทางนี้” ทรงกลดนั่นเอง และนี่คือปฏิบัติการของวันนี้
“เออหว่ะชัวร์ กูรันปอหลวง ไปแล้วอีกห้านาทีเดี๋ยวได้เห็น”เจมส์กล่าวตอบ สองมือจับจอยกดโยกคันบังคับท่าทางจดจ่อเหมือนกำลังบังคับอะไรสักอย่าง
“ฐานบกทางมึงพร้อมมั๊ย”ทรงกลดพูดใส่เฮดโฟนข้างหู
“พร้อมนานแล้วกูซิงค์แมลงวันเรียบร้อยแล้ว”เสียงเจผ่านทางเฮดโฟนตอบมา
“ไอ้พวกนี้แม่ง! ชั่วได้ทุกวัน ครั้งนี้ถึงกับใช้รถทหารขนของพวกเราไม่ออกตัวใครจะทำวะทรงกลด”เจมส์กล่าวด้วยเสียงมีอารมณ์
“เดี๋ยวกูออกไปราดซอสก่อน”ทรงกลดหิ้วแกลลอนห้าลิตรสองใบ วิ่งลงไปยังถนนและวิ่งใกลออกไปประมาณห้าสิบเมตรจากจุดซุ่มจากนั้นราดของเหลวใสๆในแกลลอนลงบนถนน
“เรียบร้อยแล้วเจมส์มึงไปสแตนบายรถรอไป”ทรงกลดวิ่งกลับมาแล้วกล่าวขึ้น เจมส์พยักหน้าแล้ววิ่งหายเข้าไปในป่าทึบ
ชั่วอึดใจปลายสุดสายตาขบวนรถทหารประกอบด้วย จิ๊ฟ วิลลี่ส์สองคัน ฮัมวีย์สามคัน เลี้ยวผ่านโค้งดิ่งตรงมาเสียงเครื่องยนต์รถดังกระหึ่มไปทั้งผืนป่า ด้วยความเร็ว ไม่น่าจะต่ำกว่าเจ็ดสิบสิบไมล์ต่อชั่วโมงเมื่อถึงจุดที่ทรงกลดราดสารเคมีไว้ จิ๊ฟวิลลี่ย์ คันนั้นก็เกิดอาการแฉลบลื่นส่ายไปมาเสียหลักพลิกตะแคง ขบวนคันที่ตามหลังก็มีอาการไม่ต่างกัน รถทั้งขบวนล้วนเสียหลักพลิกตะแคงบ้าง ชนต้นไม้ข้างทางบ้าง เสียหายหมดทุกคันคันหน้าสุดยังลื่นไถลมาหยุดอยู่ห่างจากทรงกลดแค่สิบเมตร
“เฮ๊ยระวัง ตายห่าแล้ว” ภาษาประหลาดดังมาจากบุรุษในขบวน บางคนสบถด่า ะโด้วยความใต่อเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง พวกมันกระจายกำลังรอบๆซากรถ รวมๆแล้ว ประมาณ30 คน ทุกคนล้วนใส่ชุดลายพรางทหาร ผมยาวบ้าง หนวดเคราครึ้มบ้างดูก็รู้ว่าไม่ใช่ทหารแน่นอน และพวกมันไม่ใช่ชาวเฟริสคราส
“รายงานนายด้วยส่งหน่วยเก็บกวาดมาด่วน ก่อนพ่อมึงจะมา” เสียงะโสั่งเป็ภาษาประหลาด ๆชายคนที่แบกวิทยุสนามกำลังกดต่อสัญญานหลายคนช่วยกันลำเลียงผู้ที่าเ็ออกจากซากรถทั้งห้าคัน
ทันใดนั้นรถฉลามบกสองคัน ได้วิ่งตรงมา พร้อมเสียงไซเรนดังลั่น วอออวิ๊ววว!
“พ่อมึงมาแล้วรีบเคลียเว๊ย” สิ้นเสียง อาวุธปืนนานาชนิดก็กระหน่ำใส่ฉลามบกทั้ง 2 คัน
ปังปังปังปังปัง! ตูม! พรืดดดดด! เสียงประสานของห่าะุนับร้อยนัด ในระยะสามสิบเมตรกับฉลามบกที่วิ่งใกล้เข้ามามีหรือะุจะพลาดเป้าฉลามบกคันแรกฝากระโปรงหน้าหลุดกระเด็นพร้อมเสียงะเิของเครื่องยนต์ กระจกหน้าแตกละเอียดไฟลุกท่วมทั้งคัน รถยังคงเคลื่อนไหวมาอย่างเร็วอย่างเสียการควบคุมคาดว่าตำรวจในรถคงเสียชีวิตไปแล้ว ส่วนคันที่สองแฉลบตกข้างทาง ยางหน้าะเิทั้งสองเส้นพลิกคว่ำ ไถลมาสิบเมตรจึงหยุดนิ่ง ตำรวจในรถสองนายค่อยๆคลานออกมาในสภาพาเ็สาหัส ปังปังปังปังปัง! ห่าะุชุดใหญ่จากอาวุธานานาชนิดพุ่งจิกร่างตำรวจทั้งสองจนสภาพเละกลายเป็เศษเนื้อกระจายไปทั่ว
ทรงกลดในป่าทึบเฝ้ามองเหตุการณ์สายตาตื่นตะลึง แม้เขาจะเคยปฏิบัติการมาแล้วหลายครั้ง แต่ครั้งนี้ กลางวันแสกๆภาพสังหารหมู่ข้างหน้า ช่างโเี้ยิ่งนัก ยังมีพวกชั่วที่โเี้เยี่ยงสัตว์ป่าเช่นนี้อีกเหรอ
“อย่าเคลื่อนไหวนู๊พสาด ไฟ้ลนี้เกินกำลังจริงๆ” เสียงเจที่มองภาพผ่านมอนิเตอร์รอดมาตามเฮดโฟนดึงสติเขาให้กลับมาอีกครั้ง เขาสูดหายใจลึก แม้ตัวเองจะมีพลังวิเศษแต่ก็ไม่มั่นใจว่าจะจัดการทุกอย่างได้หมดจด เขาเคยปฏิบัติการแค่ยามกลางคืนเท่านั้นความมืดช่วยปกปิดร่องรอย และเพื่อนทั้ง2 เจมส์ เจเขาไม่้าตอบคำถามมากมายหากเขาลงมือในตอนนี้
เบื้องบนสูงจากพื้นราวสิบเมตร แมลงปอปีกใสสี่ตัว บินวนรอบๆบริเวณ นี่คือ ปอหลวงสิ่งประดิษฐ์ติดกล้องจิ๋วผลงานของเจมส์ ได้ไลฟ์สดยิงสัญญานตรงไปยังสำนักงานพิทักษ์กรีนแลนด์มากว่าครึ่งชั่วโมงแล้วแน่นอนในเวลานี้ คนทั้งสำนักงานต่างอ้าปาก ตาค้าง ตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“ปิดบริเวณเคลียพื้นที่ ในรัศมีร้อยเมตร เจอใคร ฆ่า” เสียงภาษาต่างประเทศสั้นๆแต่เด็ดขาดดังมาจากหัวหน้ากลุ่มทุกคนเริ่มกระจายตัวออกไป บ้างวิ่งเข้าป่าลึกข้างๆ บ้างวิ่งไปสุดถนนทั้งสองฟาก
“ซวยแล้วกูงานนี้”ทรงกลดสบถออกมา