“ศิษย์น้องสาม ไม่!!!”
เสียงะโก้องดังลั่นจากบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งเมื่อเห็นหญิงสาวผู้เป็ศิษย์น้องของตนถูกฝ่ามือของฝ่ายศัตรูฟาดใส่จนตกจากหน้าผาอันสูงชันลงไปต่อหน้าต่อตาเขามีดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธแต่เขาไม่สามารถติดตามศิษย์น้องของเขาหรือหยุดคิดเื่อื่นได้ในขณะนี้เพราะศัตรูผู้กล้าแกร่งที่มาจากไหนก็ไม่ทราบกำลังรุมล้อมเข้ามาแม้เขาจะจัดการสังหารพวกมันไปได้หนึ่งคนแล้วแต่อีกสี่คนที่เหลือก็รุมเข้ามาพร้อมกัน หากเป็เช่นนี้ต่อไปเขาคงจะไม่รอดแน่ๆในวันนี้
ขณะที่กำลังจะเสียท่าอยู่นั้นพลันก็มีเสียงบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งะโดังขึ้น และวิ่งเข้ามาพร้อมหอกในมือ“ศิษย์น้องรองพวกเรามาช่วยเ้าแล้ว”
เพียงเห็นด้วยหางตาบุรุษที่ถูกเรียกว่าศิษย์น้องรองผู้มีนามว่า หยางชุนเกอ ก็รู้ว่าวันนี้เขารอดแล้วคนที่เข้ามาช่วยเขา คือศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์น้องเล็กนั่นเองศิษย์พี่ใหญ่มีนามว่าเฮ่อตง และศิษย์น้องเล็กนามว่า เฉินปิงหลงเมื่อบุรุษทั้งสองคนที่มาใหม่มาถึงก็รีบเข้าไปช่วยหยางชุนเกอต่อสู้ทันที
เมื่อมีคนมาช่วยทำให้ศัตรูที่เขาต้องสู้ด้วยเหลืออีกเพียงสองคนเท่านั้น และไม่นานเฮ่อตงก็จัดการศัตรูได้และช่วยเขาจัดการอีกหนึ่งคนคราวนี้เหลือเพียงหนึ่งต่อหนึ่งเท่านั้น ไม่นานต่อมาศัตรูทั้งหมดก็ถูกสังหารจนเหลือเพียงคนเดียวที่กำลังสู้อยู่กับเฉินปิงหลง
“ศิษย์น้องเล็กอย่าเพิ่งสังหารมันนะข้าอยากถามมันก่อนว่าพวกมันเป็ใคร ้าอะไรจึงมาลอบทำร้ายพวกเรา”หยางชุนเกอะโบอกศิษย์น้องเล็กของเขา
“ขอรับ” เฉินปิงหลงรับคำแล้วรีบเพิ่มพลังน้ำแข็งให้กับดาบ แล้วฟาดฟันใส่ศัตรูตรงหน้าครู่ต่อมาเขาก็สามารถจัดการกับศัตรูลงได้โดยมีดาบยาวแตะจ่ออยู่ที่คอเพื่อให้มันยอมจำนนแต่เมื่อศัตรูเห็นว่าเขาไม่รอดแน่จึงใช้มือนั้นจับกลางดาบที่จ่อคอตนเองแล้วดันคอของตนเข้าหาดาบจนเืไหลทะลักแล้วล้มลง ลมหายใจดับสิ้น
“โอ๊ะ มันตายเสียแล้วละขอรับศิษย์พี่รองข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นะขอรับ” ศิษย์น้องเล็กกล่าว
“ช่างมันเถอะ มันก็ช่วยไม่ได้นี่นะ”ศิษย์คนรองถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้
“ขอบคุณศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์น้องเล็กที่มาช่วยได้ทันเวลา” เขากล่าว
“พวกเรายังต้องกล่าวขอบคุณกันด้วยหรือ”ศิษย์คนโตกล่าวไม่พอใจ
“นั่นสิศิษย์พี่รอง เห็นเราเป็คนอื่นคนไกลไปได้เมื่อเราได้รับสัญญาณหยกสื่อสารจากศิษย์พี่รองพวกเราก็รีบมากันทันทีเลยนะขอรับ”ศิษย์น้องเล็กกล่าวสนับสนุนศิษย์พี่ใหญ่ของเขา
“ศิษย์พี่สามล่ะขอรับศิษย์พี่รอง ตอนนี้นางอยู่ที่ใดหรือข้าไม่เห็นนางเลย แล้วตกลงมันเกิดเื่อะไรขึ้นกันล่ะเนี่ย”ศิษย์น้องเล็กหันมองไปรอบๆ เพื่อมองหาศิษย์พี่สามซึ่งเป็ศิษย์ร่วมอาจารย์เดียวกัน และนางเป็สตรีเพียงหนึ่งเดียวในบรรดาศิษย์สี่คนเขาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามเมื่อไม่พบนาง
บุรุษหนุ่มผู้ถูกถามชะงักสีหน้าเปลี่ยนเป็เคร่งเครียดทันที
“พวกเราถูกลอบทำร้ายขณะที่นางกำลังจะทะลวงระดับแล้วนางก็พลาดท่าขณะต่อสู้และถูกพวกมันคนหนึ่งทำร้ายจนกระเด็นตกหน้าผาไปขอรับ”ศิษย์คนรองกล่าวพร้อมกับขมวดคิ้วกำมือแน่น
ศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์น้องเล็กใ แต่ก็ยังคิดในทางที่ดีเพราะนางอยู่ในพลังระดับราชันย์ขั้นปลายแล้วพลังระดับนี้สามารถเดินย่ำบนอากาศได้อย่างสบาย
“นางอยู่ในระดับราชันย์แล้วแม้จะตกหน้าผาก็คงไม่เป็อะไรกระมัง” เฉินปิงหลงย่นคิ้วกล่าว
“หากเป็เวลาปกติย่อมมิใช่ปัญหาสำหรับนางแต่เพราะนางถูกลอบทำร้ายขณะที่กำลังจะทะลวงระดับพลังเ้าคงไม่ลืมใช่หรือไม่ว่าหากถูกขัดจังหวะใน่เวลาสำคัญเช่นนี้ผลที่ตามมาหากไม่ตายระดับพลังก็ต้องลดลงอย่างแน่นอน”
เมื่อทั้งสองคนได้ฟังก็หน้านิ่วคิ้วขมวดแน่น
“ถ้าเช่นนั้นก็ไม่ดีแล้วจริงๆนั่นแหละพวกเราควรรีบลงไปตามหานางด้านล่างกันเถิดส่วนรายละเอียดเ้าค่อยเล่าให้ฟังในภายหลัง” เฮ่อตง ผู้เป็ศิษย์พี่ใหญ่กล่าว
“ขอรับ” ศิษย์น้องทั้งสองกล่าวรับพร้อมกันแล้วต่างก็รีบก้าวลงจากเขาเดินเหยียบอากาศโดยตรงลงมาที่พื้นด้านล่างกันทันที
ขณะเดียวกัน ณ ที่แห่งหนึ่ง
สตรีนางหนึ่งค่อยๆ ลืมตาขึ้นและกะพริบตาถี่ๆเพื่อปรับความคมชัดกับภาพที่ปรากฏต่อสายตา จากนั้นนางค่อยๆลุกขึ้นนั่งด้วยความงงงวย
นางยกมือขาวผ่องขึ้นคลึงขมับและลำดับความคิดของตนเองจู่ๆ นางก็เบิกตาโพลงเมื่อนึกอะไรขึ้นได้ แล้วพึมพำกับตัวเอง
“ฮ้าข้าสู้อยู่กับไอ้พวกวายร้ายหน้าไม่อายที่ลอบมาทำร้ายข้าตอนที่ข้ากำลังจะทะลวงระดับพลังนี่นาฮึ่ม ไอ้เลว ไอ้ไม่มีจรรยาบรรณ บังอาจลอบทำร้ายข้าตอนข้าไม่มีทางสู้ อุ๊.. อูย..แค่กๆๆ” หญิงสาวบ่นแล้วจู่ๆ ก็ร้องโอดโอยเมื่อรู้สึกเจ็บระบมทั่วร่างกาย
นางรีบสำรวจร่างกายของตัวเองทันทีก่อนที่จะหน้าซีดเผือดแล้วอุทานออกมาด้วยความใ
“ตายแล้ว พลังของข้า พลังของข้าลดไปกี่ระดับกันเนี่ยไม่ได้การแล้ว”
นางรีบหยิบยาในกำไลมิติออกมาเพื่อหยุดยั้งการลดลงของระดับพลังจากนั้นนางรีบเร่งนั่งสมาธิใช้พลังภายในร่างช่วยเร่งตัวยาให้ทำงาน เมื่อเวลาผ่านไปครู่หนึ่งนางรู้สึกว่าการลดลงของพลังหยุดลงแล้ว
“อะไรจะแย่ขนาดนี้เนี่ย” นางยกมือสองข้างขึ้นกุมขมับ
“จากพลังระดับราชันย์ขั้นปลายกำลังจะทะลวงเข้าสู่ระดับจักรพรรดิ แล้วเราจะมีอายุเพิ่มขึ้นได้ถึงหนึ่งหมื่นปีกลับผิดพลาดจนพลังลดมาสองขั้นใหญ่กับอีกหนึ่งขั้นย่อยเชียวหรือเนี่ยตอนนี้ข้าเหลือพลังเพียงระดับบรรพบุรุษขั้นกลางเท่านั้นเองหรือนี่”หญิงสาวกล่าวน้ำตาคลอหน่วยด้วยความเจ็บใจ เสียดาย และโมโห ปะปนกันไปหมด
ในโลกของการบำเพ็ญเพียร มีทั้งคนธรรมดาและผู้บ่มเพาะผู้บ่มเพาะจะมีพลังธาตุที่แตกต่างกัน อันได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม้ สายฟ้า น้ำแข็งแสง และความมืด ผู้บ่มเพาะจะมีระดับพลังแบ่งเป็เก้าระดับใหญ่โดยเรียงจากระดับต่ำไปสูง ได้แก่
ผู้ฝึกตน
หล่อหลอม
อาจารย์
ปรมาจารย์
บรรพบุรุษ
นิพพาน
ราชันย์
จักรพรรดิ
เซียน
ในแต่ละระดับพลัง จะแบ่งย่อยเป็ระดับละสามขั้น ได้แก่ขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นปลาย
ในระดับพลังผู้ฝึกตนจนถึงบรรพบุรุษจะมีเรี่ยวแรงมากกว่าคนธรรมดาทั่วไปซึ่งมากขึ้นตามระดับของพลัง ั้แ่ระดับนิพพานขึ้นไปจะสามารถเดินเหินบนอากาศได้อีกทั้งมีอายุขัยเพิ่มขึ้นด้วย ผู้บ่มเพาะที่มีพลังแก่กล้าจะมีหน้าตาอ่อนเยาว์ด้วย
สตรีที่กำลังนั่งตีอกชกหัวตัวเองอยู่ นางมีนามว่าหลินเยว่ซิงเป็ศิษย์คนที่สามของผู้าุโผู้มีพลังระดับเซียนท่านหนึ่งในแดนบำเพ็ญเพียรเดิมทีนางฝึกพลังมาจนถึงระดับราชันย์ขั้นปลายแล้ว แต่เนื่องจากเมื่อสามวันก่อนนางได้ผลโกลาหลมาจากป่าและด้วยความที่ระดับพลังของนางหยุดอยู่ที่ระดับราชันย์ขั้นปลายนานมากแล้วการได้ดูดกลืนพลังจากผลโกลาหลจะช่วยให้นางทะลวงผ่านพลังระดับจักรพรรดิได้ถึงแปดในสิบส่วน
หลินเยว่ซิงนึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นั้แ่เมื่อสามวันก่อน
“ศิษย์พี่รอง ข้า้าทะลวงระดับพลังเ้าค่ะข้าติดอยู่ที่ระดับราชันย์ขั้นปลายนานมากแล้วทั้งศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่รองก็ผ่านไประดับจักรพรรดิกันหมดแล้วข้ายังไม่อาจข้ามระดับไปได้เสียที ข้าอิจฉาจะแย่แล้วเ้าค่ะ ดูตาข้าสิเ้าคะไฟจะไหม้ดวงตาข้าแล้ว” หลินเยว่ชิงกล่าวหน้าทะเล้นพร้อมกับชี้ให้ดูที่ดวงตากลมโตที่ประดับด้วยแพขนตางอนยาวของนาง
“เ้าไม่เห็นต้องอิจฉาพวกเราเลยยังมีศิษย์น้องเล็กที่มีพลังอยู่เพียงระดับนิพพานขั้นต้น เขายังไม่อิจฉาเ้าเลย”หยางชุนเกอยิ้มให้นางแล้วกล่าวกับนางด้วยความเอ็นดู
“ฮึ่ ท่านอย่าเปรียบข้ากับศิษย์น้องเล็กสิเ้าคะขนาดข้าตั้งใจอย่างเต็มที่ ข้ายังทำได้เพียงแค่นี้ แต่ศิษย์น้องเล็กสิ บ่มเพาะบ้างเที่ยวเล่นบ้าง อีกทั้งเขายังมาทีหลังข้าตั้งหลายปีเขายังประสบความสำเร็จถึงเพียงนี้นับว่าศิษย์น้องเล็กเป็ผู้มีพร์อย่างแท้จริง” นางกล่าวถึงศิษย์น้องเล็กของนางอย่างชื่นชมโดยที่ไม่รู้เลยว่า ในสายตาของคนทั่วไปความเร็วในการฝึกของนางนั้นนับว่าไม่ธรรมดาเลยจัดว่าเป็ผู้มีพร์ที่แม้แต่อาจารย์เองก็ยอมรับ เพราะนอกจากการบ่มเพาะแล้วนางยังต้องเจียดเวลาไปร่ำเรียนการปรุงยาด้วย
“แล้วก็อีกอย่างนะเ้าคะ” หญิงสาวยิ้มกว้างเต็มหน้าพร้อมกับชูผลโกลาหลที่นางแอบซ่อนไว้ด้านหลังให้หยางชุนเกอดู
“คิกๆๆ นี่คืออะไรเอ่ย”หลิวเยว่ซิงส่ายมือที่ถือผลโกลาหล แล้วหัวเราะคิกคักพลางเอ่ยถาม
“โอ้ ผลโกลาหลใช่หรือไม่ เ้าไปได้มันมาจากไหนเนี่ย”หยางชุนเกอถามด้วยความแปลกใจ เพราะผลโกลาหล ไม่ใช่สิ่งที่หาได้ง่ายๆ เลย
“แหะๆ เมื่อเช้าข้าไปเดินเล่นในป่าตรงเขาลูกโน้นแล้วข้าก็เจอสัตว์หลายตัวเลยมันกำลังนั่งรออะไรบางอย่างบนต้นไม้ปรากฏว่ามันคือผลโกลาหล ข้าเลยใช้อุบายนิดหน่อยไปแย่งพวกมันมาเ้าค่ะ” หญิงสาวกล่าวพร้อมชี้มือไปในทิศที่นางเข้าไปหาผลโกลาหลมาด้วยความภาคภูมิใจ
“เ้านี่นะ ทำไมไม่เรียกข้ามันอันตรายมากนะหากเ้าโดนสัตว์เ่าั้รุมทำร้ายเ้าจะทำเช่นไรแล้วเ้าได้รับาเ็ตรงไหนหรือไม่”หยางชุนเกอบ่นหญิงสาวที่ไม่ค่อยคิดหน้าคิดหลังด้วยความเป็ห่วงแล้วจับบ่าทั้งสองข้างของนางหมุนไปมาเพื่อมองหาร่องรอยาแบนร่างของนาง
“น่าๆ ศิษย์พี่รองละก็ขี้บ่นจริงๆเชียวข้าก็ปลอดภัยกลับมาแล้วนี่เ้าคะ ไม่ได้รับาเ็ใดๆ ทั้งสิ้นเ้าค่ะ”หลินเยว่ซิง
กล่าวไม่ให้เขาคิดมาก
“เอาเป็ว่าข้าจะดูดกลืนผลโกลาหลเพื่อทะลวงระดับพลังก่อนนะเ้าคะศิษย์พี่รองช่วยเฝ้าระวังให้ข้าด้วย ประเดี๋ยวข้าจะไปทะลวงระดับพลังในถ้ำตรงนั้นผลโกลาหลนี้หากเด็ดมาแล้วรีบใช้ยิ่งเร็วเท่าใดก็ยิ่งดีหากทิ้งไว้นานเกินไปประสิทธิภาพจะลดลง” หลินเยว่ซิงชี้ไปที่ถ้ำ ที่อยู่ห่างออกไปที่นางหมายตา
“ตรงเกือบๆ ถึงยอดเขาสูงตรงนั้นมีถ้ำเหมาะมากเลยนะเ้าคะ” นางกล่าวขณะนึกถึงสภาพภายในถ้ำ
“เอาเช่นนั้นก็ได้” หยางชุนเกอตอบตกลงเขาไม่เคยปฏิเสธนางได้สำเร็จเลย
เมื่อตกลงกันได้แล้ว ทั้งสองคนก็เดินไปที่ถ้ำหญิงสาวเข้าไปภายในถ้ำแล้วลดตัวลงนั่งสมาธิ หยิบผลโกลาหลมาถือไว้แล้วกัดกินจนหมดจากนั้นก็เริ่มดูดกลืนพลังจากมันโดยมีหยางชุนเกอคอยระวังความปลอดภัยไม่ให้มีสิ่งใดมารบกวนนางที่ด้านหน้าถ้ำแต่ในวันที่สามของการดูดกลืน ่เวลาสำคัญที่นางกำลังจะทะลุคอขวด จู่ๆก็มีมือปริศนามาฟาดใส่นางเข้ากลางหลังจนนางกระอักเืออกมา นางออกจากสมาธิทันทีธาตุไฟเกือบเข้าแทรก นางรู้สึกร้อนรุ่มภายในอก ได้ยินเสียงการต่อสู้จากด้านนอกนางพยายามระงับความเ็ป พร้อมกับต่อสู้ตอบโต้กับผู้ที่ฟาดพลังฝ่ามือใส่นางแม้ว่านางจะไม่ได้ป้องกันตัวแต่ด้วยความที่นางมีพลังในระดับสูงกว่าผู้ที่มาทำร้ายนาง นางจึงเพียงได้รับาเ็หนักแต่ไม่ถึงตาย
นางสู้กับคนร้ายจากภายในถ้ำจนออกมานอกถ้ำขณะสู้ก็ยังเหลือบเห็นหยางชุนเกอที่กำลังต่อสู้กับคนร้ายถึงสี่คนนางรีบวิ่งเข้าไปช่วยเขาเมื่อเห็นเขากำลังจะถูกดาบของฝ่ายตรงข้ามฟันเข้าที่แผ่นหลังจากนั้นก็ต่อสู้กันวุ่นวายจนสุดท้ายนางพลาดท่าถูกเตะเข้าอย่างจังที่ท้องจนกระเด็นพลัดตกจากเขานางสู้อุตส่าห์ฝืนทนเจ็บก่อนตกถึงพื้นยังใช้พลังเฮือกสุดท้ายยืนเหยียบอากาศก่อนก้าวเท้าเดินต่ำลงได้ทันเพียงสี่ก้าวก่อนตกถึงพื้นแล้วหมดสติไป