บทที่ 08 : ป่วยจนเพี้ยน
ภายในเรือนฮูหยินรอง แห่งจวนราชครูสกุลเจียง
สตรีวัยกลางคนหน้าตาสะสวยกำลังนั่งจิบชา พร้อมกับลูกสาวซึ่งถอดแบบความงดงามมาไม่ต่างกัน ระหว่างนั้นชายหนุ่มคนหนึ่งก็เดินเข้ามาส่งเสียงทัก พร้อมรอยยิ้มกว้าง
“ท่านแม่”
“มาแล้วหรือหลี่เว่ย”
วันนี้ คุณชายรองถูกผู้เป็แม่เรียกตัวให้มาหา แต่ก่อนอีกฝ่ายจะเปิดบทสนทนา ร่างสูงก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน
“ข้ามีของมาฝากท่านแม่ด้วย”
กล่าวจบ กล่องไม้ที่ใส่เครื่องประดับก็ถูกยื่นมาพร้อมเปิดออก ภายในมีสร้อยคอเส้นงาม จี้อัญมณีสีแดงทับทิมล้อมพลอยตรงกลางสะท้อนแดดเป็ประกาย บ่งบอกถึงมูลค่าอันสูงลิ่ว
“อัญมณีสีแดงทำมาจากดวงตาของหงส์สีชาด คู่ควรกับสตรีที่มีความเป็หงส์สูงค่าในจวนราชครูอย่างท่านแม่ที่สุด อีกทั้งว่ากันว่ามันมีพลังหยางอ่อนๆ ทำให้ผู้สวมใส่คงความอ่อนเยาว์ได้ยืนยาว ท่านแม่จะได้รักษาความงดงามให้ทุกคนได้ชื่นชมเป็วาสนาไปนานๆ”
ถ้อยคำยกยอปอปั้น แม้ผู้เป็มารดาจะฟังจนชิน และรู้นิสัยบุตรชายตนเองดีว่า้าประจบประแจง แต่นางก็ยังอดถอนหายใจรับไว้ด้วยความเอ็นดูเสียไม่ได้
“เ้าก็กล่าวเกินไป ไม่เห็นต้องสรรหาของล้ำค่าขนาดนี้มาให้แม่เลย”
“บุตรเจออะไรที่สวยงาม ก็นึกถึงท่านแม่ที่คู่ควรกับมันไปเสียหมดนั่นแหละขอรับ”
“แล้วข้าล่ะพี่รอง”
คนที่เกือบจะถูกลืมส่งเสียงประท้วงขึ้นมาราวกับเป็เด็กน้อย
“แน่นอนว่ามีของสำหรับเ้าด้วย ซูเหมย”
ก่อนหลี่เว่ยจะหันไปหยิบกำไลหยกสีชมพูเนื้อเกลี้ยงมาให้ และยังไม่ลืมโอ้อวดสรรพคุณความหายากอย่างที่มักทำเป็ประจำ
“กำไลหยกทำจากหินสีชมพูที่ได้จากเทือกเขาลู่ชิง เทือกเขาที่ขึ้นชื่อว่าเต็มไปด้วยสัตว์มนตราระดับสูง ทั้งหินสีชมพูก็มีความแข็งดั่งเพชร มันจึงเป็กำไลที่มีเข้ามาขายในเมืองเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น”
ประกายตาของหญิงสาวที่ได้เครื่องประดับหายากวับวาวขึ้นมาทันที รีบรับกำไลหยกมาสวมใส่ที่ข้อมืออย่างพออกพอใจ
“ขอบคุณเ้าค่ะพี่รอง”
แม้บรรยากาศหลังการให้ของขวัญจะชื่นมื่น แต่แน่นอนว่าจุดประสงค์สำคัญในการที่ชายหนุ่มถูกเรียกตัวมาก็ยังคงไม่เลือนหาย
“หลี่เว่ย หมู่นี้เ้าใช้เงินหนักมือไปรึเปล่า”
เ้าของชื่อที่โดนตำหนิได้ยินก็รีบแจงเหตุผลประกอบ
“โธ่ท่านแม่ ท่านก็รู้ว่าข้ามีสังคมของข้า และข้าก็ต้องจับจ่ายเพื่อรักษาจุดยืนของตัวเอง”
“ข้าเข้าใจดี แต่ที่เ้ายื่นเื่มาว่า ้าเพิ่มเงินรายเดือน จากสามสิบตำลึงทอง เป็หกสิบตำลึงทอง มันไม่มากเกินไปหรือ”
เบี้ยหวัดของคุณชายรองนับว่าสูงกว่าบุคคลอื่นๆ ในจวน สามสิบตำลึงทองเป็เงินในชาตินี้ที่ชาวบ้านธรรมดาไม่กล้าแม้แต่จะฝัน หรือต่อให้หาทั้งชีวิตก็ยังหาไม่ได้ แต่บุตรชายตระกูลเจียงกลับใช้จ่ายมันจนหมดเพียงหนึ่งเดือน มิหนำซ้ำ บางคราวก็ไม่พอจำต้องออดอ้อนขอให้นางเบิกสมบัติในคลังไปเป็ของกำนัลแก่คนนู้นคนนี้
นางทราบนิสัยหน้าใหญ่ใจโต ทั้งยังสุรุ่ยสุร่ายของบุตรชายเป็อย่างดี ถึงขนาดได้ยินฉายาที่ชาวบ้านตั้งให้คุณชายเ้าสำราญแห่งตระกูลเจียงว่า ‘ไหใส่ไม่เต็ม’ อันหมายถึงแม้จะมีเงินทองแน่นกระเป๋า คุณชายเจียงหลี่เว่ยก็สามารถผลาญมันให้หมดเกลี้ยง จนเติมเข้าไปเท่าไรก็ไม่เคยพอ
แน่นอนว่า การใช้จ่ายของคุณชายรองอาจไม่ะเืถึงคลังของตระกูลเจียงที่สะสมเงินทองของหายากไว้มากจนล้นห้อง แต่พฤติกรรมใช้เงินไม่ต่างน้ำ นานวันเข้าทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ก็อาจร่อยหรอลงไปได้
กระนั้น ผู้ที่โดนห้ามปรามก็กลับอ้างเหตุผลสำคัญ
“ไม่มากไปหรอกขอรับ ยามนี้ข้าสนิทกับ หนิงเฉินห่าว บุตรชายของตระกูลหนิง เขาถึงขนาดชวนข้าไปล่องเรือพร้อมกับองค์ชายใหญ่ด้วย ท่านแม่ก็รู้ องค์ชายใหญ่เตรียมตัวก้าวขึ้นเป็รัชทายาทเร็วๆ นี้ การดูแลค่าใช้จ่ายของรัชทายาท เพื่อให้พระองค์พึงพอใจก็เป็สิ่งที่ขุนนางอันดีควรกระทำไม่ใช่หรือ”
หลี่เว่ยพยายามชักแม่น้ำทั้งห้ามาหว่านล้อมให้มารดาของตนเห็นดีเห็นงามด้วย ซึ่งคู่สนทนาก็เริ่มคล้อยตาม เรียวคิ้วบางขมวดมุ่นครุ่นคิด
“ถ้ามันเกี่ยวข้องกับองค์ชายใหญ่ ก็ช่วยไม่ได้”
ครั้นได้รับคำอนุญาตอย่างจำยอมกลายๆ หลี่เว่ยก็โล่งใจก่อนจะรีบหันเหเปลี่ยนหัวข้อ เพื่อเบี่ยงเบนไปเื่อื่น
“จริงสิ เมื่อวันก่อนข้าไปหอการค้าตระกูลหนิงมาเจอกับซูผิงด้วย”
เื่อะไรจะน่าสนใจไปกว่า บุตรสาวคนโตของจวนที่เป็เหมือนหนามตำอกของทั้งมารดาและน้องสาว เพียงแค่ได้ยินชื่อ ซูเหมยก็ถามเสียงเขียวทันที
“นังคนไร้ประโยชน์นั่นไปทำอะไรที่หอการค้า”
“นาง้าซื้อยาประสานเืกับยาดองตะขาบดิน ข้าเลยซื้อให้นางไป”
พอรู้ว่าพี่รองจ่ายเงินเพื่อขยะของตระกูล ใบหน้าหวานก็แปร เปลี่ยนเป็นึกเสียดาย
“พี่รองไม่เห็นต้องเสียเงินเสียทองให้กับนางเลย สิ้นเปลืองเปล่าๆ”
“ช่วยไม่ได้หรอก ข้าไม่อาจเสียหน้าให้คนตระกูลหนิงมาดูถูก”
ใช่ว่าหลี่เว่ยจะใจดี แต่เพื่อแลกกับการรักษาชื่อเสียงของคุณชายผู้ร่ำรวยเอาไว้ เงินที่จ่ายให้ซูผิงนับเป็เพียงแค่เศษเงินเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเทียบกับของขวัญล้ำค่าที่เขาสรรหามาให้มารดาและน้องสาวแท้ๆ ของตน
ถึงกระนั้น ซูเหมยก็ยังเ้าคิดเ้าแค้น ซ้ำยังแจ้งข่าวประหลาดให้เขาทราบ
“หึ ต่อให้ได้ยาดีมา คนโง่อย่างนางก็ไม่เห็นคุณค่าหรอก พี่รู้ รึเปล่า ข้าได้ยินมาว่า นางขุดสวนปลูกหญ้าหางหนูที่เรือนตัวเองด้วย”
“อะไรนะ! หญ้าหางหนู นางป่วยจนเพี้ยนไปแล้วหรือ”
หลี่เว่ยถึงกับทำตาโต คุณหนูใหญ่เห็นตระกูลเจียงเป็ฟาร์ม ปศุสัตว์ไปแล้วหรืออย่างไร
“ท่านแม่คงต้องไปอบรมนางเสียหน่อยแล้วกระมัง”
ฮูหยินรองยกน้ำชาขึ้นจิบเห็นดีด้วยกับคำแนะนำ
“นั่นสินะ”
นานแค่ไหนแล้วที่นางไม่ได้ไปอบรมเจียงซูผิง เพราะมองว่าอ่อนแอขี้โรค จึงคิดว่าไม่สามารถสร้างเื่สร้างราวได้ แต่ตอนนี้คงปล่อยให้อยู่สบายมามากเกินไป
เห็นที...น่าจะได้เวลาไปจัดการให้บุตรสาวคนนี้ตระหนักรู้ถึงสถานะของตัวเองเสียแล้ว
ꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥ
เจียงซูผิงใช้หลังมือปาดเหงื่อ ก่อนมองต้นหญ้าหางหนูที่ปลูกเป็แนวได้สิบแถวบริเวณด้านหลังเรือนอย่างพึงพอใจ
การปลูกหญ้าเพื่อเป็วัตถุดิบในการทำยาประสานิญญาเป็ไปอย่างราบรื่น หลังจากวันนั้นนางยังจัดทำยาประสานิญญาออกมาได้หลายสิบเม็ด เพียงพอที่จะกินเพิ่มพลังวัตร จนกระทั่ง นางได้ทะลวงปราณมาถึง ‘ปราณต้นกำเนิด ขั้นปลาย’ แล้ว และอีกนิดเดียวก็จะเข้าสู่ระดับปราณหลอมรวม
ไม่รู้เพราะมีพลังปราณมากขึ้น หรือ เพราะออกกำลังกายทำสวนไปด้วย นางจึงเริ่มมีกำลังวังชา ภายใต้ร่างกายซูบผอม กลับเต็มไปด้วยขุมพลังปราณบริสุทธิ์ไหลเวียนอยู่ในตัว ทั้งลมหายใจก็สะอาด แข้งขาเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่ว
เสียแต่นางยังไม่เริ่มฝึกยุทธ์อย่างจริงจัง...
เพราะการกลับมาเกิดใหม่ทำให้นางไม่แน่ใจว่า คนในห้าร้อยปีข้างหน้าจะมีวรยุทธ์ก้าวหน้าไปมากเพียงไร
การที่เยว่จิ่งเม่ยได้รับฉายา ‘นางพญาเม่ย’ เนื่องเพราะความไร้เทียมทานที่ไม่มีผู้ใดกล้าต่อกรด้วย แต่บัดนี้เมื่อมาอยู่ในร่างเจียงซูผิงผู้เป็คุณหนูเฝ้าเรือน แม้ได้พลังปราณสีขาวมา หากก็ไม่สามารถกะเกณฑ์เปรียบเทียบพลังของตนได้แน่ชัด และนางไม่รู้ว่าจะหาวิธีพิสูจน์ได้อย่างไร
ระหว่างที่กำลังยุ่งยากใจอยู่นั่นเอง ก็คล้าย์ได้ยินความในใจ จึงส่งบททดสอบมาให้
“คุณหนูระวังเ้าค่ะ!”
จู่ๆ ไป๋หลันก็กรีดร้องขึ้นมา สายตาของซูผิงหันไปตามทิศทางที่บ่าวรับใช้เตือน และก็ได้พบกับสิ่งมีชีวิตพิษร้ายที่คุ้นเคยเป็อย่างดี
ตะขาบดินตัวใหญ่ขนาดเท่าท่อนแขนเด็ก ซึ่งเป็ขนาดโตเต็มวัยประมาณเดียวกับที่อยู่ในโหลดองของหอการค้าตระกูลหนิง มันเลื้อยออกมาจากแปลงดินของสวนส้มที่ปลูกหญ้าหางหนูเอาไว้
ตะขาบดินมีพิษ แต่พิษของมันไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นทำให้คนเสียชีวิตได้ หากถูกกัด แค่เพียงกรีดเืบริเวณที่มีพิษออก และนำยาสมุนไพรฤทธิ์เย็นมารักษา พิษของตะขาบก็จะถูกกำจัดโดยง่าย
ถึงกระนั้น เจียงซูผิงก็ยังคงไม่ประมาท นางจำได้ดี เถ้าแก่ของหอการค้าตระกูลหนิงบอกกล่าวไว้ว่าต้องใช้ผู้ฝึกยุทธ์เทียบขั้นปฐีจึงจะกำจัดมันได้
ผ่านมาห้าร้อยปี ตะขาบดินอาจวิวัฒนาการเพิ่มความร้ายกาจมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า แต่ในฐานะนางพญาเม่ยผู้ชอบความท้าทาย ก็อยากจะขอทดสอบพลังในตอนนี้ของตัวเอง
“คุณหนูอยู่ห่างๆ มันนะเ้าคะ เดี๋ยวบ่าวจะไปเรียกคนมาให้กำจัดมันออกไป”
ไป๋หลันไม่กล้าทิ้งให้คุณหนูอยู่กับสัตว์อันตรายเพียงลำพัง แต่ครั้นจะไม่กำจัดมันก็กลัวเ้าตะขาบจะเดินเพ่นพ่านลึกเข้าไปในเรือนมากกว่านี้
ขณะที่กำลังละล้าละลังอยู่นั่นเอง คุณหนูกลับหันไปหยิบจอบที่ใช้ขุดดิน พลางเดินก้าวไปข้างหน้า
“ไม่ต้อง ข้าจัดการเอง”
ไป๋หลันหัวใจหล่นไปที่ตาตุ่ม พยายามร้องห้าม
“ไม่ได้นะเ้าคะคุณหนู!”
หากสายเกินไป บัดนี้เจียงซูผิงเดินปราณสีขาวเคลือบพลังให้จอบขุดดินเรียบร้อยแล้ว จอบธรรมดาเปล่งแสงสีขาวล้อมรอบ ก่อนนางจะเงื้อมันขึ้น แล้วฟันปลายจอบลงไปที่หัวของตะขาบดินสุดแรง
ฉึบ!
หัวของตะขาบดินหลุดจากตัว ยังไม่ทันได้ดิ้นพล่าน มันก็ตายสนิทในทันที
...เอ๊ะ? ง่ายๆ แค่นี้น่ะหรือ
เจียงซูผิงกะพริบตาปริบ
ไหนว่าตะขาบดินจัดการยากอย่างไรเล่า ไม่เห็นต้องถึงขั้นพลังปราณระดับปฐี มิหนำซ้ำนางยังไม่ได้ใช้เคล็ดวิชาใดๆ ก็กำจัดมันเสร็จสิ้นแล้ว
...หรือเ้านี่จะไม่ใช่ตะขาบดินที่ใครๆ เกรงกลัวกันแน่?
ꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥ
Writer's Talk
น้องเริ่มสับสนในตัวเองแล้ว
จากแม่สาวอ่อนแอกลายเป็แม่นางหญิงแกร่งไปในพริบตา
สงสัยต้องเตรียมเปลี่ยนชื่อเื่แล้วค่ะ (ฮา)
ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจนะคะ