"พายโตแล้วนะคะดูแลตัวเองได้" หญิงสาวงึมงำตอบหลบสายตาคมกริบที่มองมาในความสลัวทิวากรลอบยิ้มเขาพลิกมือบางขึ้นมากุมไว้ด้วยสองมือของตัวเองความอบอุ่นจากฝ่ามือหนาแผ่ซ่านเข้ามาถึงหัวใจคนฟัง
"ผมรู้ครับว่าพายเก่งคอยดูแลคนรอบตัว คอยเป็ห่วงคู่นั้นคู่นี้อยู่ตลอด..." ชายหนุ่มเว้นจังหวะนิ้วโป้งลูบไล้หลังมือเธอแ่เบา
"แล้วเมื่อไหร่...จะยอมเปิดใจให้ผมเข้าไปคอยดูแลพายบ้างล่ะครับ"
คำสารภาพตรงไปตรงมาทำเอาพิมพิกาหน้าร้อนจนแทบไหม้เธอพยายามดึงมือออกตามสัญชาตญาณ แต่ทิวากรกลับบีบกระชับไว้แน่นขึ้นแววตาของเขาจริงจังและเว้าวอนจนเธอไม่กล้าปฏิเสธ
"หมอกรพูดอะไรก็ไม่รู้..."
"ผมพูดจริงๆ ครับพาย ผมไม่อยากเป็แค่เพื่อนร่วมงาน ไม่อยากเป็แค่หมอในมูลนิธิแต่อยากเป็คนที่พายหันมาหาเวลาที่เหนื่อยที่สุด"
ทิวากรขยับเข้าไปใกล้จนหัวไหล่เบียดชิด
"ขอโอกาสให้ผมได้ดูแลคุณบ้างได้ไหมครับ"
ความเงียบโรยตัวลงมาครู่หนึ่งมีเพียงเสียงสายฝนที่สาดกระทบหลังคา พิมพิกาเม้มปากก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม ก่อนจะค่อยๆ พลิกฝ่ามือของตัวเองกลับมาเป็ฝ่ายบีบกระชับมือหนาของเขาตอบเบา ๆท่ามกลางความมืดมิดอันแสนอบอุ่น
ไอความอุ่นที่อบอวลอยู่ระหว่างคนทั้งสองถูกขัดจังหวะลงเมื่อแสงไฟสีส้มสว่างวาบสาดส่องเข้ามาจากทางหน้าประตู พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาด้านในอย่างเร่งรีบ
"พี่พาย!พี่หมอกร! อยู่ในนี้หรือเปล่าคะ... นลินเอาตะเกียงมา "
เสียงของพิมพ์นลินขาดห้วงไปทันทีเมื่อแสงจากตะเกียงเ้าพายุในมือส่องกระทบภาพตรงหน้าพิมพิกาและทิวากรสะดุ้ง รีบกระเด้งสุดตัวแล้วผละออกจากกันอย่างรวดเร็วราวกับต้องของร้อนพิมพิกาหน้าร้อนฉ่าจนแทบะเิ รีบขยับถอยห่างไปจนสุดปลายม้านั่งพลางยกมือขึ้นจัดเสื้อผ้าและทรงผมแก้เก้อสะเปะสะปะส่วนคุณหมอหนุ่มทำได้เพียงกระแอมไอในลำคอเบา ๆ แก้เขินแล้วแสร้งทำเป็หันไปสนใจไฟฉายบนพื้นแทน
"เอ่อ...นลินเข้ามาขัดจังหวะอะไรไหมคะเนี่ย"
พิมพ์นลินแกล้งลากเสียงยาวั์ตาสวยระยับไปด้วยความล้อเลียนมองสลับระหว่างพี่สาวและคุณหมอหนุ่มด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มรู้ทัน
"มะ...ไม่มีอะไรขัดจังหวะทั้งนั้นแหละนลิน!พี่แค่สะดุดลังกระดาษ หมอกรเขาเลยช่วยประคองไว้เฉย ๆ"
พิมพิกาละล่ำละลักอธิบายเสียงสูงจนผิดปกติใบหน้าหวานแดงซ่านลามไปจนถึงใบหู
"อ๋อ...ประคองกันท่าไหนคะเนี่ย หน้าถึงได้แดงแข่งกับแสงตะเกียงขนาดนี้"
ยัยตัวแสบยังไม่เลิกแหย่เดินถือตะเกียงเข้ามาใกล้พลางยื่นหน้าเข้าไปจับผิด ทิวากรเห็นท่าไม่ดีจึงรีบยืดตัวลุกเพื่อช่วยกู้สถานการณ์
"ฝนตกหนักขนาดนี้คุณภาคินเขาซักเสื้อเสร็จหรือยังครับนลินถึงปล่อยให้คุณเดินถือตะเกียงมาคนเดียวแบบนี้"
คำถามขี้เล่นของคุณหมอทำเอาพิมพ์นลินหุบยิ้มแทบไม่ทันเธอเบ้ปากน้อย ๆ เมื่อนึกถึงทนายมาดขรึมจอมบงการที่เพิ่งเคี่ยวเข็ญให้เธอขยี้คราบโคลนจนมือแทบเปื่อย
++++++++++
ครบกำหนดหนึ่งเดือนเต็มสำหรับทริปทำหมันฟรีและระดมทุนหาบ้านใหม่ให้เหล่าน้องหมาน้องแมวภารกิจอันยาวนานสิ้นสุดลงพร้อมรอยยิ้มและความสำเร็จทีมงานต่างช่วยกันลำเลียงสัมภาระขึ้นรถเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับ ทว่าเหตุการณ์ตรงหน้ากลับวนลูปราวกับฉากในวันแรกที่เพิ่งมาถึงไม่มีผิดเพี้ยน
สองสาวพิมพิกาและพิมพ์นลินที่ยังคงอุ้ม ‘เ้าดุ๊กดิ๊ก’ สุนัขแสนรู้ไว้ในอ้อมกอดยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่กลางลานกว้าง สายตามองสลับไปมาระหว่างรถอเนกประสงค์คันใหญ่ของคุณหมอทิวากรและรถสปอร์ตคันหรูของภาคิน แต่สิ่งที่ต่างออกไปในคราวนี้คือ ในเบาะหลังรถของคุณหมอทิวากรไม่ได้มีที่นอนนุ่มๆ หรือขนมขบเคี้ยวเตรียมไว้ต้อนรับเ้าดุ๊กดิ๊กเหมือนขามาอีกแล้ว
ทั้งพิมพิกาและพิมพ์นลินหันมามองหน้ากันอย่างชั่งใจในหัวต่างเต็มไปด้วยคำถามและอาการลังเลว่าจะก้าวเท้าเดินไปขึ้นรถคันไหนกลับดีถึงใจจริงพิมพ์นลินจะอยากนั่งรถสปอร์ต แต่อาการปากแข็งของคนตัวโตที่เอาแต่นั่งนิ่งเก๊กขรึมอยู่ข้างในตัวรถก็ทำให้เธอไม่กล้าคิดเข้าข้างตัวเอง
แล้วคนที่เป็ฝ่ายคลี่คลายความกระอักกระอ่วนนี้ก็คือหมอทิวากรแพทย์หนุ่มกอดอกลอบยิ้มด้วยความรู้ทันเขาแน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าคนฟอร์มจัดอย่างทนายภาคินคงไม่มีวันเอ่ยปากชวนพิมพ์นลินให้ขึ้นรถไปด้วยตัวเองแน่ ๆ หากไม่มีใครเปิดทางให้คุณหมอหนุ่มจึงแสร้งทำเป็เคาะกระจกรถแล้วส่งเสียงบอกเสียงดัง
"คุณภาคินครับพอดีผมมีเื่ด่วนเกี่ยวกับเอกสารสรุปยอดบริจาคที่ต้องปรึกษาคุณพายตลอดทางกลับน่ะครับรบกวนคุณภาคินช่วยรับนลินกับเ้าดุ๊กดิ๊กกลับไปด้วยทีสิครับ อีกอย่างบ้านคุณกับนลินก็อยู่ใกล้กันด้วยให้ไปด้วยกันน่าจะสะดวกและดีที่สุด"
คำพูดรู้ใจของคุณหมอเหมือนเสียง์ปลดล๊อกความอึดอัดทั้งหมดในพริบตา สองสาวลอบสบตากันแล้วแอบฉีกยิ้มร่าเริงขึ้นมาทันตาเห็น
พิมพิกาเดินก้าวฉับๆ ไปขึ้นรถอเนกประสงค์ฝั่งข้างคนขับของคุณหมออย่างเต็มใจ ส่วนพิมพ์นลินก็กระชับอ้อมกอดที่อุ้มเ้าดุ๊กดิ๊กเอาไว้แน่น แกล้งเดินยิ้มกริ่มตรงไปยังรถสปอร์ตคันหรูที่ถูกคัน...และถูกใจเธอที่สุดในทริปนี้
บรรยากาศบนรถอเนกประสงค์ของหมอทิวากร
เสียงดนตรีคลาสสิกเปิดคลอเบาๆ เคล้าไปกับเสียงสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาบางเบาพิมพิกานั่งอมยิ้มพลางมองทัศนียภาพสองข้างทางที่กำลังเคลื่อนผ่านไปอย่างไม่เร่งรีบก่อนจะหันมาสบตาแพทย์หนุ่มที่กำลังตั้งใจบังคับพวงมาลัย
"ขอบคุณหมอกรมากนะคะเื่เมื่อกี้... ถ้าไม่ได้หมอช่วยเปิดทางให้ มีหวังยัยนลินกับพี่คินคงได้ยืนเกี่ยงกันจนค่ำแน่ๆ"
พิมพิกาเอ่ยขอบคุณจากใจจริงทิวากรละสายตาจากถนนมามองเธอครู่หนึ่ง มอบรอยยิ้มอบอุ่นให้หญิงสาว
"ด้วยความเต็มใจครับผมแค่ทนเห็นคนปากแข็งแถวนี้ทรมานตัวเองไม่ไหว อีกอย่าง..."ชายหนุ่มละมือข้างหนึ่งจากพวงมาลัยมากุมมือบางของพิมพิกาไว้เบื้องบนคอนโซลรถ
"ผมจะได้มีเวลาอยู่กับคุณพายสองต่อสองตลอดทางกลับกรุงเทพฯด้วยไงครับ"
พิมพิกาหน้าร้อนวาบได้แต่บีบมือเขาตอบแ่เบาด้วยความเขินอาย
บรรยากาศบนรถสปอร์ตคันหรูของภาคิน
ตัดมาที่รถอีกคันบรรยากาศกลับแตกต่างราวฟ้ากับเหวภายในห้องโดยสารเงียบกริบมีเพียงเสียงเครื่องยนต์คำรามเบา ๆภาคินนั่งหลังตรงหน้าขรึม คอยชำเลืองมองพิมพ์นลินที่นั่งกอด ‘เ้าดุ๊กดิ๊ก’ อยู่เบาะข้าง ๆเป็ระยะ
"มองอะไรคะพี่คินนลินอุ้มดุ๊กดิ๊กไว้แน่นดีแล้วไม่ปล่อยให้มันไปทำเบาะรถสุดที่รักของพี่เลอะหรอกค่ะ"
หญิงสาวแกล้งพูดแขวะประชดประชันความรักสะอาดของเขา
"พี่ไม่ได้ห่วงเบาะรถ..."ภาคินถอนหายใจยาว ความเงียบปกคลุมอีกอึดใจใหญ่ ก่อนที่ทนายมาดนิ่งจะยอมลดทิฐิลงเสียงทุ้มเปรยขึ้นแ่เบาทว่าชัดเจน
"พี่แค่จะบอกว่า...ดีแล้วที่นั่งคันนี้กลับมาด้วยกัน"
คำสารภาพกึ่งอ้อมค้อมทำเอาพิมพ์นลินชะงักหัวใจดวงน้อยพองโตจนลืมความขุ่นมัวก่อนหน้านี้ไปสิ้นเธอแอบอมยิ้มแก้มปริแล้วหันหน้าออกไปทางหน้าต่างกระจกเพื่อซ่อนรอยยิ้มหวานโดยมีเ้าดุ๊กดิ๊กส่งเสียงครางงื้ดในลำคอราวกับจะช่วยเป็พยานในความรักที่กำลังก่อตัวขึ้นของรถทั้งสองคัน
++++++++++