เสียงนาฬิกาดังขึ้นปลุกให้ผมตื่นผมเอื้อมมือไปเปิดสวิตซ์ไฟที่อยู่บนหัวนอนมองดูนาฬิกาที่แขวนอยู่ปลายเตียงเข็มเวลาชี้บอกว่าตอนนี้เป็เวลาตี 2 ครึ่งแล้วผมลุกออกจากเตียงเพื่ออาบน้ำแต่งตัวเตรียมออกไปหาปลาเมื่อจัดการเสร็จสรรพเตรียมของเรียบร้อยผมก็ออกรถออกจากบ้านทันที
จากบ้านมาถึงแม่น้ำใช้เวลาเพียงห้านาทีผมถอยรถจอดจนสนิทก่อนจะหยิบของสำหรับการตกปลาออกจากรถผมเดินลงไปตามทางลาดริมแม่น้ำก่อนจะวางของลงบนพื้นหญ้าหยิบแหขึ้นมาติดเหยื่อเพื่อเตรียมที่จะทอดแหพอเตรียมเสร็จผมก็ขยับเดินไปใกล้ที่ริมแม่น้ำก่อนจะทำการหว่านแหลงไปในแม่น้ำ
เมื่อทำการหว่านแหเสร็จสรรพต่อไปผมก็หันไปเตรียมเบ็ดสำหรับตกปลาระหว่างที่กำลังเตรียมเบ็ดตกปลานั้นผมก็สายตากวาดมองไปรอบๆบรรยากาศโดยรอบมืดสนิทมีเพียงแสงสว่างจากเสาไฟคอยให้แสงสว่าง อย่างว่าตอนนี้มันตี 3นี่นะ จะดูน่ากลัวก็ไม่แปลก
ผมโยนเบ็ดลงแม่น้ำก่อนจะวางคันเบ็ดลงที่พื้นและหาเชือกมัดกับไม้ที่เคยเสียบไว้อยู่ก่อนแล้วเพื่อไม่ให้คันเบ็ดขยับผมทำแบบนี้จนครบก่อนจะหย่อนตัวลงบนถังน้ำเพื่อรอเวลา
ระหว่างนั้นผมก็เปิดเพลงคลอเพื่อไม่ให้บรรยากาศรอบๆมันเงียบเกินไปผมนั่งฮัมเพลงรอเวลาที่เหยื่อจะติดเบ็ดพลางกวาดสายตามองรอบๆแม่น้ำนี้เป็ที่ที่เหล่าคนหาปลาชอบมารวมตัวกันโดยปกติเวลาที่คนจะมาตกปลาที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็่เช้าไปจนถึง่ค่ำซึ่งต่างจากผมที่เลือกมาหาใน่เวลาเช้ามืดแทนเหตุผลก็เพราะใน่เวลานี้ไม่มีคนมาหาปลาและไม่ต้องไปแย่งใครด้วยอีกอย่างปลาที่ตกได้จะต้องเอาไปขายใน่ 7โมงเช้าผมเลยเลือกเวลาเช้ามืดในการหาปลาเพื่อที่ปลาของผมจะได้สดใหม่อยู่เสมอ
เวลาล่วงเลยไปหลายนาทีปลาเริ่มกินเหยื่อผมจัดการเก็บปลาที่ตกได้ใส่ถังน้ำที่เตรียมเอาไว้จากนั้นก็หันไปเปลี่ยนเหยื่อเพื่อตกปลาต่อขณะที่ผมกำลังเตรียมเบ็ดตกปลานั้นสายตาก็เหลือบเห็นบางอย่างที่ใต้สะพานข้ามแม่น้ำผมเพ่งสายตามองมันเหมือนเป็เงาคนสีดำกำลังยืนอยู่ที่เสาตอม่อแล้วจู่ๆมันก็หายวับไป
ผมชะงักเล็กน้อยแอบลอบกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคอผมหยิบไฟฉายสาดส่องไปที่ตอม่อก่อนจะค่อยๆเดินเข้าไปใกล้ผมสาดไฟฉายไปทั่วบริเวณจู่ๆก็มีใครบางคนเดินออกมาจากหลังตอม่อชายวัยกลางคนอายุไล่เลี่ยกับผมในชุดเสื้อเชิ้ตลายพรางผิวเข้มออกซีดขนาดตัวสูงใหญ่กว่าผมเล็กน้อย
“คุณ…มาทำอะไรที่นี่น่ะ”
ผมถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือผมสำรวจคนตรงหน้าั้แ่หัวจรดเท้าเขาดูไม่เหมือนผีสางแต่อย่างใดคงจะเป็คนที่อยู่แถวนี้ไม่ก็มาตกปลาเหมือนอย่างผมนั่นแหละ
“ผมมาหาปลา”
ผมถอนหายใจด้วยความโล่งอกก่อนจะเดินกลับมายังที่ตัวเองโดยมีชายคนนั้นเดินตามมาติดๆผมนั่งลงที่พื้นตามด้วยเขาที่นั่งลงข้างๆผมเหลือบมองเขานั่งนิ่งไม่ไหวติงก่อนผมจะเลือกที่พูดเพื่อทำลายความเงียบ
“ผมชื่อพันคุณชื่ออะไรหรอ”
“ผมชื่อสิงห์”
“คุณอยู่แถวนี้หรอ”
“ใช่ ผมอยู่ที่นี่”
“ที่นี่?”
ยังไม่ทันได้ถามต่อเสียงกระเพื่อมของน้ำทำให้ผมหันไปสนใจดูเหมือนว่าปลาจะติดแหแล้ว ผมยันตัวจากพื้นตรงไปจุดที่วางแหผมสาวแหขึ้นมาพบว่ามีปลาติดแหแค่ตัวเดียวเท่านั้นผมหยิบปลาตัวนั้นใส่ถังน้ำก่อนจะหว่านแหลงไปอีกครั้ง
ผมหันหลังเดินกลับไปนั่งที่เดิมเหลือบมองสิงห์ยืนอยู่ที่ริมน้ำ ผมไม่ได้ใส่ใจอะไรมากคงคิดว่าเขากำลังตกปลาอยู่
เวลาผ่านไปสักพักผมหยิบมือถือขึ้นมาดูเวลาตอนนี้ตี4 ครึ่งแล้วผมเหลือบมองสิงห์เขายืนนิ่งอยู่ริมแม่น้ำจู่ๆเขาก็เดินลงไปในน้ำ
“เฮ้ย!คุณจะไปไหนน่ะ”
ผมะโเรียกพร้อมกับเดินตรงดิ่งไปหาสิงห์แต่เหมือนเขาจะไม่ได้ยินผมเดินเข้าไปใกล้พยายามเอื้อมมือจะคว้าเขาแต่พอยิ่งเดินเข้าไปใกล้เขาก็ยิ่งไกลออกไป
ผมเดินตามสิงห์จนนี้ผมอยู่ในระดับน้ำที่สูงจนถึงเอวจู่ๆสิงห์หยุดยืนนิ่งก่อนจะหายลงในน้ำต่อหน้า
“สิงห์!! สิงห์!”
ผมะโเรียกครั้งแล้วครั้งเล่าก่อนจะตัดสินใจดำน้ำลงไปผมพยายามจะลืมตามองหาสิงห์ใต้น้ำแต่เพราะความมืดทำให้ผมไม่สามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ใต้น้ำได้
ผมขึ้นจากน้ำหันซ้ายหันขวาเพื่อมองหาสิงห์จู่ๆก็รู้สึกถึงลมเย็นที่ต้นคอผมค่อยๆหันหลังอย่างช้าพบกับสิงห์ที่อยู่ด้านหลังใบหน้าของเขาซีดมากไม่เหมือนกับตอนแรกที่เจอกันเลย
“สิงห์คุณเล่นอะไรเนี่ย ผมใหมดเลย”
ผมหันไปพูดกับเขาแต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นว่าสภาพของคนตรงหน้าเปลี่ยนไปจากเดิมสภาพของสิงห์เหมือนคนขึ้นอืดเพราะดวงตาของเขามันเละเหมือนโดนสัตว์แทะจนน่าดูไม่ได้เลยผมหันตัวรีบวิ่งขึ้นบกทันทีแต่ก็ถูกสิงห์จับขาเอาไว้จนผมล้มลงไปในน้ำผมพยายามตะเกียกตะกายหนีตายออกมาจนในที่สุดก็หลุดออกมาได้ผมวิ่งจ้ำเข้าไปในรถโดยก่อนจะสตาร์ทรถเพื่อจะหนีแต่จู่ๆรถมันดันสตาร์ทไม่ติดเนี่ยสิผมพยายามบิดแล้วบิดเล่าจนในที่สุดมันก็ติดผมเข้าเกียร์เหยียบคันเร่งจนมิดออกจากตรงนั้นทันทีโดยที่ทิ้งของตกปลาเอาไว้
ผมขับออกมาได้ระยะพลางเหลือบมองที่หลังกระจกจนคิดว่ารอดแล้วแน่ๆผมถอนหายใจด้วยความโล่งอกก่อนจะหันกลับไปโฟกัสถนน แต่แล้วผมก็ต้องคิดผิดเพราะจู่ๆสิงห์ก็ยืนดักหน้ารถทำให้ผมเผลอหักพวงมาลัยหลบอัตโนมัติรถกระบะสีดำหักเลี้ยวลงข้างทางก่อนจะไปชนเข้ากับต้นไม้ใหญ่แรงกระแทกส่งผลให้หัวของผมกระแทกเข้ากับคอนโทรลหน้ารถอย่างจังๆมิหนำซ้ำต้นไม้ใหญ่ยังล้มลงมาทับรถจนหายไปครึ่งซีกอีก
ผมพยายามขยับตัวคลานออกมาจากตัวรถด้วยแรงที่แทบจะไม่เหลือก่อนจะทิ้งตัวนอนลงอยู่ข้างๆซากรถนั่นสายตาเหลือบเห็นใครบางคนที่ยืนอยู่ไม่ไกล ผมจำชุดนั้นได้ว่าเป็สิงห์
“สิงห์ผมไม่เคยทำอะไรคุณเลยนะ ทำไมต้องมาทำกับผมแบบนี้ด้วย”
สิงห์ยืนนิ่งไม่ตอบผมแต่กลับเดินมาใกล้ผมแทนเขาหยุดยืนมองผมที่นอนแน่นิ่งจากความเจ็บ ผมรู้แล้วว่าสิงห์ไม่ใช่คน เขาเป็ผียอมรับนะว่าตอนแรกที่รู้ว่าเขาไม่ใช่คนผมกลัวมากตอนนั้นวิ่งหนีแบบไม่คิดชีวิตเลยด้วยซ้ำ แต่ถึงแบบนั้นผมก็ยังถือว่าเขาเป็เพื่อนของผมอยู่แม้จะพึ่งรู้จักกันก็ตาม
“ผมไม่รู้หรอกนะว่าคุณโกรธแค้นอะไรผมแต่ถ้าผมทำอะไรผิด หรือไปลบหลู่คุณ ผมก็ขอโทษด้วย”
ผมพูดด้วยแรงเฮือกสุดท้ายก่อนภาพทุกอย่างจะตัดไป
ผมตื่นขึ้นมาอีกทีก็ตอนเช้าของอีกวันที่โรงพยาบาลภรรยาของผมบอกว่าตอน่ตี 5กว่าๆมีคนไปพบว่าผมรถชนอยู่แถวแม่น้ำที่ผมไปตกปลาซึ่งคนที่พบผมเขาบอกว่ามีผู้ชายคนหนึ่งใส่เสื้อลายพรางผิวสีเข้มซีดโบกรถเขาให้จอดแล้วบอกว่ามีคนขับรถชนต้นไม้แถวนั้นแต่พอเขาไปถึงที่เกิดเหตุชายคนนั้นก็ไม่อยู่เสียแล้ว
ผมนึกตามที่ภรรยาเล่าให้ฟังคาดว่าคนที่โบกรถน่าจะเป็สิงห์แน่ๆผมคิดว่าเขาน่าจะสำนึกผิดแล้วหาคนมาช่วยผมแทน
หลังจากออกจากโรงพยาบาลผมก็กลับไปที่ริมแม่น้ำอีกครั้งพร้อมกับนิมนต์หลวงพ่อเพื่อไปทำพิธีปลดปล่อยดวงิญญาของสิงห์ที่สิงสถิตอยู่ที่นี่ระหว่างที่กำลังทำพิธีนั้นผมก็เห็นสิงห์ด้วย เขายืนอยู่ในแม่น้ำก่อนจะค่อยๆหายไป
“เขาไปแล้วล่ะโยม”
ผมยันตัวขึ้นจากพื้นก่อนจะหันไปพูดกับหลวงพ่อ
“นั่นสิครับหลวงพ่อจากนี้เขาจะได้ไม่ต้องอยู่อย่างหนาวเหน็บอีกแล้ว”
หลังจากเสร็จพิธีผมก็เตรียมตัวที่จะกลับบ้านจู่ๆก็มีเสียงบางอย่างเรียกผมเอาไว้ ผมหันไปมองที่แม่น้ำแต่ก็พบกับความว่างเปล่าแต่ก็เดาไม่ยากว่านั่นคงเป็เสียงสุดท้ายของสิงห์ที่มาบอกขอบคุณกับผม
“ไปอยู่ในที่ที่ดีนะสิงห์สักวันเราคงได้เจอกันใหม่”
ผมเอ่ยเสร็จก็หันหลังตรงกลับบ้านทันทีหากย้อนกลับไปเมื่อหลายวันก่อนหากผมไม่มาที่นี่ผมก็คงไม่ได้เจอกับสิงห์ผมคิดว่าการที่เขาทำร้ายผมแบบนั้นอาจจะเพราะกลัวว่าจะถูกรุกรานหรือมาลบหลู่แต่ผมก้ไม่โกรธเขานะและผมก็ยังคงคิดว่าเขาคือเพื่อนที่ต้องรอให้ใครสักคนมาช่วยปลดปล่อยเขาให้หลุดพ้นจากวังวนนี้เสียที