ซูเจียวเจียวเห็นว่าไม่มีใครอยู่รอบข้างจึงประคองใบหน้าของเขาขึ้นมา แล้วประทับจุมพิตแผ่วเบาที่ริมฝีปากของเขา
“คุณไปเรียนรู้วิธีการยั่วยวนเหล่านี้มาจากไหนกันคะ?”
นิ้วเรียวเล็กขาวเนียนของเธอแตะลงบนหน้าอกของเขา
เซียวหยวนหมิงกุมมือของเธอขึ้นมาจุมพิตแผ่วเบาที่ริมฝีปากพร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก “เรื่องพวกนี้ไม่จำเป็นต้องมีใครสอนหรอกครับมันเป็นสิ่งที่ผมคิดอยู่ในใจ เป็นสิ่งที่ผมปรารถนาเป็นความรู้สึกที่หลั่งไหลออกมาจากใจจริงโดยธรรมชาติ”
ซูเจียวเจียวได้ยินดังนั้นก็อดหัวเราะไม่ได้“ดีจริงๆ เลย พูดจาหวานหูได้มากขนาดนี้เห็นทีว่าช่วงนี้คุณคงอ่านหนังสือได้ไม่เสียเปล่าแล้ว”
ในขณะที่ทั้งสองกำลังพลอดรักกันอยู่นั้นเสียงของป้าหวังก็ดังมาจากนอกรั้ว “เซียวหยวนหมิงยุวชนซู พวกเธออยู่บ้าน…”
คำว่า‘ไหม’ ยังไม่ทันได้เอ่ยออกมาป้าหวังก็อายจนต้องหันหน้าหนี
หนุ่มสาวสมัยนี้เปิดเผยกันถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
กลางวันแสกๆยังมาพลอดรักกันในสวนอีก
ซูเจียวเจียวอายจนรีบลุกขึ้นจากตักของเซียวหยวนหมิงใบหน้าของเซียวหยวนหมิงเองก็ปรากฏร่องรอยของความเขินอายเช่นกัน
“ป้าหวัง มาได้อย่างไรคะ?”
ซูเจียวเจียวเชิญป้าหวังเข้ามาในบ้าน
ป้าหวังถือตะกร้าเล็กๆมาด้วย ใบหน้าของเธอแย้มยิ้มสดใสราวกับดอกไม้ “นี่ไม่ใช่ว่าอาหมิงบาดเจ็บหรือ?ฉันเอาไข่มาให้ เขาจะได้ทานบำรุงร่างกายไข่พวกนี้มาจากไก่ที่ฉันเลี้ยงเองเลยนะ เธอเอาไปให้เขาบำรุงร่างกายได้เลย”
สองสามีภรรยาคู่นี้ช่างรักกันดีเหลือเกิน
หากพี่ใหญ่เซียวและพี่สะใภ้ใหญ่เซียวรับรู้ได้จากปรโลกพวกท่านจะต้องปลื้มใจมากแน่ๆ!
ซูเจียวเจียวรับตะกร้ามาดูพบว่ามีไข่ถึงสิบสองฟอง!
ไม่คิดเลยว่าป้าหวังจะใจกว้างถึงเพียงนี้ให้ไข่มาตั้งเยอะ!
ในยุคนี้ไข่ก็มีค่ามากบางครั้งถึงขนาดหาซื้อไม่ได้ที่สหกรณ์ เป็นสินค้าหายาก
ซูเจียวเจียวตอนแรกไม่ยอมรับแต่ก็ทนความกระตือรือร้นของป้าหวังไม่ได้ “เจียวเจียวถ้าเธอไม่รับไข่พวกนี้ละก็ แสดงว่าเธอกำลังดูถูกของที่ฉันให้น่ะสิ?”
“ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่เลย ไข่พวกนี้มีค่ามากจริงๆ คุณป้าเก็บไว้ให้เด็กๆที่บ้านบำรุงร่างกายดีกว่าค่ะ” ซูเจียวเจียวรีบกล่าว
ป้าหวังหัวเราะ“ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันเหลือเก็บไว้ที่บ้านอีกหลายฟองเลยฉันเลี้ยงไก่ไว้สองตัว ผลัดกันออกไข่ อีกไม่กี่วันก็มีไข่เยอะแยะแล้ว”
ซูเจียวเจียวไม่กล้าที่จะปฏิเสธอีกเธอจึงนำไข่ไปเก็บในครัว แล้วนำตะกร้าเปล่าออกมาคืนให้ป้าหวัง
ป้าหวังพูดคุยกับซูเจียวเจียวและเซียวหยวนหมิงอยู่พักหนึ่งก็จากไป
พอตกเย็นลู่เหว่ยหมินและเพื่อนคนอื่นๆ ก็ทยอยมาเยี่ยมเซียวหยวนหมิงบางคนนำพุทราแห้งมาหนึ่งถุง บางคนนำบะหมี่เส้นหนึ่งห่อ บางคนนำไข่มาหกฟอง
ไม่ว่าจะมากน้อยแค่ไหนก็ล้วนเป็นน้ำใจของทุกคน
ในยุคนี้ทุกบ้านก็ล้วนลำบากการที่พวกเขาจะนำของเหล่านี้ออกมาให้ ก็ล้วนแต่มาจากเสบียงส่วนตัวที่แบ่งไว้
ซูเจียวเจียวคิดว่าวันหลังคงต้องทำอาหารอร่อยๆสักมื้อเพื่อตอบแทนน้ำใจของพวกเขา เธอจะไม่ยอมรับของของคนอื่นมาเฉยๆ แน่นอน
แต่จะให้อะไรตอบแทนดีเล่า?
ซูเจียวเจียวเหลือบมองไปที่ตะกร้าในสวนซึ่งเป็นตะกร้าที่เธอเก็บหญ้าเฉาก๊วยมาเมื่อวาน
วันนี้ทำเฉาก๊วยดีกว่า
เมื่อวานเธอเก็บมาหนึ่งตะกร้าใหญ่น่าจะทำเฉาก๊วยได้เยอะอยู่
ซูเจียวเจียวล้างหญ้าเฉาก๊วยอย่างพิถีพิถันจากนั้นก็ไปต้มน้ำร้อนในครัว แล้วใส่หญ้าเฉาก๊วยลงไปในหม้อน้ำเดือดต้มให้เดือดพล่าน
พอน้ำเดือดแล้วก็อบต่อไปอีกสิบนาทีจากนั้นก็ตักหญ้าเฉาก๊วยขึ้นมาผึ่งให้เย็น
เซียวหยวนหมิงเห็นซูเจียวเจียวเดินเข้าเดินออกก็อดสงสัยไม่ได้ “เจียวเจียวคุณกำลังทำอะไรอยู่?”
ซูเจียวเจียวแย้มยิ้มอย่างลึกลับ“ของอร่อยค่ะ เดี๋ยวคุณก็จะรู้เอง คุณอ่านหนังสือไปเถอะนะ”
เพราะการทำเฉาก๊วยถือเป็นงานที่ค่อนข้างง่ายซูเจียวเจียวจึงไม่ได้รบกวนเซียวหยวนหมิง
ครึ่งชั่วโมงต่อมาเฉาก๊วยก็เสร็จเรียบร้อย
เมื่อเฉาก๊วยเย็นสนิทแล้วซูเจียวเจียวก็ตักใส่ชามส่งให้เซียวหยวนหมิง มองเขาด้วยรอยยิ้ม“ลองชิมดูสิคะ”
เฉาก๊วยในชามใสราวกับคริสตัลโรยหน้าด้วยถั่วลิสงบดและเกล็ดพุทราแห้งเล็กน้อย พร้อมกับน้ำตาลทรายแดงหนึ่งช้อน
เซียวหยวนหมิงรับมาลองชิมด้วยความอยากรู้อยากเห็นทันใดนั้นดวงตาของเขาก็เบิกโพลง เฉาก๊วยนี้มีรสชาติหวานละมุนละไม อร่อยจริงๆ!
ซูเจียวเจียวเห็นเซียวหยวนหมิงกินอย่างมีความสุขก็พลอยยิ้มตามไปด้วย
อันที่จริงเฉาก๊วยที่เธอทำก็เรียบง่ายมากเมื่อเทียบกับเฉาก๊วยหลากหลายรสชาติในยุคหลัง ที่มีรสชาติดีกว่านี้มาก
แต่ในยุคที่ขาดแคลนเสื้อผ้าและอาหารเช่นนี้การได้กินเฉาก๊วยสักชามก็ถือเป็นเรื่องที่หายากมากแล้ว
เซียวหยวนหมิงตักเฉาก๊วยคำใหญ่ป้อนให้ซูเจียวเจียวซึ่งจริงๆ แล้วชามนี้ซูเจียวเจียวตักให้เซียวหยวนหมิงแต่สุดท้ายส่วนใหญ่ก็ตกไปอยู่ในท้องของเธอเอง
ซูเจียวเจียวเห็นว่าตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงแล้วทุกคนคงเลิกงานกลับมาทานข้าว จึงตักเฉาก๊วยชามใหญ่ไปให้ป้าหวังที่บ้านข้างๆ
หลานชายวัยห้าขวบและหลานสาววัยสามขวบของป้าหวังเห็นของกินก็ตาโต
ป้าหวังยิ้ม“เมื่อเช้าฉันแค่เอาไข่มาให้ไม่กี่ฟองทำไมเธอถึงต้องเอาของมาตอบแทนด้วยล่ะ?”
ซูเจียวเจียวหัวเราะ“นี่เป็นหญ้าเฉาก๊วยที่ฉันขึ้นไปเก็บบนเขาเองค่ะ ไม่ต้องเสียเงินเลยแค่ใช้เวลาทำนิดหน่อยเท่านั้นเอง”
แต่ป้าหวังเห็นถั่วลิสงบดน้ำตาลทราย และเกล็ดพุทราแห้งบนเฉาก๊วย ก็รู้ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ฟรีแน่นอน!
ถั่วลิสงกับน้ำตาลทรายก็แพงมากเช่นกัน
ป้าหวังมองซูเจียวเจียวด้วยสายตาที่อบอุ่นขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยเธอจับมือซูเจียวเจียวพลางถอนหายใจ “ยุวชนซูอาหมิงเป็นคนดี เขาซื่อสัตย์ ขยันขันแข็ง เธออยู่กับเขาในอนาคตจะไม่ลำบากแน่นอน”
ก่อนหน้านี้เธอไม่ค่อยชอบซูเจียวเจียวเท่าไรเพราะยุวชนสาวที่ดูบอบบางเช่นนี้ ทำอะไรไม่เป็น แถมยังชอบโปรยเสน่ห์ไปทั่วไม่คิดเลยว่าพอแต่งงานกับเซียวหยวนหมิงแล้ว เธอกลับตั้งใจทำทุกอย่างเพื่อครอบครัว
อาหมิงเลือกแต่งงานไม่ผิดคนเลยจริงๆ!
ซูเจียวเจียวยิ้มเล็กน้อย“ขอบคุณป้าหวังที่เตือนค่ะ ฉันรู้ค่ะฉันจะใช้ชีวิตกับอาหมิงให้ดีที่สุด”
ในชาติที่แล้วป้าหวังก็เคยเตือนเธอแต่ตอนนั้นเธอไม่พอใจใครเลย จึงทั้งด่าทั้งไล่ป้าหวังไป
ภายหลังก็พิสูจน์แล้วว่าสายตาของป้าหวังไม่ผิด
ในชาติที่แล้วหลังจากเซียวหยวนหมิงประสบความสำเร็จ หลี่ต้าเฉวียนก็เติบโตไปด้วยและลู่เหว่ยหมินกับเพื่อนคนอื่นๆ ก็ได้ตามเซียวหยวนหมิงไปด้วยทำให้ทุกคนประสบความสำเร็จอย่างมาก
หลังจากไปส่งที่บ้านป้าหวังแล้วซูเจียวเจียวก็ส่งเฉาก๊วยอีกสองสามชามไปให้ลู่เหว่ยหมินกับเพื่อนๆ
สุดท้ายซูเจียวเจียวก็ตักเฉาก๊วยอีกสองชามไปที่บ้านพักยุวชน
ชามหนึ่งสำหรับจ้าวอวี้เฟินอีกชามหนึ่งสำหรับฮั่วเจี้ยนจง
ครั้งก่อนที่ไปตัวอำเภอฮั่วเจี้ยนจงก็ช่วยถือของ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องขอบคุณเขาสักหน่อย
ซูเจียวเจียวตักเฉาก๊วยเสร็จแล้วก็ถือตะกร้าที่ใส่เฉาก๊วยสองชามไว้ในนั้น แล้วเดินอย่างมั่นคงไปยังบ้านพักยุวชน
“เจียวเจียว เธอมาได้อย่างไรน่ะ?” จ้าวอวี้เฟินเปลี่ยนคำเรียกซูเจียวเจียวแล้ว
ซูเจียวเจียวหัวเราะ“พอดีฉันว่างๆ ก็เลยทำขนมหวานเองนิดหน่อย เลยเอามาให้เธอชิมดูนะสิ”
พูดไปพลางก็หยิบเฉาก๊วยหนึ่งชามส่งให้จ้าวอวี้เฟิน
จ้าวอวี้เฟินเพิ่งเคยเห็นขนมหวานแบบนี้เป็นครั้งแรกใบหน้าของเธอจึงปรากฏร่องรอยของความสงสัย “นี่มันคืออะไรหรือ?”