บทที่ 17 วันแห่งการเปลี่ยนแปลงชะตากรรม
ในที่สุดการซักถามและการตรวจสอบของกระทรวงวิจัยเวทย์มนต์โดยใต้เท้าหยางก็ผ่านไปได้ด้วยดี จากการค้นพบของจิวฮวา เื่การขจัดสิ่งสกปรกระหว่างการปลุกพลังถือว่าเป็การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่จะช่วยพัฒนาประสิทธิภาพของผู้ที่จะใช้เวทย์มนต์ในอนาคต ยังรวมถึงการค้นพบผลข้างเคียงและข้อควรระวังโดยไม่ตั้งใจอีกด้วย
รวมถึงงานวิจัยเื่การไม่ปลุกพลังเวทย์หลังอายุ 7 ปี และผลกระทบ ก็ยังถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งยวดเช่นกัน สุดท้ายเซวียนจิ่นตงฮ่องเต้ จึงพระราชทานรางวัลให้ ด้วยผลงานการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ทั้งสองเื่ จึงได้ให้จิวฮวาได้กลายเป็พลเมืองชาวเมืองฟู่หรงได้ในกรณีพิเศษไม่ต้องผ่านการเรียนพื้นฐาน และการสอบ รวมถึงยกเว้นค่าธรรมเนียมให้อีกด้วย
นอกจากนั้นเซวียนจิ่นตงฮ่องเต้ ยังได้ออกกฏหมายใหม่ ซึ่งบังคับให้ผู้คนในอาณาจักรฟู่หรงต้องกระทำตามโดยถ้วนหน้า นั่นคือการที่ประชาชนทุกคน ต้องปลุกพลังเมื่ออายุครบ 7 ปี หากไม่ปฏิบัติตาม ผู้ปกครองจะมีโทษถึงเนรเทศไปใช้แรงงานหนักสูงสุด 20 ปี
ส่วนพื้นที่ราบทางตะวันตกก็เกิดการเปลี่ยนแปลง กลายเป็ป่าขนาดใหญ่ และเกิดหนองน้ำธรรมชาติ ซึ่งในพายหลังเซวียนจิ่นตงฮ่องเต้ ได้ให้คนไปตัดต้นไม้บางส่วนออก ทำการปรับปรุงภูมิทัศน์ และทำการสร้างเป็สถานที่สำหรับพักผ่อน ระหว่างเดินทาง
หลังจากนั้นจิวฮวาก็ได้ส่งจดหมาย และขนมหวานจากร้านขนมชื่อดัง ไปขอบคุณผู้ที่ช่วยชีวิตเธอเอาไว้ผู้นั้นด้วย เธอทราบว่าเขาชื่อหรงเฟย เป็ขุนนางขั้น 6 ของกระทรวงวิจัยเวทย์มนต์ จริงๆเธอก็อยากไปขอบคุณด้วยตนเอง แต่ติดตรงที่ั้แ่เสร็จสิ้นการปลุกพลัง เธอก็ยุ่งอยู่แต่กับการทำเอกสารเดินเื่เพื่อเข้าเป็พลเมืองชาวฟู่หรง
จากนั้นก็เข้าเรียนวิชาพื้นฐานว่าด้วยเื่ภาษา และการคำนวณ แต่เนื่องจากเธอสามารถคำนวณได้อยู่แล้ว รวมถึงเธอยังได้สร้างผลงานใหม่ เป็การเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ไปอีก ในตแนนี้โลกยังค่อนข้างล้าหลังในเื่ของคณิตศาสตร์ จิวฮวาค้นพบว่า ผู้คนรู้จักการคำนวณเพียงบวก กับลบ
เมื่อนั้นเธอจึงได้สอนการคูณ และหารเพิ่มเติม รวมถึงสอนการคำนวณบวก ลบ คูณ และ หารในใจ ให้แก่อาจารย์ที่มาสอนเธออีกด้วย
จากนั้นไม่รู้ว่าใต้เท้าหยางรู้เื่นี้ได้เช่นไร เขาจึงได้จัดการอบรมขึ้น เพื่อให้จิวฮวาไปบรรยายเื่ดังกล่าวแก่ข้าราชการที่สนใจ ในวันนั้นมีผู้เข้าร่วมฟังบรรยายถึง 200 คน โดยเกินครึ่งเป็คนของกระทรวงการคลัง และกระทรวงวิจัยเวทย์มนต์ จากนั้นความรู้เื่การคำนวณแบบใหม่ก็ถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตรพื้นฐาน รวมถึงมีการจัดอบรมระหว่างอาณาจักร เพื่อทำการแลเปลี่ยนความรู้อีกด้วย
และสุดท้ายจิวฮวาก็ถูกจาลึกชื่อไว้ว่าเป็คนแรกของโลกที่คิดค้นสิ่งที่เรียกว่าสูตรคูณ เมื่อจิวฮวาทราบเื่เธอก็อดขนลุกไม่ได้ เมื่อนึกถึงว่าเด็กรุ่นหลังจะต้องสาบแช่งเธอแน่ๆ ที่เธอค้นพบเื่นี้ และทำให้พวกเขาต้องเรียนในอนาคต เหมือนเวลาที่เธอบ่นถึงนักวิทยาศาสตร์ต่างๆภายในห้องเรียน รวมถึงเธอจะต้องขอโทษปีทาโกรัสด้วย ที่เธอขโมยผลงานเื่การคิดค้นสูตรคูณของเขามาเป็ของตนเอง
ถึงแม้สุดท้ายจิวฮวาจะไม่ต้องเรียนการคำนวณ หากแต่ยังต้องเรียนเื่ภาษา ถึงเธอจะตายจากจีนแผ่นดินใหญ่ ภาษาที่นี่เองถึงแม้จะคล้ายก็ยังแตกต่างจากภาษาจีนที่เธอเคยรู้จักอยู่ดี แต่ถึงอย่างนั้นสุดท้ายอาจารย์ที่มาสอนเธอก็ยังต้องเอ่ยปากชื่นชมความอัจฉริยะของเธอ ที่เมื่อสอนไปเพียงครั้งเดียวเธอก็สามารถจดจำทุกอย่างได้ภายในทันที
เมื่อเสร็จสิ้นการเรียนวิชาการใน่เช้า ่บ่ายเธอก็ได้เรียน ทักษะการใชเวทย์มนต์และการควบคุมพลังเวทย์โดยใต้เต้าตู้ โดยเธอได้ค้นพบว่าเธอสามารถใช้เวทย์มนต์ได้ทุกธาตุยกเว้นธาตุดิน ในวันแรกๆนั้นก็ยังเป็ใต้เท้าหยางที่มาสอน หากแต่ท่านตาไม่พอใจที่มาพบว่าใต้เท้าหยางใช้เธอเป็ตัวทดลองพลังเวทย์ จึงได้ใช้อำนาจมืดบังคับเป็ใต้เท้าตู้มาสอนแทน หากแต่ใต้เท้าหยางก็ยังตามมาด้วยบ้างบางที
รวมถึง่เย็นเธอก็หมดไปกับการเรียนรู้เื่มารยาท ซึ่งท่านยายถึงขนาดไปจ้างมามาที่เกษียณอายุจากวังหลวงมาสอนโดยตรงเลยทีเดียว ซึ่งเื่ที่เรียนรู้มีั้แ่เื่พื้นฐานอย่างการยืน หรือการเดิน ไปจนกระทั่งเื่ของการชงชา จัดดอกไม้ และการแต่งกาย แต่อย่างน้อย่เย็นก็ไม่เลวร้ายไปนัก เพราะมีสีชุนหลัน และสีรุ่ยเซียงร่วมเรียนด้วย และด้วยการเรียนร่วมกันนี่เอง ที่ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเธอแน่นแฟ้นกันขึ้นไปอีก
วันเวลาของเธอใน่หน้าหนาวก็ผ่านไปด้วยประการฉะนี้ ในระหว่างนี้จ้าวเพ่ยหยี ภรรยาของสีจิ้นอัน บุตรคนที่สามของนายท่านสีก็ให้กำเนิดบุตรชายขึ้นมา 1คน ได้ชื่อว่าสีเสียงเหอ
พอรู้ตัวอีกที งานแต่งขององค์ชายสามก็ใกล้เข้ามาเสียแล้ว แม้เธอจะสืบผ่านทางจ้าวเพ่ยหยีมาแล้วก็พบว่าทางจ้าวเพ่ยหยีแม้จะสนิทกับจ้าวหลินหลัน แต่ด้วยความที่เพิ่งคลอดบุตรจึงไม่ได้รับเชิญไปงาน แต่ถึงจะได้ไปก็คงได้ไปร่วมงานในฝั่งบ้านเ้าสาวอยู่ดี แต่ที่เธออยากเข้าร่วมมันงานฝั่งบ้านเ้าบ่าวต่างหาก
อีก 2 สัปดาห์งานแต่งก็มาถึงแล้ว ตอนนี้เธอเองก็ยังหาทางออกไม่ได้ เธอจึงได้แต่ถอนหายใจ แล้วเดินหงุดหงิดงุ่นง่านไปมาในเรือนดอกเหมย
“คุณหนูจิวฮวาเ้าคะ ฮูหยินผู้เฒ่าเรียกไปพบเ้าค่ะ” เฟิงฉวี่บ่าวขั้น 1 ของจิวฮวาเดินมาแจ้งสารของบ่าวจากฮูหยินผู้เฒ่าด้วยความนอบน้อม
จิวฮวาถอนหายใจออกมาก่อนที่จะสำรวจเครื่องแต่งกายของตนเองอีกครั้ง ในตอนนี้เธอสวมชุดเกาะอกสีขาว ปักลายดอกไห่ถึง ขอบเย็บขลิบด้วยสีทอง คลุมชุดด้วยเสื้อคลุมยาวสีชมพูเข้มเนื้อหนา ผมถูกถักเป็เปียเดี่ยวยาว และประดับด้วยหวีเสียบประดับอัญมณีเป็ผีเสื้อกำลังล้อเล่นกับหมู่ดอกพุดตาล ถือว่าชุดอยู่ในสภาพดี เหมาะสม ไม่จำเป็ต้องเปลี่ยน จึงสามารถเดินออกจากเรือนไปในทันที
เมื่อเดินมาถึงเรือนของฮูหยินผู้เฒ่า หลังจากที่ทำความเคารพเสร็จ ฮุหยินผู้เฒ่าก็ทำการกวักมือเรียกให้เธอเข้าไปนั่งข้างๆทันที “จิวเอ๋อร์ ดูสิชอบผ้าพับผืนนี้ไหม”
จิวฮวามองสำรวจพับผ้าไหมสีชมพูโอรสในมือของฮูหยินผู้เฒ่าทันที “ก็สวยดีนะเ้าคะ เหมาะแก่การนำมาตัดชุดอย่างยิ่งเ้าค่ะ หากท่านยายใส่จะต้องดูอ่อนเยาว์ลงแน่นอน”
ฮูหยินผู้เฒ่าถึงกับยิ้มกว้างออกมาทันที “เ้าเด็กคนนี้นี่ ปากหวานเสียจริง แต่ยายเลือกผ้าตัดชุดของยายไว้แล้ว เป็สีเขียวหัวเป็ดนั่นอย่างไรล่ะ ส่วนพับนี้ยายกำลังจะเลือกให้เ้า”
จิวฮวามองตามกองผ้าที่พักเอาไว้อีกทาง “สีนั้นก็เหมาะกับท่านยายเ้าค่ะ ช่วยส่งให้ท่านยายดูสง่าและภูมิฐานมากยิ่งขึ้น แต่ท่านยายเ้าคะชุดหลานก็มีตั้งมากมายแล้ว ไม่จำเป็ที่จะต้องตัดเพิ่มเลยนี่เ้าคะ”
“ชุดนี้ยายจะตัดให้หลานใส่ไปร่วมงานมงคลสมรสขององค์ชายสาม และจ้าวหลินหลัน บุตรีสายตรงคนกลางของ ใต้เท้าจ้าว ซึ่งกำลังจะมีในอีกสองสัปดาห์หน้า” ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวอธิบาย
จิวอวายืดตัวตรงขึ้นมาทันที ั์ตาสีทองสวยทอประกายตื่นเต้นออกมา “ไปร่วมงานฝั่งบ้านเ้าสาวหรือเ้าบ่าวเ้าคะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าที่กำลังยกผ้าสีเหลืองอ่อน สีฟ้า สีชมพู เทียบสีกับแขนของหลานสาวอยู่ จึงไม่ทันได้สังเกตุสายตาตื่นเต้นของคนข้างๆ กล่าวตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ก็ต้องไปทั้งสองฝั่ง ทางฝั่งตระกูลจ้าวยายตั้งใจให้หลวนเคอ ขุยซื่อเหนียน รุ่ยเซียง จิ้นฝู และจิ้นอันไปร่วมงาน ส่วนฝั่งวังองค์ชายสามจะเป็ท่านตาเ้า จิ้นหง จิ้นเหอ เ้า และก็ยายไปร่วมงาน”
จิวฮวาแอบมองฟ้าขอบคุณเทพยดาเบาๆ ที่ช่วยแก้ปัญหาหนักอกให้ “ท่านยายเ้าคะ แล้วทำไมเราต้องไปทั้งสองฝั่งเล่าเ้าคะ ปกติหลานเห็นแต่ครอบครัวหนึ่งไปร่วมแค่ฝั่งใดฝั่งหนึ่ง แถมเราก็เป็แค่พ่อค้าวาณิชย์ธรรมดา องค์ชายสามก็เชิญตระกูลเราไปด้วยหรือเ้าคะ”
ดูเหมือนฮูหยินผู้เฒ่าจะตัดสินใจเลือกผ้าได้แล้ว สุดท้ายเธอก็ได้ผ้าเป็ผ้าโปร่งบางสีเหลืองอ่อน ไว้เป็ทำกระโปรงให้ดูฟูๆบานๆ กับผ้าไหมสีชมพูอ่อน ไว้เป็เป็เสื้อคลุม ส่วนที่เหลือให้ทางร้านเป็คนตัดสินในการตกแต่ง
“จริงๆแล้วเราจะไปร่วมทางฝั่งวังองค์ชายสามอย่างเดียวก็ได้ เพราะเมื่อครั้งตระกูลเซวียนขึ้นครองราชย์ ท่านทวดของหลานก็มีส่วนช่วยในการสนับสนุน อีกทั้งท่านปู่ของตาเ้า ก็เป็คนจากตระกูลเซวียน ที่แต่งเข้ามาตระกูลสี ทำให้มีความสัมพันธ์ต่อกันมาจนถึงกระทั่งตอนนี้ หากแต่ยายเห็นว่ารุ่ยเอ๋อร์นั้นยังไม่มีคู่หมั้น ยายเห็นไม่สมควรที่จะมาร่วมงานกับฝั่งองค์ชายสาม เพราะผู้ที่มาร่วมงานฝั่งนี้ล้วนฐานะไม่สมควร จึงให้รุ่ยเซียงไปร่วมทางบ้านสกุลจ้าวแทน แต่หลานกับจิ้นเหอไม่ใช่ ปีนี้เ้าก็ 16แล้ว จิ้นเหอก็ 22 แล้ว ยังไม่มีคู่หมั้นกันสักคน ยายก็เลยจะช่วยๆดูให้เสียหน่อย”
จิวฮวาส่งยิ้มกว้างจนตาหยีให้กับผู้เป็ยาย ในใจกำลังะโกลับไปเสียงดังว่า ใช่ๆ องค์ชายรองอย่างไรเล่าท่านยายคู่หมั้นหลาน ว่าแล้วเธอก็ควรถามข้อมูลความสัมพันธ์เพิ่มเติมระหว่างตระกูลสีกับราชวงศ์สักเล็กน้อย เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้แต่งงาน “ท่านยายบอกว่าท่านทวดของหลานช่วยให้ฮ่องเต้องค์แรกของราชวงศ์เซวียนขึ้นครองราชย์นี่ยังไงหรือเ้าคะ ข้าเข้าใจว่าตระกูลของเราเป็ตระกูลวาณิชย์มาตลอดเสียอีก”
ฮุหยินผู้เฒ่าส่งยิ้มกลับมาให้จิวฮวาด้วยความเอ็นดู “เงินอย่างไรล่ะหลานรัก การจะก่อฏลำพังจะมีกำลังอย่างเดียวไม่ได้ เื่เงินก็เป็ส่วนสำคัญ ท่านทวดของหลานนี่กระเป๋าตังค์ชั้นดีเลยนะจ๊ะ หากไม่มีเงินจากตระกูลเราไปช่วยสนับสนุนก็คงจะชิงบัลลังก์สำเร็จได้ยาก รวมถึงทุกวันนี้เงินส่วนหนึ่งของราชวงศ์ก็ได้มาจากตระกูลเรานั่นเอง หลายกิจการที่ทำตอนนี้ก็เอื้อกันกับราชวงศ์เช่นกัน”
“อ่อออ” จิวฮวาถึงกับอ๋อเสียงยาวออกมา ตระกูลของเธอนี่รวยมากนี่เอง ส่วนเธอก็คือคนที่สวย และรวยมากอย่างั้นสินะ ถ้าเอาเงินไปฟาดหัวองค์ชายรองให้มาแต่งงานกับเธอเขาจะยอมหรือไม่นะ ไม่สิองค์ชายรองมีความคิดเหมือนเด็ก เธอควรจะเอาเงินไปทุ่มซื้อขนมแล้วเอาขนมและของเล่นมาล่อมากกว่า เด็กที่ไหนจะมาสนใจเงินกัน ของกินและของเล่นเท่านั้นที่จะชนะใจได้ จิวฮวาแอบคิดในใจด้วยความมุ่งมั่น
ั้แ่อยู่กับตระกูลสีได้เกือบครึ่งปี ในที่สุดคนในตระกูลก็สร้างนิสัยใหม่ให้แก่จิวฮวาจนได้ นั่นคือนิสัยรวยนั่นเอง
………………….
และแล้ววันงานแต่งก็เดินทางมาถึง วันนี้จิวฮวาอยู่ในชุดกระโปรงยาวผ้าโปร่งบางสีเหลืองอ่อน ซ้อนกัน แต่ละชั้นถูกปักลายดอกไม้ดอกเล็กๆสีขาวเกสรสีเหลืองเข้มไปที่ปลายกระโปรง ้าคลุมทับด้วยเสื้อแขนยาวสีชมพูอ่อน ขลิปขอบขาว ตัดด้วยชมพูบานเย็น ปักลายดอกโบตั๋น สีชมพูเข้ม เธอก้าวผมสูงแค่ครึ่งศรีษะ และถักเป็เปียไขว้ไปมา ก่อนที่จะปักประดับด้วยปิ่นเงิน ปิ่นทองประดับมุก ส่วนผมที่เหลือปล่อยยาวลงมา ใบหน้าสวยคมได้รูปนั้น แต่งเพิ่มเติมเพียงแค่เล็กน้อย เน้นความงามเป็ธรรมชาติ
หญิงสาวก้าวขึ้นรถม้า นั่งเคียงข้างไปกับผู้เป็ยาย เนื่องจากงานนี้เป็งานทางการ จิวอวาจึงพาซานฉวี่ และเฟิงฉวี่สาวใช้ขั้น 1 ตามไปด้วยทั้งคู่ รถม้าเคลื่อนตัวไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็จอดลงที่จวนแห่งหนึ่ง ทีอยู่ในโซนที่ 4 โซนในสุดที่อยู่ติดกับราชวัง
วังองค์ชายสามเป็วังที่ดูเรียบง่าย แต่โออ่า ภายในวังมีเรือนหลายเรือนถูกสร้างและทาเป็สีขาวสว่าง รอบวังมีต้นไม้น้อยใหญ่มากมาย รวมถึงลำธาร และบ่อบัวที่รับน้ำมาจากลำคลองภายนอก โดยรวมแล้วให้ความรู้สึกเป็ธรรมชาติ สดชื่น มากกว่าจะดูเป็วัง