กาลเวลาผันผ่านไปอีกหนึ่งปีเศษ บัดนี้เหยาเหยาย่างเข้าสู่วัยหกขวบ ซึ่งเป็วัยที่บุตรหลานตระกูลขุนนางต้องเริ่มเล่าเรียนเขียนอ่านอย่างจริงจัง
ซ่งจงอี้ได้เชิญอาจารย์าุโแซ่เฉียนมาเป็ครูสอนหนังสือประจำจวน ท่านเป็บัณฑิตเก่าผู้เคร่งครัดและขึ้นชื่อเื่ความเข้มงวดกวดขัน ใครต่างก็รู้ดีว่าเด็กคนใดที่ผ่านการอบรมสั่งสอนจากท่าน ล้วนเติบโตไปเป็ผู้มีความรู้ความสามารถปราดเปรื่อง
ทว่าอาจารย์เฉียนกลับไม่มีวันรู้เลยว่า ลูกศิษย์ตัวน้อยที่นั่งอยู่เบื้องหน้าท่านในยามนี้ แท้จริงแล้วมี 'ิญญาของผู้ใหญ่' ที่ผ่านการอ่านตำรามามากกว่าท่านเสียอีก
วันแรกของการเรียนการสอน อาจารย์เฉียนเขียนอักษรจีนลงบนกระดานพลางสอนให้เหยาเหยาอ่านตามทีละตัว
'เฮ้อ อักษรพื้นฐานพวกนี้ข้าอ่านออกจนทะลุปรุโปร่งแล้วแท้ๆ' เหยาเหยาบ่นพึมพำในใจอย่างเซ็งๆ 'แต่เด็กหกขวบทั่วไปที่ไหนจะหัวดีขนาดนี้ ขืนอ่านคล่องปรื๋อคงได้ถูกสงสัยแน่ แกล้งอ่านผิดๆ ถูกๆ ไปก่อนแล้วกัน... เฮ้อ การต้องแกล้งโง่ทั้งที่ฉลาดนี่มันเหนื่อยชะมัด'
คิดได้ดังนั้น เด็กหญิงตัวน้อยจึงแสร้งอ่านตะกุกตะกัก ผิดบ้างถูกบ้างตามประสาเด็ก ทำเอาอาจารย์เฉียนพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ "อืม เด็กคนนี้หน่วยก้านใช้ได้ หัวไวไม่เบา"
ทว่าเมื่อถึงคราวที่อาจารย์เฉียนยกบทกวีโบราณบทหนึ่งขึ้นมาอธิบาย ท่านกลับติดขัดตรงวรรคหนึ่งที่มีการตีความได้หลากหลายสำนวน ร่างชราครุ่นคิดอยู่นานก็ยังไม่ยอมเอ่ยปาก
เหยาเหยาที่นั่งฟังอยู่เริ่มอึดอัดจนทนไม่ไหว เพราะวรรคนั้นนางเคยอ่านคำอธิบายอย่างละเอียดมาแล้วในชาติก่อน
'วรรคนี้จงใจเปรียบเปรยความจงรักภักดีของขุนนางตงฉินดั่งต้นสนทระนงที่ยืนหยัดท่ามกลางหิมะต่างหากเล่า ไม่ได้หมายถึงความอ้างว้างโดดเดี่ยวอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดเสียหน่อย ท่านอาจารย์ตีความคลาดเคลื่อนแล้ว'
ด้วยความเคยชิน นางจึงเผลอพึมพำออกมาเบาๆ "ต้นสน... ท่ามกลางหิมะ... ความภักดี..."
อาจารย์เฉียนหันขวับมามองทันที "เด็กน้อย เมื่อครู่เ้าว่าอย่างไรนะ"
เหยาเหยาใสะดุ้งรีบยกมือปิดปากตัวเอง ทว่าก็สายเกินไปเสียแล้ว สายตาคมกริบของอาจารย์เฉียนจับจ้องมาที่นางอย่างคาดคั้น "เ้าเพิ่งพูดว่า 'ต้นสนท่ามกลางหิมะ' ใช่หรือไม่? เ้าเข้าใจความหมายของวรรคนี้รึ"
'แย่แล้ว! เผลอตัวอีกจนได้!' เหยาเหยาร่ำร้องในใจด้วยความตื่นตระหนก 'เอาอย่างไรดี... ขืนตอบถูกเป๊ะๆ มีหวังโดนสงสัยแน่ เอ้อ! แกล้งทำเป็พูดไปเรื่อยตามประสาเด็กแล้วบังเอิญถูกดีกว่า'
เด็กหญิงเอียงคอทำตาใสซื่อไร้เดียงสา "เหยาเหยาเคยเห็นภาพวาดที่ท่านพ่อแขวนไว้ในห้องหนังสือเ้าค่ะ มีต้นไม้ใหญ่ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางหิมะหนา ท่านพ่อเคยบอกว่ามันเหมือนคนดีที่ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค... เหยาเหยาเลยนึกถึงคำนั้นขึ้นมาเ้าค่ะ"
อาจารย์เฉียนนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลูบเคราขาวโพลนของตนพลางพยักหน้าช้าๆ "เด็กน้อย... เ้าช่างมีไหวพริบปฏิภาณยิ่งนัก การเปรียบต้นสนกลางหิมะกับคนดีที่ไม่ยอมแพ้ ย่อมใกล้เคียงกับความหมายที่แท้จริงของบทกวีนี้ทีเดียว"
ขณะเดียวกันแววตาที่เขามองเหยาเหยาก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เด็กคนนี้... มีบางอย่างที่ไม่ธรรมดาเสียแล้ว
——————
ตกค่ำวันนั้น อาจารย์เฉียนเข้าพบซ่งจงอี้และเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ท่านใต้เท้า บุตรสาวของท่านมีพร์ล้ำเลิศเกินเด็กทั่วไปยิ่งนัก ไหวพริบเฉียบแหลมและจับใจความได้ลึกซึ้ง หากได้รับการบ่มเพาะที่ดี อนาคตภายภาคหน้าย่อมไร้ขีดจำกัด"
ซ่งจงอี้ยิ้มรับคำชม ทว่าในใจกลับเปี่ยมด้วยความกังวล การที่บุตรสาวเฉลียวฉลาดนั้นเป็เื่น่ายินดี แต่หากฉลาดเกินวัยจนสะดุดตาผู้คน ย่อมนำพาภัยพิบัติมาสู่ตัว เขาต้องหาทางให้บุตรสาว ‘เก่งอย่างพอดี’ เพื่อความปลอดภัยในสายตาคนนอก
หลังจากส่งอาจารย์เฉียนกลับไป ซ่งจงอี้จึงเรียกประชุมคนในครอบครัวทันที คราวนี้มีเื่สำคัญที่พวกเขารอคอยมาแสนนาน
"ถึงเวลาแล้ว" น้ำเสียงของซ่งจงอี้หนักแน่นและจริงจัง "เื่ 'ปมชาติกำเนิดของอ๋องรอง' ที่เหยาเหยาเคยเปรยไว้เมื่อปีก่อน เราเก็บเงียบไว้เพื่อรอเวลา บัดนี้รากฐานตระกูลซ่งของเรามั่นคงเพียงพอแล้ว ถึงเวลาที่เราจะเริ่มสืบหาความจริงเื่นี้อย่างลับๆ"
ซ่งจิ้งอันพยักหน้าเห็นด้วย "ลูกเองก็แอบสืบมาบ้างแล้วขอรับ ปมปริศนานี้เกี่ยวพันกับ 'อดีตฮองเฮา' พระมารดาแท้ๆ ของอ๋องรองผู้ล่วงลับ มีข่าวลือเก่าแก่ในราชสำนักว่า ใน่ที่พระนางทรงครรภ์ มีเหตุการณ์ไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นในวังหลัง... ทว่าหลักฐานทั้งหมดกลับถูกลบล้างไปจนสิ้น"
"ในเมื่อถูกกลบฝัง ก็ค่อยๆ ขุดมันขึ้นมา" ซ่งจงอี้เอ่ย "สืบหาตัวคนเก่าคนแก่ที่เคยรับใช้ในวังหลวงยุคนั้น ค่อยๆ ปะติดปะต่อเื่ราวอย่างเงียบเชียบที่สุด อย่าได้รีบร้อน และห้ามให้อ๋องรองระไหวตัวเด็ดขาด"
ซ่งติ้งหย่วนที่นั่งฟังอยู่กำหมัดแน่นด้วยความฮึกเหิม "หากเื่นี้เป็ความจริง อ๋องรองก็ไม่ใช่โอรส์สายเืั! เขาย่อมไม่มีสิทธิ์ในราชบัลลังก์ั้แ่แรก! นี่คือจุดตายที่จะล้มเขาได้ในคราเดียว!"
"ถูกต้อง" แววตาของซ่งจิ้งอันเย็นเยียบขึ้นมาฉับพลัน "ทว่าดาบเล่มนี้คมกริบยิ่งนัก หากใช้ไม่ระวังอาจบาดมือตัวเอง ต้องรอจนกว่าหลักฐานทุกอย่างจะแ่า และต้องลงมือในจังหวะที่เปิดโปงแล้วอ๋องรองไม่มีทางดิ้นหลุด"
เจิ้นกั๋วกงซึ่งนั่งเป็ประธานอยู่หัวโต๊ะลูบเคราครุ่นคิด "เื่ในวังหลวงยุคอดีตฮองเฮา ข้าพอจะรู้จักนางกำนัลาุโอยู่สองสามนางที่ออกจากวังไปแล้ว บางคนย้ายไปใช้ชีวิตอยู่ตามหัวเมืองต่างจังหวัด ข้าจะส่งคนสนิทไปสืบข่าวอย่างเงียบๆ โดยอ้างเื่การไปเยี่ยมเยียนคนรู้จัก จะได้ไม่เป็ที่ผิดสังเกต"
"ดีเยี่ยมขอรับท่านตา" ซ่งจิ้งอันพยักหน้า "ส่วนเื่ภายในวังหลวง หลานจะอาศัยสายสัมพันธ์ทางฝั่งฮองเฮาตวนหรู ค่อยๆ สืบหาว่ามีตำหนักร้างแห่งใดที่เคยเกี่ยวข้องกับอดีตฮองเฮาบ้าง เราจะแบ่งสายกันทำงาน แล้วนำข้อมูลทั้งหมดมาประมวลร่วมกัน"
ซ่งจงอี้พยักหน้าเห็นพ้อง "จำไว้ทุกคน เื่นี้ห้ามรีบร้อนและห้ามพลาดพลั้งเด็ดขาด อ๋องรองไม่ใช่คนโง่ หากเขารู้ตัวว่าเรากำลังขุดคุ้ยเื่ชาติกำเนิด ย่อมต้องลงมือสังหารล้างตระกูลเราก่อนแน่ ทุกย่างก้าวต่อจากนี้จึงต้องระมัดระวังราวกับเดินบนแผ่นน้ำแข็งบาง"
บรรยากาศในห้องโถงพลันเคร่งขรึมและกดดัน ทุกคนต่างตระหนักดีถึงความสำคัญของภารกิจนี้ — การล้วงความลับลึกสุดหยั่งที่อาจสั่นคลอนไปถึงบัลลังก์ั
——————
ภายในเรือนชั้นใน เหยาเหยานอนคว่ำอยู่บนเตียงพลางพลิกดู 'ตำราภาพ' ที่พี่ใหญ่หามาให้ ซึ่งแท้จริงแล้วนางอ่านตำราอักษรยากๆ ได้คล่องแคล่วแล้ว แต่ต้องแกล้งทำเป็ดูรูปภาพตามวัย ขณะเดียวกันในหัวของเด็กหญิงกำลังครุ่นคิดถึงเื่ของอ๋องรองอย่างเคร่งเครียด
'ปมชาติกำเนิดของอ๋องรอง... ข้าต้องพยายามเค้นความจำให้ออก ในนิยายต้นฉบับเฉลยใน่ท้ายว่า พระมารดาของอ๋องรองเคยมีคนรักเก่าก่อนจะถูกเลือกเข้าวัง และอ๋องรองก็คือเืเนื้อเชื้อไขของชายคนนั้น ไม่ใช่โอรสของฮ่องเต้!'
'หลักฐานสำคัญคือจดหมายรักฉบับเก่าและปิ่นปักผมที่ถูกซ่อนไว้ในตำหนักร้าง... แต่ตำหนักใดกันนะ? เฮ้อ ความทรงจำเกี่ยวกับรายละเอียดในนิยายเริ่มเลือนรางลงทุกที ยิ่งเนื้อเื่เปลี่ยนไปจากเดิมมากเท่าไหร่ ความรู้ล่วงหน้าของข้าก็ยิ่งใช้ประโยชน์ได้ยากขึ้น' เด็กหญิงลอบถอนหายใจในอก 'ช่างเถอะ เท่าที่จำได้ก็ถือว่าช่วยได้มากแล้ว หวังว่าพวกท่านพ่อจะสืบต่อจากเบาะแสนี้ได้สำเร็จ'
เสิ่นว่านอวี๋ที่นั่งเย็บปักถักร้อยอยู่ข้างๆ พลันชะงักงัน มือที่ถือเข็มค้างอยู่กลางอากาศเมื่อได้ยินเสียงความคิดของบุตรสาว
จดหมายรักฉบับเก่า... ปิ่นปักผม... ตำหนักร้าง...
นางสลักคำสำคัญเหล่านี้ไว้ในใจอย่างแม่นยำ ตั้งใจว่าคืนนี้จะต้องรีบนำความไปบอกจิ้งอัน เพื่อให้เขาพุ่งเป้าไปที่การสืบค้นตำหนักร้างในวังหลวงทันที
'อืม... แต่พอข้าโตขึ้นกว่านี้ ข้าน่าจะช่วยครอบครัววางแผนได้มากกว่านี้นะ' เหยาเหยาคิดต่อ ดวงตากลมโตเป็ประกายเจิดจ้า 'ตอนนี้ข้าหกขวบแล้ว เริ่มเรียนหนังสือและเริ่มออกงานสังคมได้บ้าง ต่อจากนี้ข้าจะค่อยๆ เผยความสามารถ 'อย่างพอเหมาะพอดี' เพื่อช่วยครอบครัววางหมากตลบหลังศัตรู'
'รอคอยก่อนเถอะอ๋องรอง...' เด็กหญิงยิ้มกริ่มในใจพลางกอดตำราภาพไว้แน่น 'ตอนนี้ท่านอาจจะคิดว่าตระกูลซ่งเป็เพียงหอกข้างแคร่ที่เคี้ยวง่าย ทว่าสักวันหนึ่ง จะได้รู้ว่าเด็กน้อยที่ท่านเคยตราหน้าว่าไร้ค่าในวันนั้น คือคนที่จะกระชากหน้ากากสารเลวนั่นต่อหน้าราชสำนักทั้งหมด!'
เสิ่นว่านอวี๋ได้ยินความมุ่งมั่นอันแรงกล้าในใจของบุตรสาวก็นึกเอ็นดูและภาคภูมิใจยิ่งนัก นางวางงานปักในมือลง ก่อนจะเอื้อมมือไปลูบศีรษะทุยสวยของเด็กหญิงอย่างอ่อนโยน
"เหยาเหยาของแม่..." นางกระซิบเสียงแ่เบา "ค่อยๆ เติบโตอย่างมีความสุขนะลูก ส่วนเื่หนักหนาและอันตรายเ่าั้ ปล่อยให้เป็หน้าที่ของพ่อ แม่ และพี่ชายของเ้าจัดการเอง เ้าเพียงแค่เป็เด็กที่มีความสุขที่สุดก็พอแล้ว"
'อ๊ะ ท่านแม่ลูบหัวข้าด้วย' ความอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ซ่านในหัวใจของเหยาเหยา 'ท่านแม่คงััได้ว่าข้ากำลังคิดเื่เครียดๆ เลยเข้ามาปลอบโยน... สายสัมพันธ์ของแม่ลูกเราช่างลึกซึ้งโดยไม่ต้องเอ่ยวาจาจริงๆ' เด็กหญิงขยับกายเข้าไปซุกซบในอ้อมกอดของมารดาอย่างออดอ้อน 'ขอบพระคุณเ้าค่ะท่านแม่ เหยาเหยาจะเป็เด็กดีที่มีความสุข และจะช่วยปกป้องครอบครัวของเราไปพร้อมๆ กัน!'
นอกหน้าต่าง ผืนฟ้าสีหมึกทอแสงดาริกาพร่างพรายระยับ ราวกับกำลังเฝ้ารอคอยวันเวลาที่ดวงแก้วน้อยแห่งตระกูลซ่งจะเปล่งประกายเจิดจรัสสะกดทั่วทั้งราชสำนักเซิ่งจิง
กระดานหมากระหว่างตระกูลซ่งและอ๋องรอง — บัดนี้ ฝ่ายตระกูลซ่งได้เริ่มเดินหมากรุกฆาตตัวแรกแล้ว!