ฝืนชะตาท้าสามภพ [นิยายแปล]

    ตอนที่ 60 หยกฉายภาพ

    คาดไม่ถึงว่าสืออวี้ที่ควรจะหนีไปไกลกลับยังคงอยู่ยามนี้เหมือนเขาจะโดนกระตุ้นอย่างรุนแรงนัยน์ตาสีเลือดเดือดดาลทั้งร่างมีควันสีดำพวยพุ่งไปทั่ว พุ่งเข้ามาราวลูกกลม

            เขามุ่งเป้าไปยังเซียวจิ่งหยวน เจตนาฆ่าชัดเจนประหนึ่งหากไม่ตายจะไม่ยอมหยุด

            ไอสังหารเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆทำให้เซียวจิ่งหยวนรู้สึกชาเล็กน้อยที่ศีรษะ ร่างกายขยับเขยื้อนช้าลงเขาไม่ได้กำลังกลัว แต่เหมือนจะเป็นผลมาจากอาคมบางอย่าง

            แต่ในพริบตาเซียวจิ่งหยวนก็ใจเย็นลงมุมปากเผยรอยยิ้มฝืดเฝื่อนออกมาเล็กน้อย

            เขาเริ่มเข้าใจในทันทีว่า บางทีฮัวหลิวซูอาจจะรู้อยู่แล้วแต่แรกว่าสืออวี้ไม่ได้ไปไหนไกล นางจึงวางแผนอย่างชาญฉลาดเพื่อยั่วยุสืออวี้ และผลก็เป็นดังนั้นสืออวี้ถูกหลอกเข้าให้ จึงปรากฏตัวออกมาโจมตีอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้

            พูดตามตรง เซียวจิ่งหยวนก็ไม่เข้าใจเช่นกันทุกอย่างชัดเจนเพียงนี้ แล้วเหตุใดสืออวี้ถึงควบคุมตัวเองไม่ได้

            เป็นถึงนักพรตที่สามารถควบแน่นพลังงานลบได้แล้ว ยังคงโง่เง่าถึงเพียงนี้เชียวหรือ

            เซียวจิ่งหยวนส่ายศีรษะ ใจนิ่งสงบดั่งน้ำ ไม่รีบร้อน

            เพราะยามนี้เขาเห็นระหว่างนิ้วอันเรียวยาวของฮวาหลิวซูมีปิ่นปักผมสีทองอยู่ปิ่นปักผมสีทองนั้นละเอียดอ่อนงดงาม ทั่วทั้งเล่มสว่างราวทองคำส่วนหัวมีรูปร่างคล้ายหงส์ร่อน ถักทอด้วยด้ายสีทองอย่างประณีตฝังด้วยไข่มุกและอัญมณีมากมาย

            ปิ่นปักผมเปล่งแสงสว่างไสวงดงามภายใต้แสงแดดนั้น ไม่เพียงสวยงามแต่ยังอันตรายมากอีกด้วย

            จังหวะที่สืออวี้กระโจนเข้าใส่ ฮวาหลิวซูก็ลงมือทันที ปิ่นปักผมนั้นร่อนออกไปด้วยความเร็วแสง

            ฟุ่บ

            ทันใดนั้นบนท้องฟ้าก็ปรากฏหงส์ตัวหนึ่ง หางหลากสีสันฉายประกายวิจิตรเลอค่าละลาน ตางดงามเกินบรรยาย

            แต่ในฉากที่สวยงามยิ่งกว่าดอกไม้ไฟกลับเต็มไปด้วยอันตราย

            เมื่อทุกสายตาที่เฝ้ามองถูกดึงดูดด้วยความงามของหงส์จนตะลึงงันอยู่นั้นปลายของปิ่นปักผมก็โผล่ออกมาอย่างเงียบเชียบ แล้วทิ่มแทงไม่ยั้งดั่งเข็มที่แหลมคมไม่มีที่เปรียบ…

            กระทั่งผู้ที่ใจสงบเยือกเย็นเช่นเซียวจิ่งหยวนยังรู้สึกตาพร่ามัวจากนั้นไหล่ของสืออวี้ที่เหาะอยู่บนฟ้าก็มีเลือดไหลกระสานซ่านเซ็นออกมาอย่างงดงาม แสงสีทองเคลื่อนผ่านปิ่นทองไม่มีแม้เลือดสักหยด ไข่มุกกับอัญมณีที่กระจัดกระจายอยู่ทอแสงประกายสะท้อนออกมาคล้ายแสงดาวน่าเกรงขามและสวยงามนัก

            “อ๊ากกก”

            ไม่นานสืออวี้ก็ตระหนักได้ว่าตนเองได้รับบาดเจ็บ เขาเอามือกุมไหล่ตนเองดวงตาอาฆาตมาดร้ายวูบหายไปก่อนค่อยเริ่มตาสว่าง

            เขาคร่ำครวญเสียงเบาด้วยความโกรธจัด และก่นด่าด้วยโทสะ “นังแพศยา เจ้าวางแผนทำร้ายข้า...”

            “เจ้าโง่เอง โทษข้าไม่ได้”

            ฮวาหลิวซูเลิกคิ้วต่ำลงพร้อมเหยียดยิ้ม ดวงตาเป็นประกาย

            อุบายไม่เลว...

            เซียวจิ่งหยวนถอนหายใจด้วยความชื่นชมรับรู้ว่าเซียนหลิวซูตรงหน้าที่แลดูไร้เดียงสาบริสุทธิ์ ใจดีเหมือนบุปผชาติสีขาวเล็กๆนั้นเป็นเพียงการแสดง ที่จริงนางคิดซับซ้อน ฉลาดหลักแหลมดุจสุนัขจิ้งจอกนี่ต่างหากคือธาตุแท้ของนาง

            เซียวจิ่งหยวนมั่นใจนัก สืออวี้น่าจะถูกพิษดอกท้อเบญจเมฆาเข้า ทำให้สติเลอะเลือนดังนั้นพอโดนกระตุ้นเพียงนิดหน่อยพิษก็จะทำงานทันที ทำให้อดรนทนไม่ไหวจนต้องกระโจนออกมา

            นอกจากนั้นพลังของเขาก็ลดลงไปเกินกว่าครึ่ง เพราะเหตุนี้จึงโดนปิ่นปักผมทองโจมตีเข้าอย่างจัง

            อุบาย กลอุบายโดยแท้

            เซียวจิ่งหยวนส่ายศีรษะ ความกดดันที่ตนได้รับหายไปในทันที แล้วเปล่งวงแสงออกมาจากด้านหลังกระโจนเข้าไปหาสืออวี้ด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้า

            เรื่องการตีสุนัขที่กำลังจมน้ำ[1]เช่นนี้ไม่จำเป็นต้องให้ผู้อื่นเตือนหรอก เขาเข้าใจดี ห่วงวิหคมังกรบินร่อนออกไปวงแสงเรืองรองส่องสว่างออกมาประหนึ่งกงล้อที่พุ่งชนท้องฟ้า

            ตูม…

            ชั้นอากาศสั่นสะเทือนดาบลมกระจัดกระจายไปทั่วฟ้าทั่วแผ่นดินราวกับฝูงผึ้งที่บินลอดก้อนเมฆกินพื้นที่ทั่วทั้งสวรรค์และปฐพี บิดหมุนตัดกัน

            ฉึบๆๆๆ ...

            ใบดาบลมเคลื่อนผ่าน ทิ้งคราบเลือดไว้บนร่างกายของสืออวี้

            เขาร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดแต่สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดน่าจะเป็นหัวใจที่ดุจดั่งถูกมีดกรีดแทง เจ็บปวดแสนสาหัส

            ภายใต้ความเศร้าโศกนี้สืออวี้มองขึ้นไปบนฟ้าและตะโกนด้วยความโกรธแค้น “ชายโฉดหญิงชั่วคู่นี้ข้าจะไม่ปล่อยพวกเจ้าไปแน่ ความอัปยศในวันนี้จะกลับมาเป็นร้อยเท่าในวันหน้า...”

            ทันทีที่พูดจบร่างกายของเขาก็ระเบิดกลายเป็นฝนเลือด หายวับไปในพริบตา

            “มนตร์โลหิตอีกแล้ว..."

            เซียวจิ่งหยวนมุ่นคิ้ว รู้สึกทำอะไรไม่ถูก ด้วยศักยภาพของตัวเขาในยามนี้ไม่มีทางที่จะหยุดมนตร์โลหิตได้เว้นแต่เซียนจะลงมือเอง บางทีอาจมีทางหยุดสืออวี้เอาไว้ได้

             “ไอ้ผีอัปลักษณ์นี่ฝีมือไม่เลวเลย”

            ในยามนี้ หลี่ว์โฮ่วที่อยู่ด้านข้างก็กล่าวเสียงเบา“ดูจากสถานการณ์น่าจะอยู่ในขั้นควบแน่นพลังงานลบขั้นสูงสุด ใกล้จะถึงขั้นหลอมพลังบริสุทธิ์เต็มทีแล้วทว่าโดนพวกเจ้าเล่นงานไปเช่นนี้อย่างน้อยคงต้องใช้เวลาหลายปีถึงจะฟื้นฟูกลับมาได้ แต่ถ้าหากเทพหินเพลิงรู้สึกสงสารศิษย์แล้วช่วยรักษาบาดแผลของเขาด้วยตนเองก็เป็นอีกเรื่อง”

            หลี่ว์โฮ่วหัวเราะอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง “อย่างที่โบราณกล่าวไว้ ละอายใจต่อความผิดแล้วค่อยกล้าที่จะแก้ไขยามนี้เขาเกลียดพวกเจ้าทั้งสองเข้ากระดูกดำแล้วเพื่อล้างแค้นไม่ว่าอะไรก็ทำได้ทั้งนั้น ดังนั้นพวกเจ้าทั้งสองต้องระวังตัวบางทีอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หากเขาหลอมพลังบริสุทธิ์สำเร็จอาจจะกลับมาแก้แค้นพวกเจ้าก็ได้”

            “แก้แค้นก็แก้แค้นไปสิ ข้ากลัวเขาเสียที่ใดกัน”

            ท่าทางของฮวาหลิวซูออกจะเหยียดหยามนิดหน่อย ใบหน้านางเย็นชาเล็กน้อยแล้วหันกลับไปมองเซียวจิ่งหยวน ริมฝีปากล่างยกยิ้มเบาบางก่อนจะเอ่ย“ท่านเซียวอะไรนะ มาสิ อาจารย์ของข้าต้องการพบท่าน ไปกันเถอะ”

            “เอ๋?”

            เซียวจิงหยวนตะลึงงัน “เจ้าบอกว่าแม่เฒ่าหงฮวาไม่อยู่ที่นี่ไม่ใช่หรือ”

            “ข้าบอกว่าไม่อยู่ ท่านก็เชื่อข้าเลยอย่างนั้นรึ”

            ฮวาหลิวซูหัวเราะเบาๆ พร้อมกับท่าทางหยอกล้อเล็กๆ“หลอกง่ายเพียงนี้ หากท่านถูกขายไปแล้วคงไปช่วยเขานับเงินด้วยสินะ...”

            “หา?”

            เซียวจิ่งหยวนหมดคำจะพูด แล้วความเชื่อใจระหว่างกันล่ะ

            ทว่าในยามนี้เองที่เขารู้สึกหนาวจับใจรู้สึกกระจ่างขึ้นมาบ้างแล้ว

            อาจารย์ตงหลีตู้หนานซานเป็นผู้อาวุโสที่มีความสามารถทุกคนต่างรู้จักกันดีย่อมไม่โกหกไม่หลอกลวงผู้อื่นแต่เพื่อนที่ตู้หนานซานคบค้าสมาคมนั้นมีหลายสำนักคละเคล้ากันไป มีทั้งนักพรตผู้ทรงธรรมยังมีนักพรตนอกรีต ต่างบิดามารดากันแน่นอนว่านิสัยก็ย่อมแตกต่างดังนั้นจะเอาตู้หนานซานมาเป็นตัวชี้วัดผู้อื่นย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

            “เช่นนี้นี่เอง ข้ายังอ่อนประสบการณ์นัก”

            หลังจากเซียวจิ่งหยวนไตร่ตรองแล้วก็พูดขึ้นอย่างเคร่งขรึมว่า “ในเมื่อแม่เฒ่าหงฮวาอยู่ที่นี่ ข้าก็จะไปเยี่ยมเยียนท่าน”

            “มาสิ...”

            ฮวาหลิวซูนำทางเหาะไปยังทุ่งร้อยดอก เซียวจิ่งหยวนตามไปร่อนลงมาท่ามกลางมวลบุปผชาติหลากสีสัน เหล่าดอกท้อแข่งขันกันบานสะพรั่งสวยงาม ทันใดนั้นฮวาหลิวซูก็โบกมืออันเรียวยาวของนางพลังสีแดงก็ออกมาจากแขนเสื้อ วนรอบตัวหลี่ว์โฮ่วเอาไว้แล้วขึ้นพาดผ่านท้องฟ้าดุจสายรุ้งกันเขาเอาไว้อีกฟากหนึ่ง

            พอดีกับที่ฮวาหลิวซูเอ่ยเสียงเบาว่า “สหาย ท่านอาจารย์ของข้าให้เพียงคนรู้จักเข้าพบเท่านั้น เชิญท่านกลับไปเถิด”

            “เอ๋…”

            หลี่ว์โฮ่วรีบตะโกนออกไปทันที “ข้าไม่ใช่คนนอกข้ามาด้วยกันกับเขา สหายเซียว!”

            หลี่ว์โฮว่ใช้สายตาอ้อนวอนอย่างสุดกำลัง

             “เจ้าเป็นผู้ใด ข้าไม่รู้จักเจ้าเสียหน่อย”

            เซียวจิ่งหยวนปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย พูดอย่างชอบธรรมว่า “เซียนหลิวซู เขาผู้นี้ค่อนข้างไร้คุณธรรม ท่านควรระวังไว้ให้ดี อย่าตกหลุมพรางเขาล่ะ”

            “สหายเซียว!”

            หลี่ว์โฮ่วยิ้มอย่างขัดเคือง กัดฟันกรอดและกล่าวว่า “เจ้านี่ใจร้ายจริงๆ ...”

             “นักพรตไร้ศีลธรรมหรือ”

            ฮวาหลิวซูครุ่นคิด“ข้าพอได้ยินมาบ้าง ท่านอยู่ข้างนอกดีที่สุด อย่าสุ่มสี่สุ่มห้าบุกเข้ามาจะดีกว่ารู้หรือไม่ว่าอาจารย์ของข้าชอบอยู่เงียบๆ ไม่ชอบให้ผู้ใดมารบกวน ที่เมื่อครู่นางไม่ลงมือเองเพราะเห็นแก่หน้าของเทพหินเพลิงไม่อยากให้เป็นเหมือนผู้ใหญ่รังแกเด็ก แต่สำหรับท่าน…นางย่อมไม่ต้องกังวลเรื่องเช่นนั้น”

            หลังจากฮวาหลิวซูเตือนจบก็บิดข้อมือที่นุ่มนวล ทันใดนั้นสายพลังสีแดงที่ทอดยาวกว่าสิบจั้งก็ม้วนเก็บไปทันที

            จากนั้นนางก็เดินนำและกล่าวอย่างช้าๆ ว่า “ไปกันเถอะ อาจารย์ได้รับจดหมายแล้ว และบอกให้ข้าพาท่านเข้าไปโดยเร็ว”

            “อืม”

            เซียวจิ่งหยวนรีบตามไป เขาเหลือบมองหลี่ว์โฮ่วที่ยืนอยู่ที่เดิมไม่กล้าขยับด้วยท่าทางกังวลเห็นได้ชัดว่าเขากลัวคำเตือนของฮวาหลิวซูเพียงใด

            ‘สมควร!’

            เซียวจิ่งหยวนแอบยิ้ม แล้วรีบสาวเท้าเดินตามฮวาหลิวซูหายไปในหมู่ต้นท้อทันที

            ทันทีที่เขาก้าวเข้าไปก็รู้สึกร่างกายโซเซ ดวงตาพร่ามัว จากนั้นพลันมีทางเดินสายเล็กๆคดเคี้ยวปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้า

            “เอ๋?”

            เซียวจิ่งหยวนผงะและรีบเงยหน้าขึ้นเห็นตำหนักอันงดงามที่สร้างขึ้นตรงปลายสุดของทางเดินเล็กๆ สายนี้ รอบตำหนักเต็มไปด้วยที่ราบกว้างใหญ่

            เขามองไปโดยรอบ ประเมินว่าพื้นที่ราบแห่งนี้น่าจะมีความกว้างอย่างน้อยสามร้อยถึงห้าร้อยลี้อากาศอบอุ่นชุ่มชื้น ผืนดินอุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยหญ้าเขียวขจีประดับประดาด้วยดอกไม้สีแดงอันงดงาม ดอกไม้สีแดงปกคลุมอยู่ทุกหนทุกแห่งเรืองรองดั่งผ้าทอ ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ น่าประหลาด งดงามจนแทบหยุดหายใจ

            จะว่าไปแล้วในทุ่งร้อยดอกแห่งนี้มีค่ายกลที่สวยงามซ่อนอยู่หนึ่งค่ายขอเพียงผ่านค่ายกลนี้ไปก็สามารถไปถึงถ้ำเทพสถิตของแม่เฒ่าหงฮวาแล้ว...

            เซียวจิ่งหยวนพิจารณาทิวทัศน์ด้วยความสงสัยทำตามคำแนะนำของฮวาหลิวซูเหาะเข้าไปที่ตำหนักอันงดงามนั้น

            ทันทีที่เข้าประตูถ้ำเทพสถิต เซียวจิ่งหยวนก็เห็นแผ่นหยกขนาดเท่าโม่หินแผ่นหนึ่งที่ลอยอยู่ท่ามกลางอากาศมันส่องแสงเรืองรองระยิบระยับอยู่ภายในห้องโถงใหญ่อย่างตระการตา หนาประมาณหนึ่งชุ่นแกะสลักด้านบนและด้านล่างซับซ้อนละเอียดละออ

            ขณะที่เซียวจิ่งหยวนเดินไปที่ห้องโถง แผ่นหยกที่ลอยอยู่ดึงดูดความสนใจของเขาเป็นสิ่งแรกเขาอดไม่ได้ที่จะเข้าไปดู พบว่าลายสลักบนแผ่นหยกนั้นเป็นลวดลายของยันต์อันลึกลับ

            แผ่นหยกที่ลอยอยู่ในอากาศมีอักษรโบราณอัดแน่นทับซ้อนกันเป็นชั้นๆสะท้อนแสงสว่างวับวามระยิบระยับราวกับคลื่นบนผิวน้ำนิ่งเรียบ

            อีกทั้งสิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่สุดก็คือภายใต้ม่านแสงที่ส่องประกายอยู่นั้นมีภาพอันชัดเจนมากฉายอยู่ภาพหนึ่ง

            เป็นภาพเทือกเขาที่เรียงราย มีหุบเขาหุบเหว หน้าผาสูงชันน้ำตกกับน้ำพุ ภูเขาและสายน้ำทอดยาวหลายพันลี้อยู่ในภาพนั้นสะท้อนอยู่อย่างนั้นอย่างแจ่มชัด

            “นี่มัน…”

            เมื่อมองแวบแรกเซียวจิ่งหยวนก็ต้องผงะนึกว่าตนกลับมาบนโลกปัจจุบันและกำลังดูจอฉายภาพอยู่

            “นี่คือหยกฉายภาพ สามารถจับภาพที่อยู่ห่างออกไปหลายพันลี้ได้”

            มีเสียงอ่อนโยนหนึ่งดังขึ้นเบาๆ เซียวจิ่งหยวนจึงตกใจได้สติแล้วรีบกวาดมองอย่างรวดเร็ว จึงเห็นสตรีผมขาวดังแพรสีเงิน หน้าตางดงามดั่งดอกไม้ อายุราวสามสิบปีเศษยืนอยู่ใต้หยกฉายภาพ...


     


    [1] ตีสุนัขที่กำลังจมน้ำ หมายถึงกำจัดให้ราบคาบ กำจัดให้หมดสิ้น

    คล้ายกับเรื่องฝืนชะตาท้าสามภพ [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน