แสงแดดจัดยามบ่ายสาดส่องกระทบกระจกบานั์ของอาคารผู้ป่วยนอกโรงพยาบาล ‘วิเศษเลิศวรจักร’ สาขาต่างจังหวัดโครงการเมกะโปรเจกต์แห่งใหม่ล่าสุดของตระกูล เลิศวรจักร บรรยากาศโดยรอบยังคงคลาคล่ำไปด้วยช่างตกแต่งภายในที่กำลังเร่งมือจัดเตรียมสถานที่เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดให้บริการอย่างเป็ทางการในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
‘ภูดิศ เลิศวรจักร’ ชายหนุ่มวัยสามสิบสองปีทายาทคนเดียวของเครือโรงพยาบาลและเวชภัณฑ์ั์ใหญ่ ก้าวเท้าลงจากรถยนต์คันหรูด้วยท่วงท่าที่สง่างามและเฉียบคมรูปร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสากลสีเทาเข้มขับให้ใบหน้าคมคายดุดันดูน่าเกรงขามั์ตาคู่คมกริบกวาดมองไปรอบๆอาคารแห่งใหม่ที่เขาได้รับมอบหมายจากบิดาให้ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานบริหารคุมบังเหียนสาขานี้อย่างเต็มตัว
"คอร์ทด้านในตกแต่งเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะดิศแสงสว่างส่องถึงตรงกลางอาคารพอดี คนไข้มาใช้บริการจะได้รู้สึกผ่อนคลาย" เสียงหวานใสของหญิงสาวข้างกายดังขึ้นปลุกเขาจากภวังค์
‘แพทย์หญิงลลิตา รัตนโสภณ’ หรือ ‘หมอลิลลี่’คู่หมั้นสาวสวยดีกรีคุณหมออายุรกรรม ทายาทโรงงานผลิตเครื่องมือแพทย์ชื่อดังเดินเกี่ยวแขนหนาของภูดิศไว้แน่น ลลิตาดูสวยสง่าและเพอร์เฟกต์ในชุดเดรสสีครีมทองที่ขับผิวขาวผ่องเธอคือผู้หญิงที่ ‘คุณหญิงดาริกา เลิศวรจักร’ แม่ของภูดิศเลือกสรรมาให้ เพราะเห็นว่าเหมาะสมกันทุกประการทั้งฐานะชาติตระกูล และหน้าตาทางสังคม
ภูดิศคลี่ยิ้มบางเบาตามมารยาทพลางกระชับมือเรียวของคู่หมั้นควงคู่เดินสำรวจความเรียบร้อยรอบๆโซนร้านค้าสวัสดิการชั้นล่าง ทว่าในวินาทีที่เขาก้าวเท้าผ่านหัวมุมโซนเรือนกระจกสายตาคมกริบก็ต้องชะงักนิ่งงันเมื่อจับจ้องไปยังป้ายไม้ฉลุลายโบราณของร้านขนมโฮมเมดร้านหนึ่งที่กำลังตั้งโครงสร้างตกแต่งอยู่ ‘มนัสขนมไทย’ ชื่อร้านเด่นหราบนแผ่นไม้ทำให้หัวใจของภูดิศกระตุกวูบอย่างรุนแรงลมหายใจสะดุดกึก หน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความรู้สึกสับสนระคนปวดร้าวยิ่งเมื่อชายหนุ่มก้าวเท้าขยับเข้าไปใกล้ตู้อบขนมจำลองที่ตั้งโชว์ไว้หน้าตาของขนมไทยโบราณที่ถูกจัดแต่งอย่างประณีตสะดุดตานั้น...มันคือขนมโปรดชิ้นเดียวในชีวิตของเขาขนมที่ใครบางคนเคยหัดทำและอบให้เขาทานทุกวันในอดีต
‘มน... มนัสวี’ ชื่อของหญิงสาวที่หอบกระเป๋าหนีไปจากชีวิตเขาเมื่อห้าปีก่อนแวบเข้ามาตอกย้ำในห้วงความคิดทันที
"มีอะไรหรือเปล่าคะดิศ? สะดุดตาอะไรกับร้านนี้เหรอคะ" ลลิตาถามด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นคู่หมั้นหนุ่มนิ่งไป
"เปล่าครับ... แค่คิดว่าชื่อร้านคุ้นๆ" ภูดิศฝืนเอ่ยเสียงทุ้มเรียบทว่าสายตาของเขากลับเหลือบมองผ่านผนังกระจกใสของร้านออกไปยังลานจอดรถด้านนอกอาคารทันทีตามสัญชาตญาณบางอย่าง
และในวินาทีนั้นเอง...ท่ามกลางแสงแดดจ้า ภูดิศมองเห็นเสี้ยวใบหน้าแว่บแรก ตามด้วยแผ่นหลัง ของผู้หญิงคนหนึ่งในชุดเดรสผ้าฝ้ายสีอ่อนเรียบง่ายเรือนผมยาวสลวยถูกรวบครึ่งศีรษะทิ้งตัวถึงกลางหลังรูปร่างอรชรอ้อนแอ้นท่วงท่าการก้าวเดินช่างคุ้นตาและสลักแน่นอยู่ในความทรงจำของเขานับพันนับหมื่นคืนหญิงสาวคนนั้นกำลังก้าวขึ้นรถยนต์อีโคคาร์คันเล็กสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วขับเคลื่อนออกไปจากโรงพยาบาลรวดเร็ว
หัวใจของภูดิศะเิความลนลานออกมาดวงตาคู่คมเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกความโกรธและความโหยหาที่สะสมมานานห้าปีปะทุขึ้นจนเกินกักเก็บชายหนุ่มผละมือออกจากข้อมือเรียวของลลิตาทันทีอย่างไร้ความลังเล รีบวิ่งออกไป
"ดิศ! ดิส จะไปไหนคะ?!" ลลิตาร้องเรียกเสียงหลงด้วยความใ
ภูดิศไม่สนใจเสียงถามกึ่งสงสัยของเธอชายหนุ่มสับฝ่าเท้าวิ่งถลันฝ่าร่างของช่างตกแต่งภายในพุ่งตัวเปิดประตูเรือนกระจกออกไปยังลานจอดรถด้านนอกทันทีท่อนขาแกร่งก้าวสับวิ่งตามทิศทางของรถคันนั้นไปด้วยความหวังว่าจะได้เห็นใบหน้าหวานล้ำที่คิดถึงใจจะขาดทว่า... ทุกอย่างกลับสายเกินไป รถยนต์คันเล็กแล่นลับหายออกไปทางประตูหน้าโรงพยาบาลทิ้งไว้เพียงกลุ่มควันจางๆ และความเงียบงัน
ชายหนุ่มหยุดยืนหอบหายใจถี่กระชั้นอยู่กลางลานจอดรถแสงแดดแผดเผาผิวเนื้อ หากแต่หัวใจของเขากลับเย็นเยียบ ภูดิศคิ้วขมวดด้วยความอัดอั้นและแค้นใจ และเสียใจอย่างที่สุดที่คว้าเงาของเธอไว้ไม่ทัน
‘ต้องเป็เธอแน่ๆ มน... เธอหนีฉันไป... และเธอ...หนีมาอยู่ที่นี่!’
ภูดิศกำหมัดแน่นจนเส้นเืปูดแววตาคมกริบวาวโรจน์ไปด้วยความดุดัน ความอ่อนโยนในอดีตถูกแทนที่ด้วยความกระหายที่จะลากคอผู้หญิงเห็นแก่เงินคนนี้ที่เคยหักหลังเขามาเค้นเอาความจริงจากหล่อนให้ได้
เกมชะตากรรมที่ความเข้าใจผิดจะกลับมาทำพิษกำลังเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งโดยที่ภูดิศไม่มีวันรู้เลยว่า ที่เบาะหลังของรถคันที่เพิ่งแล่นจากไป...มีกามเทพตัวน้อยวัยสี่ขวบเศษนั่งตาแป๋วรอคอยเวลาที่จะกลับมาประสานหัวใจของพ่อและแม่ในอนาคต