รู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress

    สองพี่น้องเผ่าหูแมว

             

            ในเมืองที่เต็มไปด้วยมนุษย์สัตว์ที่มีหูของแมวอยู่บนศีรษะ  ประชาชนที่นี่ประกอบอาชีพหลากหลาย  การวางผังเมืองและกฎระเบียบก็ค่อนข้างจะเป็นระเบียบสิ่งเหล่านี้คือองค์ความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากมนุษย์ในยุคก่อนทั้งสิ้น

             

            เพราะมีทั้งตัวอย่างและบทเรียนจากประวัติศาสตร์ทำให้พัฒนาการของเหล่ามนุษย์สัตว์นั้นมีความรวดเร็วยิ่ง  วิทยาการของพวกเขาตามหลังโลกปัจจุบันอยู่ไม่กี่ร้อยปีเท่านั้น

             

            ที่นี่มีทั้งพ่อค้าแม่ค้าและนักเดินทาง ทำให้มีการสร้างร้านรวงมากมายตามสองข้างทาง  ตลาดก็ค่อนข้างจะคึกคัก  โดยเฉพาะร้านค้ายามค่ำคืนที่จะมีลูกค้าไปใช้บริการมากมายเป็นพิเศษ

             

            เมืองแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้เคียงเขตชายแดน  ทำให้บางครั้งบางคราจะมีการปะทะกันของกองกำลังลาดตระเวนของทั้งสองเผ่าพันธุ์เกิดขึ้นบ่อยๆ  ดังนั้นการตรวจตราคนเข้าเมืองจึงย่อมต้องเข้มงวดกกว่าเมืองอื่นๆ

             

            ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายกว่าๆ ที่บริเวณหน้าเมืองนั้นปรากฏแถวยาวเหยียดของเหล่าปราชากรหูแมวที่ต้องการจะเข้าไปในเมือง  พวกเขาส่วนใหญ่จะเป็นพ่อค้าที่มาจากเมืองอื่น  เพื่อแลกเปลี่ยนทรัพยากรแล้วนำไปทำกำไรต่อ

             

            “...อดทนหน่อยนะคะพี่หญิง”

             

            ที่กลางแถวนั้นเองได้มีหญิงสาวชนเผ่าหูแมวสองคนกำลังยืนรอคอยอย่างใจเย็น  พวกนางอยู่ในชุดคลุมตัวยาวสีน้ำตาลมีฮู้ดที่ปกปิดเรือนร่างได้อย่างมิดชิด  หญิงสาวเผ่าหูแมวที่มีหูสีชมพูหันไปพูดคุยกับพี่สาวของเธอด้วยความเป็นห่วง

             

            “ข้าไม่เป็นไร...”

             

            อีกคนหนึ่งก็คือหญิงสาวเผ่าหูแมวสีดำที่มีใบหน้าเย็นชา  นางส่ายหน้าเบาๆ  อากาศร้อนแค่นี้ไม่สามารถทำอะไรนางได้อยู่แล้ว

             

            เป็นเซี่ยซูเหยาและไป่ฟานเซียน!

             

            ตอนนี้พวกนางกำลังปลอมตัวด้วยชุดคอสเพลย์ที่ได้มาจากอู๋เจี่ย ทำให้ทั้งสองคนจะมีหูแมวเล็กๆดุ๊กดิ๊กขยับได้อยู่บนหัว และที่บั้นท้ายก็จะมีหางที่ทำขึ้นมาเป็นพิเศษเช่นเดียวกันติดอยู่

             

            เซี่ยซูเหยาแม้จะถามด้วยความเป็นห่วงแต่สายตาของเธอกลับจับจ้องอยู่บนใบหน้าและหูแมวบนหัวของไป่ฟานเซียนไม่วางตา

             

            พี่หญิงจะน่ารักเกินไปแล้ว!

             

            เพราะปกติไป่ฟานเซียนจะทั้งเงียบขรึมและสูงสง่า แต่พอมาติดหูแมวเข้าไปมันกลับเข้ากันได้จนน่าตกใจ  กลายเป็นว่ามันไปดันกราฟความ “น่ารัก”ที่ปกติจะถูกความสวยบดบังจนพุ่งขึ้นมาเทียบเคียง โดยเฉพาะเซี่ยซูเหยาที่คิดว่ามันพุ่งทะลุหลอดไปเรียบร้อยแล้วด้วย!

             

            ไป่ฟานเซียนถอนหายใจเล็กๆนางมองเซี่ยซูเหยาที่กำลังตื่นเต้นไม่หยุดตรงหน้า ในตอนแรกนางเสนอว่าจะให้ลอบเข้าไปเงียบๆแต่กลับถูกทั้งอู๋เจี่ยและเซี่ยซูเหยาปฏิเสธ

             

            คนหนึ่งให้เหตุผลว่าการหาข้อมูลนั้นจำเป็นต้องแฝงตัวเข้าไปในเมือง ข้อมูลบางอย่างจำเป็นต้องใช้การซื้อขายหรือแลกเปลี่ยน ดังนั้นการมีตัวตนที่ชัดเจนจะทำให้ทำอะไรได้สะดวกยิ่งกว่า

             

            แต่อีกคนก็แค่อยากเห็นนางใส่หูแมวเท่านั้นเอง

             

            เมื่อเห็นว่าช่วยไม่ได้ไป่ฟานเซียนจึงได้แต่จำยอมและมาจบลงที่สถานการณ์ปัจจุบันแบบนี้

             

            แถวที่เหมือนจะยาวนั้นกลับขยับอย่างรวดเร็วพวกนางรอคอยแค่ยี่สิบนาทีก็สามารถมาถึงบริเวณจุดตรวจได้อย่างปลอดภัย

             

            “พวกเธอมาจากไหนล่ะ?”

             

            คนที่ถามคือเจ้าหน้าที่ของทางการคนหนึ่ง  เขาเป็นชายกลางคนที่มีหูแมวบนหัวและแต่งชุดเรียบร้อยขณะเดียวกันก็มองสำรวจไปด้วย

             

            “สวัสดีค่ะนี่เป็นบัตรแสดงตัวตนของพวกเรา”

             

            เป็นเซี่ยซูเหยาทีออกไปรับหน้าเธอรู้ว่าพี่หญิงของตนไม่ถนัดอะไรแบบนี้แน่ๆและยื่นบัตรออกไปสองใบ

             

            บัตรแสดงตัวตนเหล่านี้เป็นสิ่งที่ได้มาจากอู๋เจี่ย  เพราะว่าได้อิทธิพลมาจากมนุษย์ดังนั้นจึงมีการจดบันทึกข้อมูลประชากรเช่นเดียวกันในโลกนี้  เพียงแต่เพราะวิทยาการยังไม่ก้าวหน้า ข้อมูลประชากรจึงไม่ได้เชื่อมต่อกันระหว่างเมือง

             

            อู๋เจี่ยจึงจัดแจงยืมใช้“ตัวตน” ของหญิงสาวสองคนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านของเขา  เพราะพวกเขาไม่จำเป็นต้องใช้บัตรพวกนี้อีกแค่นำไปดัดแปลงนิดหน่อยก็เหมือนของจริงไม่มีผิดเพี้ยน

             

            ไม่รู้ว่าผู้ชายคนนั้นเป็น“หมอ” จริงหรือเปล่า เพราะจากที่พวกนางสังเกตุเขาดูจะทำอะไรเป็นหลายอย่างเหลือเกิน  ทั้งการสร้างบ้านจากไม้สมัยใหม่แบบนั้นการทำอุปกรณ์ปลอมตัวพวกนี้ด้วยตัวเอง ทั้งยังการปลอมแปลงเอกสารที่จัดการให้ได้ในเวลาไม่นานแบบนี้อีก

             

            “มาจากเมืองทางตะวันออกสินะ?”

             

            เจ้าหน้าที่มองข้อมูลบนบัตรแล้วจดบันทึกลงไป เขาไม่สามารถรับรู้ถึงความผิดปกติของบัตรทั้งสองใบนี้เสียด้วยซ้ำ

             

            “มาทำอะไรล่ะ?”

             

            “พวกเรานำสินค้ามาขายน่ะค่ะ” เซี่ยซูเหยาเปิดถุงที่แบกอยู่กลางหลังออกมาให้ดูมันเป็นพวกเม็ดยาต่างๆและสมุนไพรเต็มไปหมด ของพวกนี้นางไปหยิบมาจากสวนหลังบ้านของอู๋เจี่ยทั้งนั้น ซึ่งเจ้าตัวก็ได้แต่กล้ำกลืนฝืนใจแล้วมอบโอสถระดับต่ำบางส่วนติดไม้ติดมือมาให้ด้วย

             

            “โอ้ ดีเลยๆ”

             

            เจ้าหน้าที่เมื่อเห็นว่าเป็นยาก็ดีใจเพราะเมืองนี้ตั้งอยู่ใกล้ชายแดนทั้งยารักษาและอุปกรณ์จำพวกอาวุธจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและค่อนข้างขาดแคลน พอรู้ว่าทั้งสองคนนำสินค้าประเภทนี้เข้ามาก็ไม่สงสัยอะไรอีก

             

            “เอาล่ะชำระค่าผ่านทางเรียบร้อยแล้ว ยินดีต้อนรับนะ”

             

            เจ้าหน้าที่ส่งบัตรยืนยันตัวคืนให้หลังจากที่รับเงินซึ่งมีลักษณะเป็นเหรียญทองแดงมาคนละห้าเหรียญก็ปล่อยให้ทั้งสองคนเข้าเมืองไปอย่างง่ายดาย

             

            “ไปกันเถอะค่ะพี่หญิง”

             

            เซี่ยซูเหยาดึงไป่ฟานเซียนตามมาเป็นอย่างที่นางเห็นจากบนท้องฟ้าก่อนหน้านี้เมืองแห่งนี้ค่อนข้างจะมีกลิ่นอายของความเป็น “ตะวันตก” มากกว่าทั้งถนนหนทางที่ปูด้วยหินและอิฐอย่างดีทั้งบ้านเรือนยังเป็นระเบียบแบบนี้ทำให้นางสามารถนึกถึงภาพถ่ายของเมืองท่องเที่ยวจากอินเตอร์เน็ตพวกนั้น

             

            ที่แตกต่างคือรอบเมืองจะมีกำแพงสูงที่ใช้ป้องกันข้าศึกและสัตว์อสูรบางส่วนมาโจมตีทำให้มันบดบังทัศนวิสัยที่สวยงามไปจนหมด

             

            พวกนางสองคนมาเดินด้วยกันย่อมดึงดูดสายตาของคนอื่นได้ เซี่ยซูเหยาที่รู้ตัวก็ส่งสายตาข่มขู่เล็กๆออกไปแล้วดึงฮู้ดทั้งของนางและของพี่หญิงมาปกปิดหน้าตาเอาไว้

             

            แต่ก็เหมือนจะไม่ทันเสียแล้วเพราะเรื่องที่มีหญิงสาวหน้าตางดงามปรากฏขึ้นในเมืองกลายเป็นข่าวลือเงียบๆที่เล่ากันแบบปากต่อปากไปเรื่อยๆ

             

            “พี่หญิงสัมผัสอะไรได้บ้างไหมคะ?”

             

            เซี่ยซูเหยารู้ดีว่าสัมผัสสวรรค์ของไป่ฟานเซียนกว้างกว่านาง  เธอจึงหันมาถามยามที่ทั้งสองคนเดินทางมาจนถึงกลางเมืองที่มีผู้คนพลุกพล่านที่สุด

             

            ไป่ฟานเซียนส่ายหน้า นางไม่สามารถรับรู้ถึงสัมผัสของคนรู้จักได้ในเมืองนี้เลย

             

            “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ...อู๋เจี่ยก็บอกเรามาแล้วว่าแผ่นดินนี้ค่อนข้างจะกว้างใหญ่”  เซี่ยซูเหยาปลอบ  แค่ความจริงที่ว่าพวกนางบังเอิญโผล่มาในบริเวณที่ใกล้เคียงกันแบบนี้ก็น่าตกใจแล้ว

             

            เพราะแค่เมืองของเผ่าหูแมวอย่างเดียวยังมีมากกว่าสิบเมืองดังนั้นการจะพบคนอื่นๆที่นี่ถ้าพวกเขาอยู่จริงไป่ฟานเซียนย่อมสัมผัสได้นานแล้ว

             

             

            “เราค่อยๆตามหาพวกเขาก็แล้วกัน”

             

            นี่คือสิ่งที่ไป่ฟานเซียนตัดสินใจในที่สุด  นางประเมินระดับความอันตรายของมิตินี้จากสายตาแล้วจึงสรุปออกมา 

             

            นางไม่จำเป็นต้องรีบร้อน

             

            คนของนางจะอ่อนแอขนาดนั้นได้อย่างไร นางคิดเสียว่านี่เป็นเพียงการทดสอบเล็กๆที่มาโดยกะทันหันก็เท่านั้น นอกจากนี้ถึงจะเป็นพวกเด็กๆแต่เด็กเหล่านั้นก็มีพลังและเจตจำนงของนางปกป้องอยู่ ต่อให้การโจมตีจากระดับบรรพจารย์ยังทำอะไรไม่ได้  นางจะยังกังวลอะไรอีก

             

            อย่าลืมว่าก่อนนี้ฮุ่ยเอ๋อถึงขนาดเคยใช้ชีวิตอยู่ข้างกองขยะมาก่อนเสียด้วยซ้ำ

             

            นางเชื่อว่าหลังจากผ่านเรื่องนี้ไปคนของนางจะเติบโตขึ้นมาก พวกเขาจำเป็นจะต้องมีวิถีชีวิตของตัวเองเสียบ้างจะมาเดินตามนางต้อยๆตลอดไปก็คงจะไม่ดีนัก

             

            สิ่งเหล่านี้คือข้อสรุปหลังจากที่ใจเย็นลงแล้วของนาง 

             

             

            “ถ้าอย่างนั้นเราไปหาที่พักกันก่อนดีไหมคะ?ยังไงคืนนี้เราก็กะว่าจะค้างในเมืองนี้อยู่แล้ว” เซี่ยซูเหยายิ้มหลังจากที่ได้รับรู้ถึงการตัดสินใจของพี่หญิง  พวกนางกะจะอยู่ที่เมืองนี้สักสองสามวัน  อย่างไรก็พึ่งจะทะลุมิติมาโผล่ที่นี่ได้ไม่ถึงวันด้วยซ้ำข่าวคราวของคนอื่นๆย่อมไม่เดินทางมาเร็วเช่นนั้นแน่

             

            “เอาตามที่เจ้าว่าเถอะ...”

             

            ไป่ฟานเซียนไม่ขัดทำให้พวกนางตรงไปพักยังโรงแรมที่ค่อนข้างจะดูดี ด้านล่างของโรงแรมนั้นเป็นร้านอาหารและจะกลายเป็นร้านเหล้าในตอนกลางคืนทำให้ยิ่งเหมาะที่จะหาข่าวสารเป็นอย่างยิ่ง

             

            นอกจากนี้เจ้าของโรงแรมยังเป็นคุณป้าที่ดูใจดีเมื่อเธอเห็นว่าผู้ที่มาพักเป็นหญิงสาวสองคนที่เดินทางมากันเองก็จัดการยกห้องมุมที่ห่างไกลจากผู้คนให้ทั้งยังเตือนให้ดูแลตัวเองอย่างเป็นห่วงอีกต่างหาก

             

            พวกนางใช้เวลาช่วงบ่ายในการทำความเข้าใจโลกใบนี้วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตส่วนใหญ่นั้นคล้ายคลึงกับโลกของพวกนาง โอสถและสมุนไพรบางส่วนที่พกมาถูกเซี่ยซูเหยานำไปขายให้ร้านขายยาเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในช่วงนี้

             

            ยามค่ำคืนมาถึงอย่างรวดเร็วสิ่งที่ทำให้พวกนางแปลกใจก็คือก้อนหินแปลกประหลาดที่ไม่มีในโลกซึ่งถูกนำมาใช้ในการให้แสงสว่าง มันติดอยู่ตามจุดต่างๆของเมืองทำให้ยามค่ำคืนก็ยังคงสว่างไสวอยู่

             

            ผู้คนที่ทำงานมาทั้งวันย่อมต้องมีการสังสรรค์กันเป็นปกติให้ทั้งร้านอาหารและร้านเหล้าที่เปิดในตอนกลางคืนได้รับความนิยมจนมีลูกค้ามานั่งกันแน่นขนัด

             

            ที่ด้านล่างโรงแรมที่พวกนางพักอยู่ก็เช่นเดียวกันเมื่อมาถึงช่วงเวลาอาหารเย็น หญิงสาวทั้งสองคนก็เดินลงมาจากห้องพัก เพียงแต่ครั้งนี้พวกลูกค้าในร้านต่างหันมาจับจ้องพวกนางแปลกๆ

             

            พวกนางไม่ได้ใส่ผ้าคลุม!

             

            ทำให้สัดส่วนและใบหน้าที่งดงามของหญิงสาวถูกเปิดเผยออกมาจนหมด สำหรับเมืองติดชายแดนเช่นนี้โอกาสที่จะได้เห็นสาวงามหยาดเยิ้มขนาดนี้ย่อมไม่เคยมีมาก่อน  ดังนั้นไม่ว่าจะชายหรือหญิงก็ต้องตะลึงค้างกับภาพที่เห็นกันทั้งนั้น

             

            พวกเขาหลายคนมั่นใจว่าสองคนนี้ต้องเป็นหญิงสาวจากข่าวลือเมื่อตอนบ่ายแน่นอน

             

            ในตอนแรกเซี่ยซูเหยาขมวดคิ้วไม่พอใจ แต่กลับถูกไป่ฟานเซียนยกมือห้ามเอาไว้ก่อน

             

            “...บางทีแบบนี้อาจจะดีกว่า”

             

            ไป่ฟานเซียนอธิบายให้เซี่ยซูเหยาฟัง

             

            “ถ้าเราหาพวกเขาไม่เจอก็ไปอยู่ในจุดที่พวกเขาสามารถเห็นเราได้ง่ายๆ” 

             

            เช่นการเป็นคนดังและมีชื่อเสียงไงล่ะ

             

            ถึงมันจะค่อนข้างน่ารำคาญไปบ้างสำหรับไป่ฟานเซียนแต่มันก็ไม่มีทางเลือก ถึงจะไม่รีบร้อนแล้วแต่นางก็อยากจะตามหาเหล่าผู้ติดตามของนางให้เจอ หรือไม่ก็ให้พวกเขามาหานาง  อย่างน้อยมันก็น่าจะดีกว่าการบินตะลอนๆตามหาไปเรื่อยๆอย่างไม่รู้จุดหมาย

     

            นางจึงต้องการสายข่าวที่มีประสิทธิภาพ  และทำตัวให้เป็นที่รู้จัก เซี่ยซูเหยาที่ได้ยินสิ่งที่พี่หญิงของเธอคิดพยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วย

             

            แม้ว่าการกระทำแบบนี้มันมักจะเป็นการดึงดูดปัญหาส่วนหนึ่งมาให้โดยไม่ตั้งใจก็ตาม

             

            เช่นตอนนี้

             

            “ว่าไงน้องสาว  สนใจไปนั่งโต๊ะเดียวกับพวกฉันไหม?” คนที่เข้ามาทักพวกนางคือชายร่างใหญ่ที่ท่าทางเมาแอ๋  ในมือของเขายังถือแก้วขนาดใหญ่เอาไว้ไม่ปล่อย

             

            เซี่ยซูเหยาเหลือบมองด้วยหางตาทางนั้นมีกลุ่มคนที่น่าจะเป็นเพื่อนของชายคนนี้กำลังมองมาขณะที่หัวเราะกันเสียงดังโวยวาย

             

            พวกนางเลือกที่จะไม่สนใจแล้วไปนั่งกันตามลำพังแต่ท่าทางเช่นนั้นก็ทำให้มีผู้คนเข้ามาวุ่นวายไม่หยุด

             

            “นี่สาวน้อยเดินทางสองคนมันอันตรายนา?”

             

            “นั่นสิมาอยู่กับพวกพี่ไหมจ๊ะ?”

             

            “พวกพี่จะดูแลทั้งสองคนอย่างดีไม่ให้ต้องออกไปลำบากเลยล่ะ”

             

            เริ่มมีคนมามุงที่โต๊ะของทั้งสองคนเรื่อยๆ  คุณป้าเจ้าของร้านขมวดคิ้วแล้วเข้าไปช่วย แต่ว่าเสียงของไป่ฟานเซียนกลับดังขึ้นอย่างสงบเสียก่อน

             

            “อย่ารุนแรงนักล่ะ...เรายังไม่รู้กฎระเบียบของโลกนี้ดีนัก”

             

            “...ค่ะพี่หญิง”

             

             

            “อ๊าก!!”

             

            หลังการสนทนาของทั้งสองสาวเหล่าชายฉกรรจ์ที่ไปรุมล้อมโต๊ะกลับแตกกระเจิงขึ้นมากะทันหัน พวกเขาหลายคนหมดสติในขณะที่บางส่วนตามร่างกายเริ่มปรากฏรอยช้ำสีม่วงที่สามารถทำให้ลงไปนอนทุรนทุรายที่พื้นได้ในทันที!

             

            ทุกคนที่อยู่วงนอกต่างตกตะลึงพวกเขาไม่เห็นว่าหญิงสาวทั้งสองลงมืออย่างไรพวกนางแค่นั่งเฉยๆผู้ชายหกเจ็ดคนก็ลงไปกองที่พื้นเสียแล้ว!

             

            “พวกเธอทำอะไรหัวหน้า!”

             

            ดูเหมือนว่าเจ้าชายร่างใหญ่นั้นจะเป็นหัวหน้าของหลายๆคนในร้านนี้พอเห็นว่าเขาก็เป็นหนึ่งในคนที่ลงไปดิ้นที่พื้นเพราะความเจ็บปวดก็ทำหน้าตาตื่นวิ่งเข้ามาล้อมไว้

             

            “ทำอะไรกันคะ?  พวกเราก็นั่งเฉยๆนี่นา?”เซี่ยซูเหยาเลิกคิ้วอย่างใสซื่อเสมือนว่าเรื่องราวพวกนี้ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเธอ 

             

            ซึ่งก็เริ่มมีหลายคนในร้านที่พอจะมีสติอยู่บ้างพูดช่วยเหลือ 

             

            “ใช่แล้ว...สาวน้อยสองคนนั้นแค่นั่งอยู่เฉยๆข้าเป็นพยานได้”  ชายชราที่มีหูแมวบนหัวคนหนึ่งลุกออกมาเขาเดินมาเผชิญหน้ากับกลุ่มคนเหล่านั้นโดยไม่กลัวเกรง  กลับกลายเป็นพวกเขาเสียอีกที่ดูจะหวาดกลัวชายชราคนนี้อยู่หน่อยๆ

             

            นอกจากเขาแล้วก็ยังมีอีกหลายคนในร้านที่พูดเป็นเสียงเดียวกันพวกเขาค่อนข้างจะไม่พอใจคนกลุ่มนี้อยู่แล้วจึงร่วมผสมโรงอย่างยินดี แม้ว่าในใจพวกเขาจะรู้ดีว่าคนที่ลงมือจะต้องเป็นทั้งสองคนนั้นแน่ๆก็ตาม

             

            แต่มันไม่มีหลักฐานไม่มีใครเห็นว่าพวกนางลงมืออย่างไร นางไม่แม้แต่จะขยับมือกันเลยด้วยซ้ำ  ดังนั้นใครจะมาเอาเรื่องพวกนางได้เล่า?

             

            สุดท้ายก็มีเจ้าหน้าที่หลายคนที่เป็นคนของทางการเข้ามา พวกเขาประหลาดใจกับสภาพกลุ่มคนที่ลงไปชักดิ้นชักงอบนพื้น  แต่เมื่อพวกเขาจะเข้าไปช่วยเหลือ คนเหล่านั้นกลับไม่ปรากฏบาดแปลใดๆบนร่างกายแม้แต่จุดเดียว

             

            แม้แต่รอยช้ำสีม่วงพวกนั้นก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย

             

            เมื่อฟังจากปากคำพยาน พวกเขาจึงสรุปว่าคนพวกนี้ต้องการจะแสดงละครเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากนักเดินทางอย่างหญิงสาวสองคนนั่นเท่านั้น

             

            “ฉันเก่งไหมคะพี่หญิง?”

             

            เซี่ยซูเหยายิ้มขณะที่หันไปถามไป่ฟานเซียนเพื่อขอคำชม  นางสามารถควบคุมพิษในร่างกายได้ดีขึ้นมากทั้งชนิดและความรุนแรงกำหนดได้ดั่งใจทั้งยังสามารถถอนพิษของนางเองออกมาจากร่างกายเป้าหมายได้ง่ายดายเช่นนี้ด้วย 

             

            ไป่ฟานเซียนเพียงยิ้มบางๆเป็นคำตอบแต่แค่นั้นก็ทำให้เซี่ยซูเหยามีความสุขที่ได้ช่วยเหลือพี่หญิงของเธอแล้ว

             

            ระหว่างที่ทั้งสองสาวกำลังจะเริ่มเพลิดเพลินกับมื้อค่ำที่คุณป้าเจ้าของโรงแรมเอามาเสิร์ฟทั้งยังแถมให้เป็นพิเศษ  ข่าวลือเรื่องของ “สองพี่น้อง”ที่ทั้งงดงามทั้งอันตรายในเวลาเดียวกันก็เริ่มกระจายไปตามช่องทางใต้ดินของเมืองอย่างเงียบๆ

             

            เพราะทั้งชายร่างใหญ่นั้นและกลุ่มลูกน้องของเขาเป็นขาใหญ่คนหนึ่งของเมือง เรื่องที่พวกเขาถูกสองพี่น้องนี่เล่นงานเสียยับเยินโดยที่หาหลักฐานมาเอาผิดไม่ได้กลายเป็นเรื่องที่คนเริ่มพูดถึง

             

            เรื่องราวมันเริ่มเป็นไปตามความต้องการของไป่ฟานเซียน นางได้แต่หวังว่ามันจะไปถึงหูคนของนางเข้าสักวัน...

             

            นางเหลือเพียงตามหาแหล่งข่าวที่นางจะสามารถหาข้อมูลจากนอกเมืองนี้ได้ให้เจอ

             

            ในตอนนั้นเอง ชายชราที่เป็นคนแรกซึ่งออกมาพูดช่วยเหลือพวกนางก็เดินมาหา

             

             

            “สวัสดี...ข้าชื่ออีธาน  เป็นหัวหน้าสมาพันธ์นักเดินทางของเมืองนี้  พวกเจ้ามาจากไหนกันล่ะ?”

             

             

            ...ดูเหมือนว่านางจะหาแหล่งข่าวได้เร็วกว่าที่คิดเสียแล้ว

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องรู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress ที่คุณอ่าน