สวรรค์นิรันดร์กาล

    ตงจวิ้น

            ทั้งดาบและกระบี่ในมือของฉางเฟิงนั้นเป็นเพียงอาวุธทั่วๆไปไม่ได้แข็งแกร่งอะไรเลยแต่ว่าสำหรับผู้ใช้กระบี่และดาบที่แท้จริงกิ่งไม้ยังกลายเป็นกระบี่ชั้นยอดได้ตอนนี้ชายชราผมเขียมมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าว่างเปล่า มดอเวจีแม้มันจะไม่แข็งแกร่งมากนักเมื่อเทียบกับอสูรทั่วไปแต่มันกลับมีจำนวนมากและร่วมมือกันเป็นทีม

            แต่ฉางเฟิงกลับสามารถจัดการมดอเวจีได้อย่างอยู่หมัดทุกการโจมตีล้วนถูกฉางเฟิงปักป้องและสวนกลับได้อย่างแม่นยำเรียกได้ว่ามันไม่เหมือนกับฉางเฟิงกำลังทดสอบอยู่แต่ฉางเฟิงกำลังล่ามดอเวจีอยู่ต่างหาก

            “ฮ่าฮ่า ข้าบอกแล้วนายน้อยของข้านั้นแข็งแกร่งในระดับเดียวกันไม่มีใครเทียบได้อีกแล้วนี่ถ้าไม่ติดว่าจิตใจและร่างกายของนายน้อยยังไม่แข็งแกร่งพอจะควบคุมพลังที่แท้จริงได้ละก็นายน้อยคงกลายเป็นตัวตนที่แม้แต่เทพยังต้องก้มหัวให้แล้ว”เสี่ยวจินกล่าว

            “เจ้าหมายความว่ายังไง”ร่างของชายชราสั่นสะท้าน

            “เหอะตอนนายน้อยถือกำเนิดขึ้นมาดวงจิตก็ไปถึงระดับเทพแล้ว” เสี่ยวจินหัวเราะ

            “อะไรนะดวงจิตระดับเทพตั้งแต่กำเนิดงั้นเหรอ บัดซบแล้วทำไมเรื่องสำคัญแบบนี้เจ้าพึ่งมาพูดถ้าเจ้ากล่าวมาตั้งแต่แรกข้าจะไปเสียเวลาทดสอบเขาทำไม”ชายชราผมเขียวทั้งตื่นตระหนก ดีใจและโกรธในเวลาเดียวกัน

            หลังจากที่จัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้แล้วชายชราผมเขียวก็นั่งหอบหายใจก่อนจะมองไปที่เสี่ยวจินที่นอนหัวเราะชอบใจอยู่

            “พอแล้วพอแล้วเขาผ่านการทดสอบแล้ว” ชายชราผมเขียวโบกมือร่างของฉางเฟิงที่กำลังสนุกอยู่กับการสังหารมดอเวจีก็ปรากฎในห้องๆหนึ่ง

            “ยินดีด้วยกับนายน้อยที่ผ่านการทดสอบ”เสียงของเสี่ยวจินดังขึ้น

            “เป็นเจ้าข้าว่าแล้วเจ้าหายไปนานที่แท้เจ้าก็มาเที่ยวเล่นอยู่ที่นี่” ฉางเฟิงชี้ไปทางเสี่ยวจินทันที

            “นายน้อยกล่าวผิดแล้วข้าถูกตาแก่นี่กักขังอยู่ที่นี่ต่างหาก”เสี่ยวจินรีบชี้ไปทางชายชราผมเขียว

            “ผิดแล้วอย่างข้าหนะหรือจะไปกักขังเจ้าได้ เจ้าไม่อยากจะกลับไปเองต่างหาก” ชายชราผมเขียวยิ้มชั่วร้ายออกมา

            เสี่ยวจินชอบหัวเราะเยาะตนเองดีนักชายชราจึงอยากจะแกล้งเสี่ยวจินกลับ

            “ตาแก่เจ้าจะพูดแบบนี้ไม่ได้นะ ไม่งั้นข้าได้ตายแน่” เสี่ยวจินคำรามด้วยความโกรธ

            "ข้าให้ไปหาสมุนไพรมาให้ข้า หาไม่ได้ข้าไม่ว่าแต่ดันมาเที่ยวเล่นไม่สนใจงานที่ข้ามอบให้เสี่ยวจินดูเหมือนเจ้าจะไม่มองข้าเป็นนายน้อยอีกแล้ว” ฉางเฟิงเค้นเสียงออกมา

            “ไม่มีทางเสี่ยวจินนั้นเคารพนายน้อยตลอดไม่มีทางทำเรื่องแบบนั้นอยู่แล้วดูนี่สินายน้อยไม่เห็นเหรอในห้องนี้มีค่ายกลระดับพระเจ้าปกป้องอยู่ตัวตนอย่างข้าแม้จะยากหนีก็หนีไม่ได้”เสี่ยวจินกล่าว

            ฉางเฟิงหันมองไปรอบๆและรู้สึกได้ว่าค่ายกลเหล่านี้ทรงพลังจนตนเองไม่อาจจะมองออก

            “นี่มันค่ายกลระดับพระเจ้าจริงๆงั้นเหรอ”ฉางเฟิงกล่าว

            “แน่นอนค่ายกลนี้ทรงพลังมากแม้แต่ข้าก็ทำลายไม่ได้เลยต้องติดอยู่ที่นี่และรอให้นายน้อยมาช่วย”เสี่ยวจินเข้ามาเกาะข้าฉางเฟิงและทำท่าทางอ้อนวอน

            “ฮึครั้งนี้ข้าจะให้อภัยก็แล้วกัน ว่าแต่ว่าผู้อาวุโสท่านนี้คือ...” ฉางเฟิงหันไปทางชายชราผมเขียว

            “ก่อนอื่นข้าอยากจะให้เจ้าคลายผนึกสายเลือดของตนเองก่อน”ชายชราได้ยินจากเสี่ยวจินมาแล้วว่าสายเลือดของฉางเฟิงมีความเกี่ยวข้องกับตนเอง

            “ไม่มีปัญหา”

            ฉางเฟิงคลานยผนึกทันทีพริบตาผมของฉางเฟิงก็กลับเป็นสีเขียวและมีกลิ่นอายที่แข็งแกร่งปะทุออกมาใบหน้าของชายชราผมเขียวตื่นเต้นดีใจอย่างมาก

            “สายเลือดนี้มันสายเลือดแห่งชีวิตไม่สิ มันมีสายเลือดโกลาหลด้วย เดี๋ยวก่อนทำไมมีสายเลือดของมังกรโบราณด้วยนี่มันคืออะไรกัน” ชายชรากล่าวด้วยสีหน้าสับสน

            “เพราะในหลายๆเรื่องสายเลือดของนายน้อยมีสายเลือดของภูติแท้โกลาหลจริง แต่เพราะนายท่านของข้าได้ผสานสุดยอดสายเลือดเข้าด้วยกันทำให้ถือกำเนิดสายเลือดใหม่ขึ้นมานามนั้นคือ เทพมังกรโกลาหล” เสี่ยวจินกล่าว

            “เทพมังกรโกลาหลงั้นเหรอยอดเยี่ยม สายเลือดนี้แข็งแกร่งกว่าภูติแท้โกลาหลเสียอีกแต่ถึงอย่างงั้นก็ยังมีพื้นฐานของเผ่าภูติอยู่ดี”ชายชราผมเขียวเข้าไปหาฉางเฟิงก่อนจะสำรวจฉางเฟิงอย่างละเอียด

            “เอ่อนี่ตกลงแล้วมันเกิดอะไรขึ้น” ฉางเฟิงรู้สึกงุนงง

            “ดูเหมือนเจ้าจะยังไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับเขาเลยสินะ”ชายชราผมเขียวกล่าว

            “นายน้อยอายุยัง16 ปีอยู่เลยเจ้าจะให้เขารับรู้เรื่องราวในตอนนั้นจริงๆงั้นเหรอ” เสี่ยวจินกล่าว

            “เรื่องอะไรทำไมเจ้าถึงไม่บอกข้า” ฉางเฟิงกล่าว

            “จริงๆข้ารอให้ถึงเวลาที่เหมาะสมก่อนข้าถึงจะบอกนายน้อยแต่ในเมื่อนายน้อยได้มาเจอกับภูติแห่งชีวิตแล้วข้าก็คงต้องบอกในตัวของนายน้อยถือว่ามีสายเลือดของภูติแท้โกลาหลใหลเวียนอยู่

            แน่นอนว่าตอนนี้มันได้พัฒนากลายเป็นสายเลือดเทพมังกรโกลาหลแล้วแต่พื้นฐานของสายเลือดก็ยังเป็นของภูติแท้โกลาหล และทักษะที่นายน้อยบ่มเพาะอยู่คำภีร์โกลาหลคือมรดกสืบทอดของเผ่าภูติแท้โกลาหล” เสี่ยวจินกล่าว

            “อะไรเขาถึงกับบ่มเพาะคัมภีร์โกลาหลงั้นเหรอแล้วเจ้าฝึกฝนถึงใหนแล้ว” ชายชราผมเขียวตื่นตะลึงมากตอนนี้

            “สำเร็จขั้นแรกแล้ว”ฉางเฟิงกล่าว

            “สำเร็จขั้นแรกแสดงว่าเจ้าได้เลือกเส้นทางของตัวเองแล้วใหนเส้นทางใหนที่เจ้าเลือก”

            “กายาโกลาหล”

            “อะไรนะเจ้าเลือกเส้นทางนี้จริงๆงั้นเหรอ แล้วผ่านการหวนคืนกี่ครั้ง”

            “เก้าครั้ง”

            “เป็นไปไม่ได้อายุ 16 ปีแต่กลับหวนคืนครบเก้าครั้ง ดวงจิตระดับเทพแต่กำเนิด หวนคืน 9ครั้งตั้งแต่อายุ 16 นี่มันตัวตนบ้าอะไรกันทำไมมันดูไร้สาระขนาดนี้ ไม่สิเพราะแบบนี้เขาถึงคือความหวัง” ชายชราผมเขียวบ่นพึมพำคนเดียวราวกับคนบ้า

            “เอ่อสรุปแล้วมันยังไงกันแน่” ฉางเฟิงสับสนไปหมด

            “ใหนขอข้าดูดอกบัวโกลาหลของเจ้าหน่อย” ชายชราผมเขียวไม่รอให้ฉางเฟิงตอบก็ดึงเสื้อของฉางเฟิงออกและดูที่แผ่นหลังของฉางเฟิงทันที

            “ไม่ผิดนี่คือกายาโกลาหลที่จริงๆ หวนคืน 9 ครั้ง ฮ่า ฮ่า ตำนานจะกลับมาอีกครั้ง ไอ้พวกบัดซบเผ่ากลืนกินพวกเจ้าเตรียมใจรอวันตายได้เลย”ชายชราผมเขียวคำรามด้วยความโกรธ

            “เอ่อ........”ฉางเฟิงยังคงสับสน

            “อ่าจริงสิ ข้าจะตอบคำถามให้กับเจ้าเท่าที่ข้าจะตอบได้ก็แล้วกัน ก่อนอื่นเลยข้ามีนามว่าตงจวิ้นเป็นผู้พิทักษ์คนสุดท้ายของเผ่าภูติแห่งชีวิตและที่เจ้าอยู่ในตอนนี้คือแดนลับของเผ่าภูติแห่งชีวิต”ตงจวิ้นกล่าว

            “เผ่าภูติแห่งชีวิตงั้นเหรอ”ฉางเฟิงนั้นไม่เคยเจอเผ่าอื่นเลยนอกจากมนุษย์ดังนั้นจึงตกใจมากเมื่อรู้ว่าตนเองได้เจอเผ่าพันธุ์อื่น

            พรุ่งนี้งด 1 วัน