บทที่ 48 ยุยงไม่สำเร็จกลับถูกฆ่าตาย (รีไรต์)
เฉินฮ่าวรับขนมจากเสิ่นอวิ๋นหรานพร้อมกับกล่าวขอบคุณทั้งสามคน จากนั้นเขาก็ออกจากที่นั่นไปกับตี้เจียงด้วยความอาลัยอาวรณ์
เฉินฮ่าวเดินตามตี้เจียงออกมาจากตึกสอง พวกเขาทั้งคู่ไม่รีบร้อนออกไปไหน แต่ตรงไปที่ตึกหนึ่ง
ทั้งสองคนค้นหาไปทั่วตึกหนึ่ง พวกเขาพบว่าทุกคนที่อยู่ในตึกหนึ่งนั้นตายหมดแล้ว พวกเขานับจำนวนห้องว่างในตึกหนึ่งอย่างคร่าว ๆ ก่อนจะขึ้นรถออกไป
เช้าวันรุ่งขึ้น ลั่วฉิงเทียนนอนหลับสบายอย่างไม่ค่อยจะได้ทำบ่อยนัก
แต่เช้าตรู่ก็มีคนมาเคาะประตูหน้าบ้าน
เสิ่นอวิ๋นหรานเป็นคนไปเปิดประตู เมื่อเปิดประตูออกก็เห็นเฉินฮ่าวที่เพิ่งเจอกันเมื่อวานนี้ ส่วนอีกคนเธอไม่รู้จัก เฉินฮ่าวยกกระต่ายกลายพันธุ์ในมือขึ้น
“นี่ครับคุณผู้หญิง สวัสดีครับ ผมมาที่นี่เมื่อวานนี้คุณจำผมได้ไหมครับ”
เสิ่นอวิ๋นหรานพยักหน้า
“สวัสดีค่ะ พี่ฉิงเทียนยังนอนหลับอยู่ ฉันจะไปปลุกเธอก่อน เชิญเข้ามาข้างในก่อนนะคะ! อย่าลืมเปลี่ยนรองเท้าด้วย”
เสิ่นอวิ๋นหราน เรียกทั้งสองคนเข้ามาในบ้าน แล้วเดินขึ้นไปชั้นบนเพื่อไปหาลั่วฉิงเทียน
ลั่วฉิงเทียนได้ยินเสิ่นอวิ๋นหรานพูดแบบนั้น ก็รู้ว่านี่คือคนที่ตี้เจียงส่งมาประสานงานกับเธอ ลั่วฉิงเทียนลุกจากเตียง แต่งตัวแล้วลงมาชั้นล่าง
เฉินฮ่าวเห็นลั่วฉิงเทียนเดินลงมาจึงยิ้มทักทาย
“ฉิงเทียน พวกเรามาแล้ว คนนี้คือคนที่พลังตื่นขึ้นมาพร้อมพลังพิเศษควบคุมมิติในหน่วยของพวกเรา เขาชื่อหม่าจี้”
ลั่วฉิงเทียนพยักหน้าให้หม่าจี้ หม่าจี้มองลั่วฉิงเทียนด้วยความประหลาดใจ เขาไม่คิดว่าลั่วฉิงเทียนที่เฉินฮ่าวพูดถึงจะเป็นแค่หญิงสาวตัวเล็ก ๆ
เขายื่นมือออกไปหา ลั่วฉิงเทียน
“สวัสดีคุณลั่ว ผมชื่อหม่าจี้ ทำหน้าที่รับผิดชอบประสานงานกับคุณครับ นี่คือวิทยุสื่อสารสำหรับหน่วยงานของเรา เวลาที่คุณเตรียมข้าวเสร็จแล้ว สามารถใช้วิทยุสื่อสารเรียกผมให้มารับได้เลยครับ”
ลั่วฉิงเทียน รับวิทยุสื่อสารมา
“ระยะของวิทยุสื่อสาร ไม่ได้ไกลสุดแค่แปดกิโลเมตรหรอ เท่าที่ฉันรู้ ค่ายของพวกคุณน่าจะอยู่นอกระยะนี้ไม่ใช่เหรอ?”
เฉินฮ่าวชี้ไปที่นอกหน้าต่าง
“ฉิงเทียน จริง ๆ แล้วเมื่อวานตอนออกไปพวกเราพบว่าตึกหมายเลขหนึ่งไม่มีคนอยู่เลย! ดังนั้นพวกเราทั้งหมดจึงย้ายมาอยู่ที่นี่ ตอนนี้ตึกหมายเลขสองและสามมีห้องว่างอยู่ พวกเราทุกคนในกองทัพย้ายมาอยู่ที่นี่แล้วครับ”
ลั่วฉิงเทียนเดินไปที่หน้าต่างมองลงไปด้านล่าง
จริงอย่างที่คาด รถบรรทุกหิมะของกองทัพจอดเต็มทั้งในและนอกย่านที่อยู่อาศัย อีกทั้งยังมีผู้คนมากมายโผล่หน้าออกมาจากตึกต่าง ๆ มองมาทางนี้
แม้แต่ในย่านเองก็มีคนไม่น้อยเดินลงไปทักทายกับคนของกองทัพ
ตี้เจียงยืนอยู่ข้าง ๆ ขบวนรถจ้องมองทหารเหล่านี้จัดของอยู่ เมื่อลั่วฉิงเทียนมองมาเขาก็รู้สึกได้ราวกับมีสัมผัสพิเศษ
เขาเงยหน้าขึ้นมองไปทางลั่วฉิงเทียน
แม้ทั้งสองคนจะอยู่ห่างกันมาก แต่ต่างก็รู้สึกได้ถึงสายตาของอีกฝ่าย ลั่วฉิงเทียนรู้สึกไม่ค่อยดีกับตี้เจียงเท่าไหร่
เธอหดตัวกลับเข้าไปและรูดม่านปิดทันที
ตี้เจียงมองลั่วฉิงเทียนที่กลับเข้าไปอย่างงุนงง เขาเกาจมูกแล้วพูดกับตัวเอง
“เราก็ไม่ได้ทำอะไรให้เธอโกรธนี่นา?”
ตี้เจียงกำลังครุ่นคิด อยู่ ๆ ก็มีชายผู้โชคดีคนหนึ่งเดินเข้ามาหา
“สวัสดีครับนายท่าน พวกท่านเป็นทหารใช่ไหมครับ? พวกท่านมาช่วยพวกเราใช่ไหม? พวกเราที่นี่ลำบากกันเหลือเกิน!”
พูดจบชายคนนั้นก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น ตี้เจียงมองหน้าเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“พวกเราเป็นทหาร แต่ไม่ได้มาช่วยพวกคุณ หากอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป ก็ต้องพึ่งตัวเอง”
ชายคนนั้นได้ยินดังนั้น ก็มีสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
ตี้เจียงไม่สนใจเขาอีกต่อไป เขาสั่งให้ทุกคนไปซ่อมอุปกรณ์และหน้าต่างตามห้องพัก ตอนนี้มีคนสามคนเดินลงมาจากตึกหมายเลขสอง
พวกเขามองขึ้นไปบนตึกอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็เดินมาหาตี้เจียง
“นายท่าน พวกเรามีเรื่องจะรายงาน!”
ตี้เจียงขมวดคิ้วแล้วมองไปที่คนกลุ่มนั้น
“รายงานเรื่องอะไร?
พวกนั้นมองขึ้นไปบนตึก พลางพูดด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกว่า
“ ผู้หญิงที่อยู่ชั้นสามสิบสาม นั่นไม่ใช่มนุษย์หรอกครับ เธอเป็นปีศาจ! เธอฆ่าคนตายไปหลายคนแล้ว คนในชั้นของเราโดนเธอฆ่าตายไปหลายคน ท่านครับ ในเมื่อพวกท่านมาถึงแล้วช่วยจับตัวเธอไปทีเถอะครับ!”
“ใช่ครับท่าน ภรรยาของผมก็โดนเธอฆ่าตาย!”
“ใช่ ๆ ๆ ภรรยาของผมก็โดนเธอฆ่าเหมือนกัน!”
ทั้งสามคนพูดไปปิดหน้าร้องไห้ไป ส่วนรองผู้กำกับหลี่ก็ยืนฟังด้วยความตกตะลึง มองขึ้นไปบนชั้นสามสิบสามด้วยความโกรธ
“ใครอยู่ชั้นสามสิบสามกันแน่ ทำไมถึงได้เลวร้ายขนาดนี้ ฆ่าคนตายไปตั้งมากมาย! หัวหน้าครับ พวกเราขึ้นไปดูกันเถอะครับ”
รองผู้บัญชาการหลี่พูดพลางเอามือลูบปืนที่เอว แต่ตี้เจียงกลับไม่ขยับแถมยังมองพวกที่ฟ้องเขายิ้ม ๆ อีกต่างหาก
“พวกคุณบอกว่าคนที่อยู่ชั้นสามสิบสามฆ่าภรรยาของพวกคุณ? เล่ามาสิว่าเธอฆ่ายังไง แล้วทำไมเธอถึงต้องฆ่าภรรยาของพวกคุณ?”
หนึ่งในนั้นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดว่า
“เธออยากได้ของของพวกเราแต่ภรรยาผมไม่ให้ เธอเลยฆ่าภรรยาผมทิ้งซะดื้อ ๆ!”
“ใช่ ๆ ข้าวของที่บ้านผมก็ถูกปล้นไป นายท่านช่วยพวกเราเอาเสบียงของพวกเรากลับมาด้วย!”
“ใช่ ๆ บ้านฉันก็โดน!”
ทั้งสามคนพูดพลางเริ่มร้องไห้ ตี้เจียงมองดูทั้งสามคนแล้วก็หัวเราะออกมา
“พวกคุณบอกว่าเสบียงอาหารถูกปล้นไปงั้นเหรอ” ตี้เจียงพูดพลางดึงปืนพกที่เหน็บอยู่ข้างเอวออกมา
“ใช่ ๆ นายท่าน บ้านของผู้หญิงคนนั้นมีแต่เสบียงอาหารที่เธอปล้นเขามาทั้งนั้น ขอแค่ฆ่าเธอพวกเราเต็มใจมอบเสบียงอาหารพวกนั้นให้ท่านนายพลทั้งหมด ท่านนายพลแค่แบ่งส่วนของพวกเราคืนมาให้พวกเราคนละนิดหน่อยก็พอ”
ในตอนนี้รองผู้บัญชาการหลี่ที่ยืนฟังพวกเขาพูดอยู่ข้าง ๆ ก็พอจะเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว
ส่วนตี้เจียงในตอนนี้ก็ได้เล็งปืนไปที่ชายร่างกำยำที่อยู่ใกล้ที่สุด
“ปัง!” เสียงปืนดังสนั่น ชายคนนั้นมองหน้าอกของตัวเองที่ถูกยิงทะลุด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ
“ท่าน!”
ตี้เจียงก้าวเท้าไปข้างหน้าแล้วเตะเขาจนกระเด็นออกไป ก่อนจะเล็งปืนไปที่ชายอีกสองคนที่เหลือ
“ภรรยาพวกแกตายยังไง พวกแกไม่รู้หรือไงฮะ! ดมกลิ่นเหม็นศพที่ตัวพวกแกก่อนเถอะ ยังมีหน้ามาใส่ร้ายคนอื่นอีก”
ตอนนี้ พวกมันสองคนที่เหลือ ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ไม่คิดจะแก้ตัวอะไรอีก วิ่งหนีไปทันที
ตี้เจียง มองตามหลังคนทั้งสองไปอย่างเย็นชา
“ปัง ปัง!”
เสียงปืนดังขึ้นอีกสองครั้ง ลูกกระสุนเจาะทะลุหัวใจของคนทั้งสอง พวกมันล้มลงกับพื้นแน่นิ่งไป
รองผู้บัญชาการหลี่มองตี้เจียงด้วยความตกตะลึง
“หัวหน้า ท่าน...”
รองผู้บัญชาการหลี่พูดไม่ออก ถึงแม้จะพอเดาได้บ้างแต่ก็ไม่อยากจะเชื่อ
ตี้เจียงเก็บปืนแล้วพูดว่า
“อย่าไปเชื่อคำพูดของพวกมันง่าย ๆ ดูสิ พวกมันแต่งตัวรุ่งริ่ง แต่ร่างกายแข็งแรง ไม่เห็นเหมือนคนอดอยากตรงไหน แถมตัวยังมีแต่กลิ่นศพเหม็นคลุ้ง ไม่ต้องคิดให้มากความก็รู้ว่าพวกมันเอาชีวิตรอดมาได้ยังไง แล้ว ลั่วฉิงเทียน ที่อยู่ชั้นสามสิบสามก็เป็นคนให้เสบียงกับพวกเรา เธอจะต้องออกไปแย่งเสบียงคนอื่นทำไม?”
ในที่สุดรองผู้บัญชาการหลี่ก็ค่อย ๆ นึกขึ้นได้ว่า คนที่อยู่ที่ชั้นสามสิบสามนั้นคือใคร
ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นหญิงสาวที่ขี่เสือออกไปข้างนอกยังไงล่ะ! คนแบบนั้นไม่มีทางที่จะไปแย่งเสบียงของคนอื่นหรอก
ไม่งั้นเธอคงไม่เอาเสบียงจำนวนมากมายขนาดนั้นไปให้ผู้บังคับบัญชาของเขาหรอก
สามวันต่อมา ลั่วฉิงเทียนใช้เครื่องส่งรับวิทยุเรียกหม่าจี้ให้มาหา ก่อนจะมอบเสบียงจำนวน 1,000 จิน ให้พวกเขาไป โดยในนั้นมีมันฝรั่ง 500 จิน แป้งสาลี 200 จิน และข้าวสารอีก 300 จิน