ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ประมาณ30นาที บุรุษหนุ่มพเนจรซึ่งตกอยู่ในธารลาวาขนาดใหญ่เต็มไปด้วยอำนาจเผาผลาญและพลังอันร้อนแรง เขาได้พบเจอกับสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่สี่เท้าที่อาศัยอยู่ใต้ทะเลของเหลวสีแดงที่อยู่ลึกลงไปใต้พื้นพิภพกว่าหลายกิโลเมตร เป็นหมาป่าที่มีขนสีเงินสลับแดงและมีเขาสีทองงอกออกมาตรงกลางหน้าผากคล้ายกับหอกสายฟ้า รัศมีสีแดงเข้มปนทองแผ่กระจายออกมาจากร่างลอยปกคลุมทั่วอาณาบริเวณ ดวงตาสีน้ำเงินเข้มครามขนาดใหญ่จ้องลงมาที่ตัวของเขาในขณะที่ลอยอยู่ท่ามกลางมวลมหาอัคคีเหลวอันร้อนระอุเดือดพล่านอยู่ตลอดเวลา
"เจ้าพูดได้ด้วยหรือนี่ พลังมหาศาลขนาดนี้ นี่เจ้าเป็นตัวอะไรกันแน่?"
ความรู้สึกประหม่าของไคลม์เพิ่งปรากฏออกมาให้เห็นนับตั้งแต่เจ้าสิ่งมีชีวิตตนนี้ปรากฏตัวกฏตัวออกมา เขาสัมผัสถึงพลังอำนาจเร้นลับจากตัวของมันได้ สัญชาตญาณของเขาบอกกับตัวเองว่าสิ่งมีชีวิตตอนนี้หาใช่สิ่งมีชีวิตธรรมดาทั่วไปเฉกเช่นสัตว์สามัญที่เคยประสบพบเจอมาก่อนในชีวิตไม่ เจ้ายักษ์ใหญ่สี่เท้าขนปุยตัวนี้ มีพลังมากเกินกว่าสิ่งมีชีวิตทั้งปวงแทบไม่เหมือนสิ่งมีชีวิตใดๆบนโลกใบนี้ด้วยซ้ำ
"เราเคยเจอกันแล้วเมื่อไม่นานมานี้ ข้าเคยส่งกระแสจิตไปถึงท่าน เพราะสัมผัสพลังอันมหาศาลในตัวท่านได้ ในสถานที่ซึ่งไม่ห่างไกลจากที่นี่มากนัก"
"เคยเจอกันงั้นเหรอ ข้าไม่ยักจำได้..เอ๊ะ เดี๋ยวนะ เหมือนข้าเคยเห็นเจ้าที่ไหนมาก่อน"
บุรุษพเนจรพยายามนึกหลังได้ฟังที่มันพูด ครั้นแล้วภาพในกองเพลิงขณะที่เขากำลังนั่งเข้าเวรยาม จากตอนที่อยู่กับกองคาราวานสินค้าเร่คืนนั้นก็ผุดขึ้นมาในหัว ใบหน้าแบบเดียวกัน อีกทั้งน้ำเสียงและสัมผัสของพลังพิศวงที่สื่อมาถึงเขา แทบไม่แตกต่างกับตอนนี้ที่กำลังยืนเผชิญหน้า
"หรือว่า เป็นฝีมือเจ้าในตอนนั้น"
"ขอรับ"
มันกล่าวยืนยันพร้อมกับพยักหน้า ชายหนุ่มสังเกตรูปร่างของมันอย่างละเอียดตั้งแต่หัวจรดเท้า แววตาสีครามเข้มทรงพลังจ้องประสานกับดวงเนตรสีน้ำตาลของเขาราวกับสื่อสารกันผ่านช่องทางนั้น
"เจ้าคือสิ่งมีชีวิตในตำนานที่ถูกสร้างด้วยพลังของพระเจ้างั้นเหรอ?"
นานมาแล้ว เคยมีตำนานเล่าขานถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของเทพเจ้าที่ได้ร่วงล่นจากสรวงสวรรค์ลงมายังพื้นโลก ขุมพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่นี้ถูกค้นพบโดยชายผู้หนึ่งด้วยความบังเอิญเมื่อครั้งอดีตกาลนานมากว่า500ปีก่อน พลังซึ่งซ่อนเร้นอยู่ในรูปร่างของสัตว์อสูรกายสิทธิ์ที่ทรงพละกำลังมหาศาลและเปี่ยมไปด้วยปราณสปีริตอันแข็งกล้า นำมาซึ่งอำนาจแห่งมนุษย์ธรรมดาๆที่กลายผู้ถือครองพลังจากพันธะสัญญาด้วยสัตว์อสูรตนนั้นๆ เล่าต่อกันมาว่าหากผู้ใดได้พบกับพวกมันและถูกเลือกให้เป็นเจ้านาย วิญญาณของสัตว์ร้ายก็จะเข้าไปสิงสู่อาศัยอยู่ภายในร่างของเขา ทำให้คนธรรมดาๆสามารถใช้พลังของสัตว์อสูรตนนั้นๆได้
ไม่มีใครรู้ว่ามีพวกมันอยู่กี่ตัว ไม่มีใครถิ่นรู้ที่อยู่อาศัยของมันและหากผู้ถือครองพลังมีปราณสปีริตอันแข็งแกร่งอยู่ในตัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้วล่ะก็ ยิ่งทำให้พลังของอสูรสถิตแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ ในช่วงหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์เคยจารึกไว้ว่า ได้มีหนึ่งในผู้ถือครองพลังจากพันธะสัญญาด้วยสัตว์อสูร รวบรวมกองทัพก่อตั้งขึ้นเป็นจักรวรรดิเที่ยวออกล่าอณานิคมประเทศต่างๆจนเกือบสามารถรวบรวมโลกทั้งใบได้เป็นผลสำเร็จ ก่อนถูกยับยังโดยราชาพ่อมดผู้ยิ่งใหญ่ (อันจะกล่าวถึงในลำดับถัดไป)
"ข้ารอคอยใครสักคนที่จะมาปลดปล่อยข้าให้พ้นจากพันธนาการ มันเป็นเวลาเนิ่นนานเหลือเกินนับตั้งแต่พระผู้สร้างให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตอย่างเราๆขึ้นมาในสถานที่จองจำแบบนี้ เป็นระยะเวลาหลายหมื่นปีที่ข้าใช้ชีวิตท่ามกลางความร้อนของทะเลเพลิงแห่งนี้ และในที่สุดวันนี้ ข้าก็ได้เลือกแล้ว ข้าได้เลือกผู้เป็นนายที่จะมอบชีวิตให้ ยอมเป็นข้ารับใช้จนกว่าจะสิ้นอายุขัยตายจากกัน และบุคคลคนนั้น..ก็คือนายท่านผู้ซึ่งยืนอยู่ต่อหน้าของข้าในขณะนี้ขอรับ"
ชาล์เรียสไคลม์ได้ยินดังนั้นในตอนแรกเขารู้สึกลังเลอยู่เล็กน้อย แต่เมื่อยืนพินิจมองพร้อมกับใช้ความคิดซักพัก ก็ถึงกับหัวเราะออกมาดังลั่นเนื้อตัวสั่นสะท้านเพราะความตื่นเต้นดีใจอย่างสุดขีด มันคือความรู้สึกที่แปลกประหลาดนับตั้งแต่เขาออกเดินทางจากบ้านมา จากนั้นจึงเงยหน้าสบตากับเจ้ายักษ์ใหญ่เบื้องหน้าด้วยความองอาจและมั่นใจ
"ข้าพอรู้แล้วว่าเจ้าเป็นตัวอะไรสหายที่รัก ตำนานการมีตัวตนอยู่ของพวกเจ้าข้ารับรู้มันมาตั้งแต่เกิดแล้ว มาเถิดสัตว์สปีริตผู้ทรงพลังเอ๋ย จงมอบสังขารให้กลายเป็นศาสตรา จงพุ่งวิญญาณของเจ้ามาสิงสถิตในร่างกายข้า มอบพลังอำนาจแห่งทวยเทพที่แฝงอยู่ในกายของเจ้าให้เป็นพลังของข้า ไหนลองตอบมาซิ ใครคือราชาที่เจ้าเลือกรับใช้"
"ผู้เป็นนายคือท่านชาล์เรียสไคลม์ขอรับ"
"ข้าน้อมรับคำขอ จงรับไปนี่คือนามของเจ้า ราชันหมาป่าโลกัน...เฟรมวูฟ"
เมื่อทั้งสองกล่าวคำสำเร็จเสร็จสิ้น พลันก็เกิดแสงสีทองผุดขึ้นจากตัวของอสูรร่างยักษ์ พลังงานอันมหาศาลถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างกลายเป็นวิญญาณที่มีรูปร่างลักษณ์ ไม่ผิดเพี้ยนไปจากร่างเดิมที่เคย สิงสถิตย์อยู่ ในขณะที่ร่างใหญ่ยักษ์ทิ้งตัวลอยตามกระแสลาวาหมดสติสลบนิ่งอยู่ท่ามกลางเปลวของเหลวอัคคีร้อนหลายหมื่นองศา แต่ปราศจากซึ่งรัศมีเหมือนเช่นเดิม แสงพลังงานอันมหาศาลสีส้มเปี่ยมล้นไปด้วยพลังอำนาจเร้นลับพวยพุ่งเข้าสู่ร่างของชายหนุ่มซึ่งเป็นคู่สัญญา และก่อนหน้าที่แสงทั้งหมดจะสงบลงอัครเวทย์สีแดงก็พลันปรากฏขึ้นตามเนื้อหนังของเขาก่อนจะจางหายไปในที่สุด
ชาล์เรียสไคลม์ลืมตาขึ้นพร้อมกับหอบแรง จ้องมองฝ่ามือและแขนของตนก่อนสำรวจไปทั่วร่างแต่ไม่พบสิ่งปกติ ร่างกายของเขารู้สึกได้ถึงความร้อนรุ่มที่แผ่พุ่งออกมาจากภายในอย่างประหลาด และเมื่อเงยหน้าขึ้นสิ่งที่เขาเห็น คือร่างอันใหญ่ยักษ์ไร้วิญญาณของราชันหมาป่าเพลิงซึ่งนอนแน่นิ่งลอยอยู่ บุรุษพเนจรแหวกว่ายลาวาเข้าไปใกล้ใช้มือสัมผัสเบาๆตรงอุ้งเท้าขนาดใหญ่ เมื่อนั้นเองทันทีที่เอื้อมมือถึง ร่างขนาดยักษ์ก็ส่องแสงเรืองรองเปลี่ยนสถานะหดตัวกลายเป็นแหวนสิงสถิตอยู่ท่ามกลางนิ้วนางข้างซ้ายของเขา
สัณฐานเป็นทองมีเงินแทรกอยู่เสมอกันตลอดทั้งวง ประกอบกับอัญมณีสีแดงประดับอยู่รายล้อมตรงกลางหัวแหวนเป็นรูปหน้าหมาป่าเพลิงแบบเดียวกับร่างจริงของมัน ปรากฏให้เห็นเด่นชัดสง่างามดูล้ำค่าราวกับอัญมณีเวทย์มนต์ยุคโบราณ
"ดูเหมือนพันธะสัญญาระหว่างเราจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีสินะสหาย เอาละไหนดูสิว่าพลังของเจ้าใช้ทำอะไรได้บ้าง"
ด้านบนบริเวณชั้น1ห้องของพัศดีอะเบลโล่ บรรดาทหารยามและผู้คุมกำลังแตกตื่นเพราะความโกลาหนอันเกิดจากแรงระเบิดของเพลิงกาฬและการปะทุของลาวาเหลาร้อนจากเบื้องล่าง มีแผ่นดินไหวอยู่เป็นครั้งคราวส่งผลให้คุกที่ทำมาจากหินและกรงเหล็กเกิดความเสียหายเป็นจำนวนมาก ยังคงมีเสียงดังเอะอะโวยวายมาจากข้างล่างอยู่ไม่ขาด เนื่องจากนักโทษหลายคนก่อการจราจลกับผู้คุมตามแต่ละชั้น ดูเหมือนว่าในตอนนี้ ะวกเขาจะได้รับการปลดปล่อยออกมาโดยบุรุษหนุ่มปริศนาซึ่งรุกเข้ามายังสถานที่แห่งนี้โดยจงใจ และการแข็งข้อเริ่มหนักมือขึ้นเรื่อยๆจนเกินกว่าสถานการณ์ปกติที่จะสามารถควบคุมได้อีกต่อไป
"มันเกิดขึ้นได้ยังไง ในเมื่อข้าเป็นถีบมันลงไปในลาวาร้อนด้วยตนเองแท้ๆ"
"ไม่ทราบขอรับใต้เท้า แต่ตอนนี้มันยังไม่ตายแถมกำลังอาละวาดใส่คุกพวกเราอย่างหนักเลยด้วย มิหนำซ้ำเจ้าหมอนั่นมันยังปล่อยนักโทษตั้งแต่ชั้น12ขึ้นมาเรื่อยๆทำให้เกิดความโกลาหลยากเกินกว่าจะควบคุมได้แล้วขอรับ"
พัศดีโจทย์ขมวดคิ้วนิ่วหน้าด้วยความโมโห ถอนหายใจออกมาเดินระส่ำระสายด้วยความกังวล เขาพยายามครุ่นคิดหาทางออกและวิธีหยุดยั้งสถานการณ์ภายในคุกแต่ก็มองไม่เห็นหนทาง
"ดูเหมือนว่าไอ้เจ้านั่นมันจะไม่ใช่คนธรรมดาๆซะแล้ว ทำไมข้าถึงไม่เอ๊ะใจเลยซักนิดนะ ทั้งที่อ่านประวัติของมันก็น่าจะรู้แล้วแท้ๆ"
อะเบลโล่เป็นกังวลหนัก สบถโทษตัวเองอย่างไม่สบอารมณ์ เมื่อหันมองหน้าลูกน้องก็พบเข้ากับแววตาที่รอคอยความหวังจากเขาอยู่
"สถานการณ์ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง?"
"หนักเอาเรื่องขอรับใต้เท้า ชั้นที่12-10 ถูกลาวาเดือดปะทุที่ไหลท่วมขึ้นมาเรื่อยๆแล้ว"
"จะเป็นไปได้ยังไงกัน ร้อยวันพันปีไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน อยู่ๆทำไมลาวาถึงทะลักขึ้นมาได้แบบนี้"
สีหน้าของพัศดีเคร่งเครียดขึ้นไปอีกเมื่อได้ฟังรายงาน
"บางที..."
"บางทีอะไร?"
"บางทีอาจจะเป็นฝีมืของเจ้าหมอนั่นอีกเช่นเคยขอรับ"
พัศดีอะเบลโล่ถึงกับหน้าซีดเผือกทิ้งตัวลงใส่เก้าอี้ ตาเหลือกและมีอาการสั่นด้วยความลนลานอย่างที่สุด
"บ้าน่า เกินไปแล้ว นอกจากใช้เพลิง หมอนั่นยังมีความสามารถในการควบคุมลาวาได้อีก แย่แล้ว แบบนี้มันเกินกว่ากำลังของพวกเราจะจัดการแก้ไขปัญหาได้อีกต่อไปแล้ว เร็วเข้ารีบสั่งให้พวกนักเวทย์ร่ายมนต์พายุส่งจดหมายไปขอความช่วยเหลือจากท่านเจ้าเมืองเร็วซิโดเนียเร็ว หากเป็นท่านซึ่งได้รับสมยานามดวงเนตรอสรพิษแห่ง12อัศวินศักดิ์สิทธิ์ล่ะก็ต้องช่วยเราได้แน่นอน ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป"
"ถ้าเป็นเรื่องนั้น เอ่อคือ..ข้าคิดว่าคงไม่จำเป็นแล้วขอรับ"
"ทำไม?"
"เพราะว่าท่านเจ้าเมืองกำลังเดินทางมาที่นี่โดยบอลลูนส่วนตัวตั้งแต่เมื่อตอนกลางวันแล้ว ข้าต้องขออภัยที่ไม่ได้แจ้งต่อท่านเนื่องจากท่านเจ้าเมืองสั่งไว้ไม่ให้บอก เพราะต้องการมาตรวจสอบการทำงานของใต้ด้วยตนเอง เกรงว่าเมื่อท่านทราบข้อมูลที่เขาต้องการแล้วจะแปรพักต์ทุระยศท่านเจ้าเมืองขอรับ"
พัศดีอะเบลโล่อึ้งไปซักพักจ้องหน้าลูกน้องคนสนิทอย่างขวางๆจะตวาดใส่ ก่อนถอนหายใจยาวออกมาด้วยความโล่งใจ
"หึ เจ้าเนี่ยนะ ทำงานอยู่กับข้าแท้ๆแต่กล้าบังอาจปิดบังข้าอย่างงั้นเหรอเรื่องคอขาดบาดตายขนาดนี้ เฮ้อ..แต่ก็เอาเถอะในเมื่อท่านมาในสถานะการณ์บังคับอันตรายเช่นนี้ก็ถือว่าพวกเราพอมีโชคอยู่บ้าง เอาล่ะ เมื่อกี้เจ้าบอกว่าท่านเดินทางออกมาตั้งแต่ตอนกลางวันแล้วสินะ"
"ขอรับใต้เท้า"
"ตอนนี้เป็นเวลา5โมงเย็น หมายความว่า อีกไม่เกินครึ่งชั่วโมง นายท่านสเน็คอายก็จะเดินทางมาถึงที่นี่ หึหึหึ ทันเวลาพอดีเลย"
อะเบลโล่ยืนรำพึงคนเดียวแล้วจึงหันไปออกคำสั่ง
"เจ้าจงไปบอกให้พวกทหารกับผู้คุมทุกชั้นถอยมารวมตัวกันที่ชั้น5ให้หมดซะ เราจะต้านพวกมันเอาไว้ที่นั่นรอจนกว่าท่านเจ้าเมืองจะเดินทางมาถึง"
"รับทราบขอรับใต้เท้า"
(โปรดติดตามตอนต่อ)
บทประพันธ์ : มังกรขาวเล่าเรื่อง