จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 7 ตอนที่ 198 ของขวัญแรกเข้าสำหรับศิษย์สายตรง

                “ศิษย์พี่ใหญ่พอจะบอกได้หรือไม่ว่าไปที่ยอดเขาอุดรด้วยเรื่องใด?”

                ระหว่างเดินตามซ่งหลินไปยังยอดเขาอุดรไป๋หยุนเฟยก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามขึ้น

                ซ่งหลินยิ้มพลางกล่าวว่า“ศิษย์น้องไป๋วางใจเถอะ นี่เป็นเรื่องดี...”

                ซ่งหลินหยุดไปชั่วครู่จึงกล่าวต่อ“เจ้าได้เป็นศิษย์สายตรงของเจ้าสำนักช่างประดิษฐ์ย่อมเป็นเรื่องปกติที่จะได้รับสิ่งของบางอย่างที่ศิษย์สายตรงพึงจะมีครั้งนี้ที่ไปยอดเขาอุดร เจ้าจะได้รับของที่ดียิ่งกว่าครั้งก่อน”

                “เอ๊ะ?” ไป๋หยุนเฟยลอบประหลาดใจ “ที่ศิษย์พี่ใหญ่กล่าวมา หมายความว่าอย่างไร...”

                “จริงสิศิษย์น้องไป๋ เจ้ามีความเข้าใจเกี่ยวกับวัตถุวิญญาณมากน้อยเท่าใด?”ซ่งหลินไม่ได้ตอบคำถามของไป๋หยุนเฟย แต่กลับถามขึ้น

                “วัตถุวิญญาณ? เอ่อ... ศิษย์พี่ใหญ่ท่านหมายถึงด้านใด?”

                “เจ้าทราบหรือไม่ว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าวัตถุวิญญาณชิ้นหนึ่งจะมีพลังเท่าใด?”

                เห็นใบหน้าสับสนไม่เข้าใจของไป๋หยุนเฟยซ่งหลินจึงอธิบายต่อ “วัตถุวิญญาณมีเส้นทางเอ่อ... วัตถุวิญญาณมีลายเส้น... ไฮ้ เจ้าเข้าใจเพียงว่ามันมีรูปทรงวัตถุวิญญาณทุกชิ้นมีรูปทรงที่แตกต่างกัน ไม่เพียงแต่ภายนอกที่เห็นแต่ภายในก็เช่นกันยามเมื่อใช้งานหรือตรวจสอบวัตถุวิญญาณชิ้นใดก็ตามต้องถ่ายทอดพลังวิญญาณลงไปแต่ไม่ได้หมายความว่าจะถ่ายทอดพลังลงไปเท่าใดก็ได้จะต้องควบคุมหนักเบาของพลังวิญญาณหรือกระแสการไหลของพลังวิญญาณที่ส่งเข้าไปตามลักษณะรูปทรงของวัตถุวิญญาณเพื่อให้สิ้นเปลืองพลังวิญญาณน้อยที่สุดและสามารถแสดงพลังของวัตถุวิญญาณออกมาได้ถึงขีดสุดระดับของวัตถุวิญญาณที่สูงขึ้นก็ส่งผลเช่นกัน...”  

                ไป๋หยุนเฟยพยักหน้าราวกับเข้าใจ

                ซ่งหลินฝืนยิ้มขึ้น“อธิบายสองชั่วยามก็ยังยากจะทำให้เจ้าเข้าใจ อีกทั้ง... ยามนี้ไม่อาจอธิบายหรือกล่าวอะไรได้มากกว่านี้แล้วสรุปว่า เจ้าพิจารณาตามรูปทรงของวัตถุวิญญาณนั้นจากนั้นก็สัมผัสคลื่นพลังที่แตกต่างกันให้ได้ ต่อให้ไม่ได้ใช้ในการต่อสู้เจ้าก็สามารถวิเคราะห์ได้ว่าวัตถุวิญญาณนั้นจะมีพลังเท่าใด..”

                ไป๋หยุนเฟยใคร่ครวญอยู่ชั่วครู่จึงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง“อืม ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณศิษย์พี่ใหญ่ที่ชี้แนะ”

                ซ่งหลินพยักหน้ากล่าวว่า“อืม เจ้าเข้าใจก็ดี ใกล้จะถึงเวลาแล้ว พวกเราเร่งฝีเท้าขึ้นเถอะ”

                ซ่งหลินกล่าวจบก็ไม่กล่าวอันใดอีกเพียงเร่งฝีเท้าขึ้น ไป๋หยุนเฟยจึงติดตามอยู่ด้านหลัง ขณะเดียวกันนั้นดวงตาก็ทอประกายขึ้น--- มันพอจะคาดเดาและทำความเข้าใจได้บ้างแล้ว

                “พลังของวัตถุวิญญาณ? หมายถึงพลังโจมตีหรือพลังป้องกันกระมัง?... หากเป็นเช่นนั้น ข้าคิดว่าคงไม่มีผู้ใดจะทราบกระจ่างได้เท่าข้าอีกแล้ว...”

                ……

                หลังจากผ่านเส้นทางทั้งหลายมาในที่สุดไป๋หยุนเฟยก็พบว่าสถานที่ซึ่งซ่งหลินพามาที่แท้ก็คือถ้ำที่ใช้เป็นสถานที่ทดสอบพรสวรรค์หลอมประดิษฐ์ของสำนักช่างประดิษฐ์นั่นเอง

                ยามมองดูซ่งหลินที่ก้าวเท้าเดินไม่หยุดไป๋หยุนเฟยลังเลเล็กน้อยจึงร้องขึ้น “ศิษย์พี่ใหญ่...”

                ซ่งหลินชะงักเท้าลงก่อนจะหันกลับมามองไป๋หยุนเฟยหลังจากงุนงงอยู่ชั่วครู่ก็เข้าใจ มันยิ้มพลางกล่าวว่า “ศิษย์น้องไป๋ไม่ต้องกังวล ตามข้ามาก็พอยามนี้ที่นี่ไม่ได้เป็นเช่นวันนั้นแล้ว”

                “เอ๊ะ...”แม้จะไม่เข้าใจ แต่ไป๋หยุนเฟยก็ก้าวเท้าติดตามเข้าไป

                หลังจากนั้นไม่นานไป๋หยุนเฟยก็ต้องประหลาดใจที่พบว่าภายในถ้ำแห่งนี้กลับปราศจากแรงกดดันลึกลับเช่นครั้งก่อน

                “นี่... เป็นเช่นนี้อย่างไร!” ไป๋หยุนเฟยตกตะลึงอย่างใหญ่หลวงมันกล่าวกับตนเองอย่างเหลือเชื่อ “หรือว่า... พลังลึกลับนั้น สามารถควบคุมให้มีอยู่หรือหายไปก็ได้?”

                เมื่อเดินผ่านทางเลี้ยวไปแล้วไป๋หยุนเฟยก็พบว่าวัตถุวิญญาณที่เคยวางเรียงรายอยู่บนแท่นนั้นไม่มีหลงเหลืออยู่แล้วทิ้งไว้เพียงแท่นอันว่างเปล่า และหลังจากไป๋หยุนเฟยพ้นระยะสามพันวาไปก็พบว่าที่สองฟากข้างไม่มีแท่นอยู่อีก จนถึงตรงนี้ในที่สุดมันก็มั่นใจแล้วว่า พลังลึกลับที่ใช้ทดสอบ‘พรสวรรค์หลอมประดิษฐ์’นั้นได้หายไปหมดแล้วจริงๆ...

                และที่ระยะราวสามพันห้าร้อยวาไป๋หยุนเฟยก็ได้พบกับปลายทางของถ้ำแห่งนี้ --- เป็นประตูหินบานใหญ่สูงห้าวากว้างสองวาครึ่ง

                และในระยะหลายร้อยวาสุดท้ายก่อนจะถึงที่นี้ทั้งสองฟากของผนังถ้ำมีห้องศิลาเรียงรายอยู่ไม่ต่ำกว่าร้อยห้องแต่ละห้องมีประตูหินซึ่งปิดแน่น จนไม่อาจมองลอดเข้าไปเห็นได้ว่าด้านในเป็นอย่างไร

    “ศิษย์น้องไป ตามข้ามา”ซ่งหลินเรียกไป๋หยุนเฟยที่กำลังสำรวจพื้นที่รอบกายคราหนึ่ง จากนั้นจึงเดินเข้าไปในห้องศิลาที่อยู่ทางด้านขวาของประตูใหญ่ซึ่งเปิดไว้เพียงห้องเดียว

                เมื่อไป๋หยุนเฟยเดินเข้าไปในห้องมันก็ต้องประหลาดใจที่พบว่าด้านในมีคนอยู่แล้วถึงห้าคน --- เจ้าสำนักโค่วฉางคงผู้อาวุโสใหญ่เซียวปินจื่อ ผู้อาวุโสที่สองหวงฝู่หนานทั้งสามท่านนั่งล้อมอยู่ที่โต๊ะหินตัวหนึ่งกำลังมองมาที่มันด้วยสีหน้ายิ้มแย้มที่ด้านข้างเป็นหลี่เถี่ยชุยและเย่จือชิวที่ยืนอย่างสำรวม

                ไป๋หยุนเฟยรีบคารวะ“ศิษย์ไป๋หยุนเฟย กราบพบท่านอาจารย์ ผู้อาวุโสใหญ่ ผู้อาวุโสที่สอง”

                “อืมหยุนเฟย พักที่ยอดเขาประจิมเป็นอย่างไรบ้าง คุ้นเคยแล้วหรือไม่?”โค่วฉางคงไม่ได้วางมาดน่าเกรงขามเช่นเดียวกับวันที่อยู่ในห้องโถง ดูแล้วคล้ายกับผู้ใหญ่ที่เปี่ยมด้วยความการุณย์หลังจากมองมาที่ไป๋หยุนเฟยจึงเอ่ยถามอย่างยิ้มแย้ม

                “ขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่ห่วงใยศิษย์ไม่มีสิ่งใดที่ไม่คุ้นเคย ทุกอย่างล้วนเรียบร้อยดี...”

                “ในเมื่อมาถึงแล้วก็เริ่มเลยเถอะ!”ผู้อาวุโสใหญ่เซียวปินจื่อคล้ายกับไม่ต้องการเสียเวลา จึงกล่าวเร่งรัด

                โค่วฉางคงสบตากับหวงฝู่หนานก่อนจะพยักหน้าแผ่วเบาจากนั้นจึงกล่าวว่า “ดี เช่นนั้นก็เริ่มกันเถอะ!”

                ไป๋หยุนเฟยถูกประโยคสนทนาเหล่านี้สร้างความงุนงงสงสัยเมื่อกวาดตาไปยังเย่จือชิว สีหน้าของอีกฝ่ายก็เปี่ยมด้วยความสงสัยเช่นกัน

                ผู้อาวุโสใหญ่กลับไม่ได้อธิบายให้พวกมันเข้าใจเพียงแสดงสีหน้านิ่งขรึมจากนั้นจึงสะบัดมือขวา...

                ไป๋หยุนเฟยเห็นแสงสีแดงวาบขึ้นยามที่ผู้อาวุโสใหญ่สะบัดมือออกก็ปรากฏแสงสีแดงสาดพุ่งออกมาเพียงพริบตาเดียวก็ฉาบย้อมไปทั้งห้อง

                จากนั้นไป๋หยุนเฟยกับเย่จือชิวทั้งสองคนก็ตกอยู่ท่ามกลางสถานการณ์อันน่าตื่นตาจนยากจะอธิบายได้...

                ทั้งห้องที่ถูกย้อมด้วยแสงสีแดงนี้เพียงพริบตาเดียวก็ปรากฏวัตถุวิญญาณหลากชนิดจำนวนหลายสิบชิ้นที่กำลังส่งแสงหลากสีสว่างเรืองรองออกมาวัตถุวิญญาณทั้งหมดลอยค้างในอากาศห้อมล้อมไป๋หยุนเฟยและเย่จือชิวเอาไว้!

                “วัตถุวิญญาณในการทดสอบพรสวรรค์หลอมประดิษฐ์ก่อนหน้านี้ต้องอาศัยความพยายามจึงได้มา แต่ยามนี้พวกเจ้าเป็นศิษย์สายตรงแล้วจึงมีสิทธิ์ที่จะได้รับวัตถุวิญญาณชั้นนภาอีกหนึ่งชิ้น พวกเจ้าเลือกได้ตามใจชอบ!”เสียงราบเรียบของผู้อาวุโสใหญ่ปลุกทั้งคู่ตื่นจากภวังค์ แต่คำพูดที่ชายชรากล่าวออกมานั้นกลับทำให้พวกมันไม่อาจระงับสติเอาไว้ได้

                ชั้นนภา... มอบวัตถุวิญญาณชั้นนภาเป็นของขวัญเข้าสำนัก --- สมแล้วที่เป็นสำนักช่างประดิษฐ์!!

                ไป๋หยุนเฟยและเย่จือชิวหันไปสบตากันก็เห็นเพียงแววตาตื่นเต้นตระหนกของอีกฝ่ายหลังจากสูดลมหายใจลึกเพื่อสงบหัวใจที่สั่นระรัวลงทั้งสองก็ไม่รีรอรีบเข้าไปเลือกวัตถุวิญญาณของตนทันที

                ไป๋หยุนเฟยในที่สุดก็เข้าใจความนัยเบื้องหลังคำพูดของซ่งหลินแล้วเหตุผลที่อีกฝ่ายเอ่ยเรื่องนั้นขึ้นก็เพื่อเตือนกับมันว่าให้เลือกวัตถุวิญญาณที่มีพลังสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ---แต่ว่า ความห่วงใยของซ่งหลินกลับเกินความจำเป็น สำหรับไป๋หยุนเฟยแล้ว การจะพิจารณาว่าวัตถุวิญญาณจะมีพลังสูงหรือต่ำนั้นง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือด้วยซ้ำ

                ยามมองดูวัตถุวิญญาณหลากหลายชนิดไป๋หยุนเฟยก็ตาเป็นประกายแต่เป้าสายตาของมันกลับข้ามอาวุธจำพวกขวานหรือดาบใหญ่ทั้งหลายเพียงจับจ้องไปที่กระบี่สั้น มีดสั้นหรือเครื่องป้องกันเท่านั้น

                เมื่อยื่นมือขวาออกไปสัมผัสมีดสั้นสีทองซึ่งอยู่ตรงหน้ามาก็ราวกับยื่นมือเด็ดผลไม้มีดสั้นซึ่งลอยอยู่ในอากาศก็พลันสูญเสียแรงยกหล่นมาอยู่ในมือ ไป๋หยุนเฟยจึงดึงกลับมาที่เบื้องหน้า

              “ระดับไอเทม: ของวิเศษระดับต่ำ”

              “พลังโจมตี: 2230”

              “สิ่งจำเป็นในการอัพเกรด: แต้มวิญญาณ 120 แต้ม”

                ……

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน