ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 147 วิญญาณติดชีพจรสุดแปลก

           “ผู้ปกครองมณฑล พวกเราไปเตือนเฮ่อลี่สักหน่อยดีหรือไม่ หากเฮ่อลี่เก็บเรื่องนี้มาแค้นเกรงว่าจะเป็นผลเสียต่อเด็กหนุ่มคนนั้น” ชายวัยกลางคนชุดดำกล่าว

      “ไม่ต้องหากไม่ร้ายแรงจนถึงชีวิต พวกเราห้ามยื่นมือเข้าไปยุ่งเด็ดขาด และห้ามไม่ให้น้องซันยื่นมือเข้าไปช่วยด้วยล่ะ”

           โอวหยังหลิงมองชายวัยกลางคนชุดดำนัยน์ตาสั่นไหว กล่าวเบาๆ ว่า “คนที่เด็กหนุ่มคนนั้นต้องต่อกรด้วยในอนาคตหากเอาเฮ่อลี่ไปเปรียบด้วยเขาคงเป็นเพียงแค่มด หากแค่เฮ่อลี่เขายังจัดการไม่ได้ต่อไปจะไปต่อกรกับสิ่งทั้งหลายที่น่ากลัวกว่านี้ได้อย่างไรและเขาจะไปช่วยเหลือบิดาของเขาไหวที่ไหนล่ะ”

           ชายวัยกลางคนชุดดำนัยน์ตาสั่นไหวผ่านไปสักครู่ เขาจึงพูดกับโอวหยังหลิงว่า “ผู้ปกครองมณฑล หัวหน้าทหารรักษาเมืองนายหนึ่งยังถูกทหารส่วนตัวของพวกเราคุมตัวอยู่เลยทางฝั่งหานเฉียงเองก็ไม่ได้มีความเคลื่อนไหวอะไรดูจากท่าทีของเด็กหนุ่มคนนั้นด้วยแล้ว เหมือนว่าไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับทหารรักษาเมืองในการจัดการเรื่องนั้น”

           “เจ้าหนูคนนั้นนิสัยเหมือนพ่อของเขาไม่ผิดเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเขา เขาจะไม่ยุ่ง อย่าไปหาเรื่องเขาก็พอ” โอวหยังหลิงกล่าว

      “งั้นพวกเราทำอย่างไรดียังต้องดึงตัวเด็กหนุ่มคนนั้นให้มาร่วมด้วยหรือไม่?” ชายวัยกลางคนชุดดำกล่าว

      “แน่นอนว่าต้องหากเด็กหนุ่มคนนั้นไม่ยื่นมือเข้ามาร่วมด้วย แล้วข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเด็กหนุ่มคนนี้หรือหานซินกันแน่ที่แข็งแกร่งกว่า” โอวหยังหลิยิ้ม ด้วยตาเป็นประกาย จู่ๆ ก็ทำสีหน้าเจ้าเล่ห์ขึ้นมากล่าวว่า “ลองเตรียมการดู ให้เด็กหนุ่มคนนี้กับหานซินประมือกันดูดูสิว่าใครจะชนะ”

           “พี่หลิงได้ข่าวคราวของเซ่าฝู่บ้างแล้วหรือยัง?” ขณะที่โอวหยังหลิงยังพูดไม่จบหยวนซันซันก็เดินเข้ามาด้วยท่าทางร้อนใจ

      “ผู้ปกครองมณฑล ฮูหยินข้าขอตัวก่อน” ชายวัยกลางคนชุดดำเห็นหยวนซันซันเข้ามาก็ยิ้มเล็กน้อย และขอตัวออกไปก่อนทันที

           “พี่หลิง ได้ข่าวของเซ่าฝู่แล้วใช่หรือไม่ ข้าอยากออกไปหาข่าวมาโดยตลอดท่านกลับไม่ให้ข้าไป หากเซ่าฝู่เป็นอะไรขึ้นมาข้าจะดูสิว่าต่อไปท่านจะอธิบายให้พี่เอ้าถงฟังอย่างไร”

           หยวนซันซันโมโหโอวหยังหลิงไปพูดไปนางอยากไปที่ถ้ำพันช่องด้วยตัวเองนานแล้ว ทว่าถูกห้ามปรามไว้มาจนถึงขณะนี้ก็ผ่านมาหลายวันแล้ว นางทนต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว

      “เจ้านี่ใจร้อนตลอดเลยนะวางใจเถิด เด็กหนุ่มคนนั้นกลับมาแล้ว กลับมาอย่างปลอดภัยน่าจะกลับมาที่จวนของพวกเราช่วงดึกๆ หน่อย” โอวหยังหลิงยิ้มขณะที่พูด

      “งั้นก็ดีแล้ว” หยวนซันซันถอนหายใจอย่างโล่งอก สายตาที่มองไปที่โอวหยังหลิงดูอ่อนโยนขึ้นกล่าวว่า “ท่านตั้งใจจะพบเซ่าฝู่เมื่อไรน่าจะสำรวจเขาพอแล้วล่ะมั้ง”

           “น่าจะใกล้แล้วล่ะ” โอวหยังหลิงยิ้มพร้อมกล่าว

      ตะวันลาลับขอบฟ้าไปแล้วเมื่อท้องฟ้าเหนือเมืองหลันหลิงครึ้มกลายเป็นสีเทา ตู้เซ่าฝู่จึงเดินทางออกจากจวนของมู่หรงโยวรั่วเพื่อกลับไปยังจวนหลันหลิง

      เมื่อเข้ามาถึงจวนผู้ปกครองมณฑลหลันหลิงตู้เซ่าฝู่ก็ถูกคนรับใช้ของหยวนซันซันที่เตรียมรอไว้นานแล้วเรียกไปที่เรือนหลังเขาถูกดุตำหนิอย่างเคร่งเครียดยกใหญ่ทว่าในคำพูดกลับแฝงความเป็นห่วงเป็นใยอยู่ด้วย ทำให้ตู้เซ่าฝู่แอบรู้สึกอบอุ่นในใจจากนั้นจึงรับปากไปว่าต่อจากนี้จะอยู่ในเมืองดีๆสุดท้ายก็หนีพ้นคำถามที่ว่าหลายวันมานี้หายไปไหนไปทำอะไรมาอีกด้วย

      ตู้เซ่าฝู่ไม่ได้เล่าให้ฟังอย่างละเอียดบอกแต่ว่าบังเอิญได้บรรลุขั้นฌานแล้ว เลยทำให้เสียเวลาอยู่ข้างนอก

      เวลากลางคืน ภายในห้องพัก ตู้เซ่าฝู่นั่งขัดสมาธิดวงตามีประกายสีทองอ่อนๆ ภายในแววตาแสดงความรู้สึกประหลาดใจ

           “โครม!”

           ด้านหลังของตู้เซ่าฝู่มีอักษรยันต์ประกายทองไหลเวียนออกมามีเงาของเขาห้ายอดถูกสร้างขึ้นมาอยู่ด้านหลังของเขา มีอักขระยันต์เปล่งแสงพร้อมกับมีคลื่นพลังอันร้ายกาจแผ่ออกมาด้วยแรงกดดันพละกำลังร้ายกาจไม่เกรงกลัวสิ่งใดๆและสามารถทำลายทุกสรรพสิ่งได้

      “วิญญาณติดชีพจรหรือว่านี่ก็คือวิญญาณติดชีพจรของข้าอย่างนั้นหรือ?”

           ตู้เซ่าฝู่เก็บมือหยุดการรวบรวมพลังแววตาดูตื่นเต้นประหลาดใจมากขึ้น ในการฝึกฌานของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทอง ไม่ได้มีวิญญาณติดชีพจรทว่าในร่างของเขากลับมีวิญญาณติดชีพจร

           ขณะนี้ตู้เซ่าฝู่สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า วิญญาณติดชีพจรภายในร่างของเขาราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกปลุกจากการหลับใหลและมันกำลังปรารถนาที่จะฟื้นคืนชีพ

           ตอนนั้นชีพจรลมปราณของเขายังไม่ได้ฟื้นฟูมากเท่าไรดังนั้นจึงไม่ได้รู้สึกได้รุนแรงขนาดนั้น ทว่าพอบรรลุขั้นชีพจรพลิ้วไหวแล้วรู้สึกว่าตัวเองสามารถกระตุ้นชีพจรลมปราณได้แล้ว หลังจากกระตุ้นชีพจรลมปราณ วิญญาณติดชีพจรที่ได้ก็คือเงาของภูเขาห้านิ้วมือที่แปลกพิลึก

           “หรือว่า ทุกอย่างเกี่ยวข้องกับมัน?”

           ตู้เซ่าฝู่พูดพึมพำกับตัวเอง สีหน้าเปลี่ยนจากนั้นก็ล้วงเอาของชิ้นหนึ่งออกมานั่นก็คือหินสีน้ำตาลอ่อนที่เก็บมาจากพื้นทรายในถ้ำ

           หินก้อนนี้แปลกประหลาดเป็นก้อนที่นูนเป็นภูเขาห้ายอดลักษณะเหมือนเป็นภูเขาห้านิ้วมือ เมื่อสังเกตดูดีๆ สามารถเห็นแสงจางๆห้าชนิด ทว่าพอจ้องดูดีๆ กลับดูมัวๆ ยิ่งดูยิ่งรู้สึกทะมึนขมุกขมัว

       ตู้เซ่าฝู่สำรวจก้อนหินรูปร่างเหมือนห้านิ้วก้อนนี้พบว่าก้อนหินก้อนนี้ลักษณะเหมือนกับวิญญาณติดชีพจรของเขาไม่ผิด

           ตู้เซ่าฝู่มองไปที่ก้อนหินห้านิ้วก้อนนี้ในใจแอบรู้สึกว่าสามารถสื่อสารกับมันได้อย่างมหัศจรรย์รู้สึกลึกลับแปลกประหลาดมาก

           เพียงแต่เมื่อตั้งใจตรวจสอบดีๆ แล้วหินห้านิ้วก้อนนี้ก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรพิเศษลักษณะเด่นมีเพียงอย่างเดียวคือแข็งมาก แข็งแรงทนทานราวกับว่าไม่อาจทำลายมันได้เลย

      สุดท้ายตู้เซ่าฝู่จึงทำได้เพียงแต่เก็บก้อนหินห้านิ้วก้อนนี้เข้าเสื้อตรงอกไปจากนั้นก็เริ่มสำรวจวิจัยวิญญาณติดชีพจรที่มีรูปร่างเป็นภูเขาของตน วิญญาณติดชีพจรนี่แปลกประหลาดมากไม่เหมือนกับคนทั่วไปสามารถกระตุ้นพลังแห่งฟ้าดินได้

      ทว่าวิชาลมปราณที่อสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองใช้ฝึกเมื่อบรรลุขั้นชีพจรพลิ้วไหว แม้ไม่ได้มี วิญญาณติดชีพจร แต่พอถึงขั้นชีพจรพลิ้วไหวแล้วก็จะสามารถกระตุ้นทักษะอสูรของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองหลายอย่าง ตู้เซ่าฝู่เองก็อยากลองตั้งใจวิจัยเองให้ดี

           เมื่อมาถึงเช้าวันใหม่ ตู้เซ่าฝู่หยุดการฝึกวิชาจากนั้นก็ไปกินข้าวเช้าเป็นเพื่อนป้าซัน เขาได้พบโอวหยังส่วงอีกครั้งวันนี้นางยังคงสวมชุดกระโปรงยาวสีมรกต ดาวตากลมโตที่สุดใสเป็นประกาย มองตู้เซ่าฝู่ด้วยแววตานิ่งไร้ความรู้สึกใดๆ

      แต่ตู้เซ่าฝู่กลับแสดงท่าทางเป็นมิตรอย่างมากมีมารดาของนางอยู่ด้วย โอวหยังส่วงไม่อาจทำอะไรได้ทำได้เพียงแต่ยิ้มให้ตู้เซ่าฝู่ทั้งที่ในใจแค้นเคืองใบหน้าอันงดงามของนางประดับด้วยริมฝีปากแดงแก้มชมพูรอยยิ้มพิมพ์ใจครองใจผู้ที่มองได้ทุกคน

           “พี่ส่วงพี่ยิ้มแล้วสวยมากเลย”

           ตู้เซ่าฝู่มองโอวหยังส่วงพูดหวานใส่อย่างไม่อายกล่าวว่า “ไม่รู้ว่าต่อไปใครจะโชคดีมีบุญวาสนามากพอที่จะได้พี่ส่วงมาเป็นภรรยา”

           “เจ้า……!”

           โอวหยังส่วงถลึงตาใส่ตู้เซ่าฝู่บุคลิกที่หยิ่งยโสของนาง ไม่แปลกที่จะเหยียดไม่อยากวางตัวใกล้ชิดกับตู้เซ่าฝู่เจ้าหนุ่มคนนี้รู้ว่านางไม่ชอบผู้ชาย ยังจงใจพูดออกมาเช่นนี้อีก แน่นอนว่าถูกมองเป็นการยั่วให้โมโหนางสบถออกมาอย่างไม่พอใจ “อย่างไรเสียก็ไม่มีทางเป็นเด็กกะโปโลอย่างเจ้าชีวิตนี้เจ้าไม่มีทางโชคดีมีบุญวาสนามากพอ”

           เมื่อพูดจบ โอวหยังส่วงเพิ่งตระหนักได้ว่านางเผลอพูดอะไรที่ไม่ควรพูดจึงรีบเบือนหน้าหนีไม่พูดอะไร จากนั้นก็แสร้งทำเป็นไม่สนใจตู้เซ่าฝู่

       “นางหนู ก็ไม่แน่หรอกเจ้าโตกว่าเซ่าฝู่ราวๆ สามปีเอง หากพวกเจ้าได้ครองคู่กัน นั่นก็คงดีมากๆ เลย” หยวนซันซันเดินเข้ามาได้ยินคำพูดของโอวหยังส่วงพอดี จากนั้นมองไปที่ตู้เซ่าฝู่กับโอวหยังส่วงทั้งสองคนอย่างพอใจมากๆ

       “ท่านแม่ ท่านพูดอะไรน่ะ ข้า……”

           โอวหยังส่วงจ้องมารดาของนางอย่างไม่พอใจนางจะมีเกี่ยวพันอะไรกับเจ้าเด็กหนุ่มคนนี้ได้อย่างไร นางไม่ชอบผู้ชายนางไม่มีทางมาคบกับเด็กหนุ่มไร้ยางอายคนนี้แน่นอน

       “เอาล่ะ กินข้าวเช้าข้าพูดไปเช่นนี้ไม่รู้ว่าเซ่าฝู่ยินดีหรือไม่ อย่าทำให้เซ่าฝู่ลำบากใจเลย”

           หยวนซันซันพูดขัดจังหวะการพูดของโอวหยังส่วงแววตาของนางสื่อออกมาว่าบุตรสาวของนางอาจไม่ดีพอที่จะมาคบกับบุตรชายของเพื่อนซี้ของนาง

       “หยวนซันซันท่านสมกับเป็นมารดาของข้าจริงๆ” โอวหยังส่วงจ้องหยวนซันซันตาเขม็งอย่างไม่เกรงใจการเรียกชื่อจริงตรงๆ เช่นนี้ เป็นความเคยชินที่นางเรียกมาตั้งแต่เด็ก

       “บุตรเป็นอย่างไรก็ได้มาจากบิดามารดานั่นแหละ” หยวนซันซันเหล่ตามองโอวหยังส่วงนิดหน่อย จากนั้นกล่าวว่า “เซ่าฝู่เป็นเด็กดีจริงๆ”

           ตู้เซ่าฝู่ไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติมเขามองไปที่แม่ลูกคู่นี้มีปากเสียงเถียงกันอย่างกวนๆ ในใจเขาก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่น

           หลังจากกินข้าวเสร็จ ตู้เซ่าฝู่ตั้งใจไว้ว่าจะกลับห้องไปวิจัยวิญญาณติดชีพจรของตัวเองทว่าหวงที่สามที่ไม่ได้พบกันมาสิบกว่าวันวิ่งเข้ามาหาเขาอย่างรีบร้อนบอกว่ามีคนจากข้างนอกที่ชื่อว่าตู้อวิ๋นหลงมาหา ตอนนี้รับรองแขกคนนี้ไปที่เรือนรับรองของจวนแล้ว

       เมื่อตู้เซ่าฝู่ไปถึงเรือนรับรองก็พบว่าพี่รองตู้อวิ๋นหลงกำลังรออยู่ เขาอาบน้ำชำระล้างร่างกายมาอย่างดีทำให้ดูดีไม่ธรรมดายิ่งขึ้น

       “นึกไม่ถึงว่าอาสามกับผู้ปกครองมณฑลหลันหลิงจะสนิทมีเบื้องหลังร่วมกันมาก่อนหน้าข้าเคยบังเอิญได้ยินลุงใหญ่คุยกับบิดาของข้าว่าอาสามเคยเป็นจอมยุทธเลื่องชื่อที่มีชื่อเสียงไม่ธรรมดาอยู่ข้างนอกเป็นคนในบ้านสกุลตู้ที่มีโอกาสช่วยให้บ้านสกุลของเราเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาได้แต่ว่า เฮ้อ……”

           ตู้อวิ๋นหลงมองสำรวจรอบๆ เรือนรับรองเมื่อเห็นว่าตู้เซ่าฝู่เดินเข้ามาก็พูด เมื่อเสร็จก็ถอนหายใจเล็กน้อยคิดไปว่าอาสามยังเป็นอาสามขี้เมาคนนั้น จากนั้นก็ยิ้มออกมา บอกกับตู้เซ่าฝู่ว่า “ต่อไปความรุ่งเรืองของบ้านสกุลตู้ คงต้องพึ่งน้องสามแล้ว”

           ตู้เซ่าฝู่ยิ้มเจื่อนๆจากนั้นสีหน้าเคร่งขรึมขึ้น เอ่ยถามตู้อวิ๋นหลง “พี่รองทำไมพี่ถึงมาหาข้าล่ะ  หรือว่าคนของสมาคมมังกรดาวที่เหลือเกิดเรื่องอะไรขึ้น?”

           “ไม่ใช่”

           ตู้อวิ๋นหลงส่ายศีรษะ พูดกับตู้เซ่าฝู่ว่า “ที่จริงวันนี้ที่ข้ามา เพราะข้ามีเรื่องใหญ่อยากมาปรึกษาหารือกับน้องสาม”

           “เรื่องอะไรหรือ?” เมื่อบอกว่าเรื่องใหญ่ ตู้เซ่าฝู่ก็แสดงสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมา

      ตู้อวิ๋นหลงมองตู้เซ่าฝู่ทันใดนั้นก็กล่าวว่า “สมาคมมังกรดาวไม่มีอีกต่อไปแล้วทว่ายังมีศิษย์ของสมาคมมังกรดาวจำนวนไม่น้อยที่เหลืออยู่ และก็มีพื้นที่และธุรกิจของประธานสมาคมมังกรดาวที่สร้างและหามาได้ทั้งสองปีรวมถึงยังมีพื้นที่และธุรกิจของพรรคบูรพารุ่งโรจน์ที่ทิ้งไว้อีกด้วยดังนั้นเมื่อคืนข้าคิดมาทั้งคืน ข้าตัดสินใจรับช่วงต่อเป็นผู้ดูแลสมาคมมังกรดาว”

           “งั้นก็ยินดีกับพี่รองด้วย” ตู้เซ่าฝู่ยิ้ม หากสมาคมมังกรดาวกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งน่าจะเป็นผลดีต่อบ้านสกุลตู้อย่างมาก

       “เพียงแต่การรับช่วงต่อมาดูแลสมาคมมังกรดาวไม่ใช่เรื่องง่ายในมณฑลหลันหลิงมีกลุ่มผู้มีอิทธิพลมากมายที่มีอำนาจอิทธิพลที่ไม่ธรรมดาเหมือนกับพรรคบูรพารุ่งโรจน์กับสมาคมมังกรดาวจึงมีกลุ่มผู้มีอิทธิพลจำนวนไม่น้อยที่คิดจะแย่งชิงพื้นที่และธุรกิจของพรรคบูรพารุ่งโรจน์กับสมาคมมังกรดาวไม่ได้มีแค่ผู้มีอิทธิพลสูงถึงขนาดสำนักพยัคฆ์ขาว ผู้มีอิทธิพลกลุ่มอื่นๆก็ยังมีอีกมาก พละกำลังของข้ารวมกับศิษย์ของสมาคมมังกรดาวที่เหลืออยู่ในตอนนี้ก็ยังไม่แกร่งพอที่จะไปแย่งชิงกับคนอื่นโดยเฉพาะสำนักพยัคฆ์ขาวเกรงว่าน่าจะไม่ปล่อยพวกเราไปแน่” ตู้อวิ๋นหลงบอกกับตู้เซ่าฝู่ด้วยสีหน้าจริงจัง

    คล้ายกับเรื่องยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน