เจียงอิ๋งอิ๋งพยักหน้าอย่างเห็นพ้อง“พอดีเลยค่ะ ฉันเองก็มีธุระต้องกลับไปจัดการเหมือนกัน”
ในใจเธอมีความคิดอื่นผุดขึ้นมาเธออยากจะลองถามพี่สามเรื่องผ้าพวกนั้นดูเพราะอย่างไรเสียคนเราจะนั่งกินนอนกินรอให้สินเดิมหมดไปเฉยๆ ไม่ได้
หลังมื้อค่ำเสิ่นเหยาลุกขึ้นจัดการเก็บกวาดถ้วยชามอย่างคล่องแคล่ว
ส่วนเจียงอิ๋งอิ๋งก็นั่งแทะเมล็ดแตงโมอยู่บนเก้าอี้โดยที่ไม่มีใครรู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นตื่นเต้นจนใบหน้าแดงซ่านในมือถือเสื้อเชิ้ตสีขาวทาบไปมากับตัว “พี่สะใภ้ตัวนี้ซื้อให้หนูจริงๆ หรือคะ?”
ความจริงแล้วเจียงอิ๋งอิ๋งเคยคิดจะตัดชุดให้เธอเองแต่ในเมื่อยังไม่เห็นกำไรเธอก็ขี้เกียจเกินกว่าจะลงมือทำจึงตัดสินใจซื้อตัวใหม่มาจากสหกรณ์ร้านค้าเสียเลย
แม้เธอจะขี้เกียจแต่ก็ไม่เคยตระหนี่ถี่เหนียวอีกอย่างเสื้อผ้าพวกนี้จะว่าไปเสิ่นเสี่ยวอวิ๋นก็ถือเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้วย
ไม่เพียงแต่เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นเท่านั้นเธอยังซื้อรองเท้าผ้าคู่ใหม่ให้หลี่เสวี่ยเหลียนและเสิ่นชิ่งหงอีกด้วย
รวมถึงซื้อเสื้อผ้าใหม่และกระเป๋านักเรียนใบใหม่ให้เหวินฉินกับเหวินชงด้วยเด็กน้อยทั้งสองดีใจจนเรียก ‘อาสะใภ้’ ไม่หยุด แทบจะหุบปากไม่ลงเลยทีเดียว...
ตกดึกเจียงอิ๋งอิ๋งนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงเพื่อนับเงิน
เธอเพิ่งสระผมเสร็จมาหมาดๆเส้นผมที่ยังเปียกชื้นจึงถูกปล่อยสยายไว้เบื้องหลัง
คอเสื้อแยกออกเล็กน้อยท่อนล่างสวมกางเกงตัวหลวม ท่าทางการนั่งขัดสมาธิทำให้เห็นเรียวขาขาวเนียนช่วงน่องรวมถึงฝ่าเท้าเล็กๆ ขาวผ่องที่โผล่พ้นออกมา
เสิ่นเหยาเพิ่งก้าวเท้าเข้าห้องมาก็รีบหันหลังกลับทันทีพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงพร่ามัว “ใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อย!”
เจียงอิ๋งอิ๋งก้มลงมองพลางเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ“พี่เหยา ฉันก็ใส่อยู่ไงคะ!”
อากาศร้อนจัดขนาดนี้เธอไม่ได้ตัดเสื้อสายเดี่ยวใส่ก็นับว่าสุภาพมากแล้ว!
เสิ่นเหยาไม่มองเธอเขานั่งลงบนเสื่อไม้ไผ่พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งกรุ่นโกรธ“ติดกระดุมให้มันดีๆ!”
เจียงอิ๋งอิ๋งกะพริบตาปริบๆก่อนจะยื่นมือไปปลดกระดุมออกเพิ่มอีกเม็ด แล้วเอ่ยเสียงหวานหยดย้อย“พี่เหยา เรียบร้อยแล้วค่ะ...”
เสิ่นเหยาถอนหายใจยาวเตรียมจะเงยหน้าพูดทว่าความขาวนวลที่ปะทะสายตาทำเอาเลือดลมในกายพลุ่งพล่านเขาขบกรามแน่นแล้วหันหลังกลับไปอีกครั้ง “เจียงอิ๋งอิ๋ง!”
เจียงอิ๋งอิ๋งหลุดหัวเราะคิกคักในลำคอเธอพอดูออกแล้วว่าผู้ชายคนนี้คือหนุ่มซื่อผู้บริสุทธิ์ชัดๆ...
“พี่เหยา ตะโกนเรียกชื่อเสียงดังขนาดนั้นทำไมคะ? ทำฉันตกใจหมดเลย!”
เธอแสร้งต่อว่าด้วยน้ำเสียงออดอ้อนมีจริตมารยาทว่าไม่ได้แกล้งเขาต่อ แต่หยิบเงินยี่สิบหยวนจากกองนั้นมาวางไว้บนโต๊ะ“รวมทั้งหมดได้กำไรหนึ่งร้อยสี่สิบสี่หยวนหักต้นทุนแล้วเหลือหนึ่งร้อยหยวน ตามที่ตกลงกันไว้ ส่วนของพี่คือสองส่วนค่ะ”
เข้าเมืองรอบเดียวได้เงินถึงยี่สิบหยวนหากเป็นยามปกติก็นับว่าเป็นธุรกิจที่เงินหล่นทับชัดๆ ใครได้ไปคงดีใจตาย
ทว่าในตอนนี้เสิ่นเหยากลับไม่มีความดีใจเลยแม้แต่น้อยเขารู้สึกเสียหน้าอย่างบอกไม่ถูกแต่ก็รู้ตัวดีว่าตอนนี้เขายังไม่มีความสามารถในการหาเงินมากพอ
“ไม่เอาหรอก วันนี้คุณซื้อของมาเยอะแยะ รวมๆ แล้วมากกว่ายี่สิบหยวนเสียอีก”
น้ำเสียงของเขาดูอู้อี้เขาไม่เงยหน้าขึ้นมามอง เพียงแต่ล้มตัวลงนอน “ของพวกนั้นวันหลังผมจะหาเงินมาคืนให้คุณเอง”
เจียงอิ๋งอิ๋งเลิกคิ้วขึ้นอย่างเข้าใจแจ่มแจ้งสงสัยจะเป็นเพราะแนวคิดชายเป็นใหญ่ค้ำคอเลยรับไม่ได้ที่ผู้หญิงหาเงินได้มากกว่าตัวเอง
เธอจึงแกล้งเอ่ยว่า“พี่รังเกียจที่เงินมันน้อยไปหรือคะ?”
เสิ่นเหยาหลับตาลง“เปล่าหรอก เงินนั่นคุณเป็นคนหามา ไม่เกี่ยวกับผม”
เจียงอิ๋งอิ๋งสวมรองเท้าผ้าเดินลงจากเตียงไปหยุดอยู่ข้างหลังเขาแล้วใช้เท้าเล็กๆ สะกิดเบาๆ “พี่เป็นบอดี้การ์ดฉันก็ต้องจ่ายค่าจ้างสิคะ?”
บอดี้การ์ด?ในสายตาเธอ เขาเป็นแค่บอดี้การ์ดอย่างนั้นหรือ?
ในใจของเสิ่นเหยายิ่งรู้สึกขมขื่นเข้าไปใหญ่เขากล่าวเสียงเย็น “ตอนนี้ผมยังเป็นผู้ชายของคุณอยู่การปกป้องคุณมันเป็นหน้าที่ที่ควรทำอยู่แล้ว!”
เจียงอิ๋งอิ๋งกะพริบตา“พี่ไม่ได้บอกหรือว่าในอนาคตเราสองคนจะต้องหย่ากัน?”
เรื่องหย่าเขาเป็นคนพูดเองก็จริงแต่ทำไมเธอต้องเอามาพูดกรอกหูบ่อยๆ ด้วย? อยากหย่านักหรือไง?
เสิ่นเหยาโมโหจนลุกขึ้นมานั่ง“ตอนนี้ยังไม่ได้หย่า!”
เจียงอิ๋งอิ๋งส่งเสียงอ๋อในลำคอ“ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ ในทางกฎหมายฉันก็ยังเป็นเมียพี่อยู่เพราะฉะนั้นของพวกนั้นฉันก็ควรจะเป็นคนซื้อถูกแล้วค่ะ”
เธอวางเงินไว้บนพื้น“ถ้าพี่ไม่เอา ฉันจะเอาไปให้แม่เอง...”
ปากคอเธอช่างเราะร้ายนักเขาไม่มีทางเถียงสู้เธอได้เลย!
เสิ่นเหยาถลึงตาใส่เธอทว่ากลับเห็นหญิงสาวส่งยิ้มพรายมองมาดวงตางามคู่นั้นภายใต้แสงไฟสลัวช่างแผดเผาใจเขาเหลือเกิน...
หัวใจเต้นโครมครามอย่างบ้าคลั่งคำพูดที่ติดอยู่ที่ลำคอกลับจุกจนพูดไม่ออก
ต้องรีบหาเงินต้องถีบตัวเองขึ้นไปให้ได้
ไม่รู้เพราะเหตุใดในใจของเสิ่นเหยาพลันผุดคำพูดนี้ขึ้นมา
มิเช่นนั้น...เขาคงเลี้ยงเธอไม่ไหว และรั้งเธอไว้ไม่ได้...
วันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดเจิดจ้าพืชพรรณในไร่นาเหลืองอร่ามสะท้อนแสง ใกล้จะถึงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวสาลีแล้ว
เจียงอิ๋งอิ๋งตื่นแต่เช้าตรู่
ด้านนอกนั้นเสิ่นชิ่งหงได้คัดแยกของที่จะให้เธอติดมือกลับไปบ้านเดิมเรียบร้อยแล้วเสิ่นเหยาจัดการเก็บของใส่กระเป๋าใบใหญ่ใบเล็กวางไว้ข้างกัน
เมื่อเห็นเจียงอิ๋งอิ๋งเดินออกมาเขาก็เอ่ยขึ้นว่า “งานในไร่มันเยอะเดี๋ยวผมจะเดินไปส่งคุณพร้อมของพวกนี้แล้วก็จะรีบกลับเลยถ้าคุณอยากอยู่ที่บ้านต่อนานหน่อย ตอนเย็นผมค่อยไปรับนะ”
“ไม่ต้องมารับหรอกค่ะ เดี๋ยวให้พี่ชายมาส่งก็ได้”
เจียงอิ๋งอิ๋งเอ่ยพลางหวีผมไปด้วย“ประเดี๋ยวอากาศจะร้อน รีบไปกันตอนนี้เลยดีกว่าค่ะ”
บ้านทั้งสองหลังอยู่คนละฟากฝั่งของหมู่บ้านเดินเท้าก็ใช้เวลาร่วมครึ่งชั่วโมง
ทว่าเจียงอิ๋งอิ๋งนั้นแสนบอบบางเดินไปได้ไม่เท่าไรก็บ่นเหนื่อยเสียแล้ว ระยะทางสั้นๆ จึงใช้เวลาเดินเกือบชั่วโมง
ที่บ้านเดิมก็กำลังยุ่งวุ่นวายเนื่องจากคนในครอบครัวเยอะ ที่ดินจึงเยอะตามไปด้วย
เจียงเฉียนจิ้นพี่ชายคนโตกำลังเข็นรถลากขนธัญพืชอยู่พอเห็นเจียงอิ๋งอิ๋งเดินเข้ามาก็คลี่ยิ้มร่า “น้องเล็กทำไมมาเอาป่านนี้ล่ะ? กินข้าวมาหรือยัง? เดี๋ยวพี่บอกให้พี่สะใภ้ไปลวกบะหมี่ให้กินเอาไหม?”
เฉินรุ่ยเสวี่ยสะใภ้รองที่ยืนอยู่ด้านหลังลอบเบ้ปากแต่งออกไปแล้วยังจะวิ่งกลับมากินข้าวบ้านเดิมอีก เป็นลูกสาวที่สิ้นเปลืองจริงๆ!
“ได้ค่ะพี่ใหญ่ ฉันอยากกินไข่ดาวด้วยฟองหนึ่ง!”
เจียงอิ๋งอิ๋งไม่เกรงใจเลยสักนิดเธอตื่นมาก็ตรงมาที่นี่ทันที ยังไม่ได้กินอะไรเลย เดินมาตั้งไกลจนหิวโซแล้ว
หลิวซิ่วฉินที่อยู่ในบ้านได้ยินเสียงก็เดินออกมาใบหน้ายิ้มกว้างจนเห็นรอยเหี่ยวย่น “ตายจริงอิ๋งอิ๋งของแม่กลับมาแล้ว!”
“แม่คะ หนูคิดถึงแม่ที่สุดเลย!”
เจียงอิ๋งอิ๋งเข้าไปกอดแขนประจบประแจง“หนูอยากกินไข่ดาว แล้วก็อยากกินบะหมี่ราดน้ำมันร้อนๆ ด้วยค่ะ!”
“เดี๋ยวแม่จะทอดไข่ฟองใหญ่ๆ ให้ลูกสองฟองเลย!”
หลิวซิ่วฉินหันไปถลึงตา“เหม่ยเจวียน มัวยืนบื้ออยู่ทำไม รีบไปลวกบะหมี่ให้น้องสิ!”
หลี่เหม่ยเจวียนที่อุ้มท้องอยู่เอ่ยรับคำทว่าพอกำลังจะเข้าครัวกลับถูกเจียงอิ๋งอิ๋งรั้งไว้ “พี่สะใภ้ใหญ่ท้องแก่ขนาดนี้แล้วพักผ่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันไปทำเอง”
หลิวซิ่วฉินแผดเสียงขึ้นมาอีก“สะใภ้รอง แกไปทำ!”
เฉินรุ่ยเสวี่ยที่กำลังป้อนข้าวลูกอยู่เอ่ยอย่างไม่เต็มใจ “แม่กังจื่อยังกินข้าวไม่เสร็จเลย! น้องเล็กก็บอกเองว่าจะทำเองไม่ใช่หรือคะ?”
“น้องเคยเข้าครัวเสียที่ไหนกัน? เดี๋ยวโดนน้ำลวกจะทำยังไง?”
หลิวซิ่วฉินไม่รู้สึกว่าคำพูดของตัวเองผิดเพี้ยนตรงไหนเธอตวัดสายตามองค้อน “สั่งให้ไปก็ไปกังจื่อโตขนาดไหนแล้ว ยังต้องให้คนป้อนอยู่อีกหรือ?”
พี่รองรีบผลักเมียตัวเอง“ยังไม่รีบไปทำบะหมี่อีก!”
เฉินรุ่ยเสวี่ยโกรธจนกัดฟันกรอดแต่ก็ไม่กล้าอาละวาดทำได้เพียงชักสีหน้าเดินเข้าห้องครัวไป
เสิ่นเหยาได้แต่ถอนใจเงียบๆในอก เจียงอิ๋งอิ๋งที่ถูกเลี้ยงดูมาในครอบครัวแบบนี้ก็ไม่แปลกหรอกที่เธอจะขี้อ้อนและเอาแต่ใจขนาดนี้...
หลิวซิ่วฉินเพิ่งจะสังเกตเห็นเสิ่นเหยาสายตาพลันเหลือบไปเห็นตะกร้าด้านหลังเขา “เสิ่นเหยาก็มาด้วยหรือ?เอาอะไรมาเยอะแยะล่ะเนี่ย?”
เจียงอิ๋งอิ๋งกอดแขนแม่พลางเอ่ยเสียงหวาน“ช่วงนี้งานยุ่งไม่ใช่หรือคะ? พ่อเลยให้ฉันเอาของกินมาส่งให้ที่บ้านเราค่ะ!”