ทางด้านโจวปี้หยูนั้นคำถามแรกที่นางถามเนี่ยเชียนก็คือ เรื่องนางกำนัลฝ่ายเย็บปักทั้งสองคน
“จัดการเรียบร้อยแล้วเพคะ”เนี่ยเชียนเผยยิ้มปราศจากความเมตตานางกำนัลหน้าโง่ทั้งสองคนคงไม่รู้ว่าค่าจ้างเพื่อส่งไปให้ทางบ้านแลกกับการถูกโบยเล็กน้อยดังเช่นนางบอก มันไม่จบเพียงแค่นั้นเงินไม่สามารถปิดปากคนได้สนิท ต้องกำจัดไม่ให้มีลมหายใจเท่านั้น เรื่องถึงจะเป็นความลับที่แท้จริง
“แล้วทางนั้นมีทีท่าเป็นเช่นไร”
“นายกับบ่าวไม่ต่างกันนักหรอกเพคะพระสนมเรารอฟังข่าวดีกันดีกว่า คิดว่าไม่พรุ่งนี้ก็วันมะรืนพระมเหสีต้องส่งคนมาเรียกพวกเราไปเข้าเฝ้าแน่นอนเพคะ”
“ดี...เพราะนานกว่านี้ข้าก็ขี้เกียจรอ”
แล้วมันก็เป็นดั่งเนี่ยเชียนคาดการณ์วันรุ่งขึ้นซื่อฟางส่งนางกำนัลผู้หนึ่งมาถ่ายทอดพระเสาวนีย์หลังจากนั้นไม่นานโจวปี้หยูก็ไปยังตำหนักหงส์พิมานเพื่อเข้าเฝ้าพระมเหสีเก่อซี
มีครั้งแรกย่อมมีครั้งต่อไป สนมจากแคว้นหนานลู่มีแผนการในใจที่จะมาทำความสนิทสนมกับนายหญิงวังหลังแคว้นหมิงอานเพื่อปูทางสู่แผนขั้นต่อไป
“นอกจากหม่อมฉันจะสำนึกด้วยตัวเองฝ่าบาทยังได้ตำหนิและสั่งสอนหม่อมฉันแล้วเพคะมาเข้าเฝ้าหนนี้ก็เพราะอยากได้รับพระกรุณาธิคุณได้โปรดยกโทษให้แก่ความไม่รู้ธรรมเนียม และไม่สำเหนียกถึงฐานะของหม่อมฉันต่อไปนี้หม่อมฉันจะปรับปรุงตัวเสียใหม่ หวังว่าจะได้รับพระเมตตาบ้างสักน้อยนิด”
“ผู้ใหญ่ย่อมไม่ถือโทษผู้น้อยยิ่งเจ้าคิดได้เองด้วยแล้ว”
“ขอบพระทัยเพคะ”
“ที่แล้วมาก็แล้วไปหลังจากนี้ทำตัวเสียใหม่ ตำหนักในแตกแยกย่อมทำให้ฝ่าบาททรงเป็นกังวลราชกิจบ้านเมืองมากมีไม่ควรได้วุ่นวายพระทัยกับเรื่องวังหลังอีกพวกเรามีสามีคนเดียวกัน ที่ควรทำก็คือทำอย่างไรให้พระองค์มีความสุขสบายพระทัยที่สุด บ้านเมืองร่มเย็น ราษฎรอยู่กันด้วยความสงบก็จะส่งผลมาถึงพวกเราที่อยู่วังหลัง ทุกคนในแคว้นต่างคนต่างมีหน้าที่ของตนนางในพระองค์ไม่ใช่มีแต่เรื่องบนบรรจถรณ์ และใช้ชีวิตกับสิ่งฟุ่มเฟือยฉาบฉวยพวกเราอยู่ใกล้ฝ่าบาทที่สุด ร่วมนอนเคียงกันยิ่งสมควรคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อส่งเสริมพระบารมีของฝ่าบาทไม่ควรสร้างปัญหาส่วนตัวระหว่างกัน จนคนอื่นไปเล่าลือว่าหญิงงามเป็นภัยร้ายของแผ่นดิน”
“ปี้หยูน้อมรับคำสั่งสอนเพคะ”
“เจ้าทำให้ข้าสบายใจขึ้นมากหากสนมคนอื่นเป็นอย่างเจ้าได้ก็ดี” ตรัสแล้วก็ถอนพระทัยเบาๆ
ดวงเนตรสีเขียวภายใต้แพขนตาดำทอดมองสตรีเบื้องหน้าด้วยความชื่นชมอยู่ลึกๆหากมิใช่นางอยู่ในฐานะเชลยและถ้ามิใช่เพราะจักรพรรดิแคว้นหมิงอานทำนางเจ็บช้ำใจไว้มากทั้งเรื่องสงครามและเรื่องบังคับขืนใจเอานางมาเป็นสนมถ้านางกับพระมเหสีเก่อซีไม่ใช่คนต่างแคว้น นางอาจจะญาติดีมีไมตรีต่อกันเพราะพระมเหสีสกุลอู๋นับเป็นพี่สาวที่ดีคนหนึ่ง
แต่นางทำเช่นนั้นไม่ได้ความใจอ่อนจะทำให้การใหญ่ไม่สำเร็จ ใครจะรักและภักดีกับจักรพรรดิแห่งหมิงอานก็ทำไปมีเพียงนางนี่ละที่ไม่อาจเป็นเช่นนั้นนางขยะแขยงทุกครั้งที่บุรุษผู้นั้นล่วงเกินร่างกายของนาง
นางไม่เคยเต็มใจเป็นของเขา!
ต่อให้ตายเป็นผีก็ไม่มีวันเต็มใจ!
กิจวัตรประจำวันของฉวนลี่ถิงระหว่างองค์ชายน้อยเล่าเรียนกับท่านครูก็คือการนั่งทอผ้าหากรู้สึกเบื่อ หญิงสาวก็หลบออกไปนั่งเล่นในอุทยานใกล้ตำหนักสุขบริบูรณ์เพียงลำพังนอกจากชื่นชมความสดสวยของดอกไม้ในสวนยังได้ผ่อนคลายกับสายน้ำและเสียงน้ำตกที่ไหลเซาะซอนภูเขาหินจำลอง
วันนี้ก็เช่นกันหลังจากนั่งหย่อนอารมณ์ได้สักระยะ ก็ได้ยินเสียงพูดคุยของสตรีสองนางเพราะนางนั่งอยู่ในมุมอับ ทั้งสองจึงเจรจาพาทีกันอย่างไม่ออมเสียงนิ่งฟังอย่างมิได้ตั้งใจอยู่ครู่หนึ่งจึงรู้ว่าทั้งสองเป็นสนมของจักรพรรดิจะว่าไปหาใช่การพูดคุยเฉพาะเรื่องของตนไม่เนื้อความที่ถูกพ่นออกมานั้นสามารถใช้คำจำกัดความว่า ‘ซุบซิบนินทาว่าร้าย’ ได้ไม่ยาก
คำสนทนาล้วนวนเวียนอยู่กับความริษยาที่สาวงามนางอื่นมีโอกาสถวายงานรับใช้องค์จักรพรรดิบ่อยครั้งกระทั่งพล่ามไปริษยาวาสนาของสนมที่มีหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ หะแรกมิใช่เรื่องเกี่ยวกับตนเองฉวนลี่ถิงก็คิดจะย่องหลบไปอยู่แล้ว แต่จู่ๆ ประโยคต่อๆมาของทั้งสองก็ทำให้นางคันยิบในใจ
“นังผู้หญิงนอกวังคนนั้นคงใช้เล่ห์เสน่ห์แบบพวกนางคณิกาแน่จริตมารยาคงจะมากมายถึงทำให้ฝ่าบาทพลาดพลั้งมีลูกกับนางได้ นี่ถ้าไม่ตายไปเสียก่อนวังหลังคงร้อนเป็นไฟยิ่งกว่านี้ ส่วนพวกเราที่ต้องอยู่ในกรอบอันดีงามไยจะกล้าลดตัวทำเรื่องไร้ยางอายเช่นนั้นได้มาบัดนี้เพียงก้มหน้ารับชะตาอาภัพไปเท่านั้นเอง”
ความคิดช่างน่ารังเกียจ!
แต่ละคนมีวาสนามีความงามจนได้มาอยู่ในวัง แต่จิตใจกลับต่ำตมโสมมนัก!
สตรีอยู่ในกรอบดีงามคนใดบ้างปากคอเราะร้ายกล้าวิพากษ์ผู้อื่นด้วยถ้อยคำต่ำช้าเช่นนี้!
ฉวนลี่ถิงไม่รอช้านางก้าวออกมาจากหลังสวนหิน เมื่อสนมทั้งสองเห็นนางถนัดก็สะดุ้งโหยงในเมื่อพินิจแล้วทั้งสองไม่ใช่คนโปรดปรานของจักรพรรดิแน่หญิงสาวจึงถลึงตาพร้อมสาดคำใส่ไม่ละเว้น
“วันๆ เอาเวลามานั่งนินทาว่าร้ายผู้อื่นระวังเถอะ อยู่ดีๆ จะร่วงจากกรงทองลงมาคอหักกองกับพื้น”
“สามหาว!เจ้าไม่รู้หรือว่าพวกข้าเป็นใคร!”
“เพราะรู้ข้าถึงกล้าอย่างไรเล่า หรือพวกเจ้าจะแลกกับข้า!”
สนมที่จักรพรรดิไม่โปรดปรานกับสตรีชาวบ้านที่นั่งตำแหน่งท่านหญิง หากงัดกันแล้วผลร้ายมากกว่าผลดีตรองดูถ้วนถี่ สนมสองนางก็เชิดหน้าแล้วกระทืบเท้าเดินจากไปปล่อยให้ฉวนลี่ถิงกำมือแน่นเพียรระงับความโกรธอยู่ลำพัง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางบังเอิญได้รู้ได้ฟังในสิ่งที่พวกสนมนางในคิดเพราะว่าอุทยานใกล้ตำหนักสุขบริบูรณ์เป็นอีกหนึ่งจุดที่สนมหลายนางมักมาเดินเล่นชมดอกไม้หากไม่จับกลุ่มนินทา ก็ประโคมอวดข้าวของซึ่งฝ่าบาทประทานให้ แม้นางไม่อยากฟังไม่อยากรับรู้ เรื่องก็ลอยมาเข้าหู และเรื่องที่เพิ่งได้ยินมาหมาดๆ ก็คือเหตุที่ฝ่าบาทเอ็นดูอาเฉินส่วนหนึ่งนั้น ก็เพราะสนใจนางด้วย