“ คือว่ามันเกิดขึ้นเมื่อ 3 วันก่อนตอนที่เจ้านั้นยังอยู่ในห้องแรงโน้มถ่วงได้มีศิษย์คนหนึ่ง……….. ” แม่นางจางลี่เล่าเรื่องทั้งหมดให้จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงได้ฟัง
หลังจากที่จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงนั้นได้ทราบเรื่องราวทั้งหมดสีหน้าของเค้าก็ทำหน้าประหลาดใจออกมา
“ มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นด้วยงั้นหรือ ? ”
“ ไม่ใช่เพียงแค่นั้น เพราะหลังจากนั้นทุก 3 วันที่ผ่านมาทุกช่วงเช้าจะต้องมีห้องใดห้องหนึ่งที่ได้ดวงซวย ทำให้แรงโน้มถ่วงนั้นไม่ทำงานแต่จะกลับมาทำงานปกติในช่วงบ่ายอีกครั้งหนึ่ง ผู้อาวุโสของสำนักเราไม่มีผู้ใดที่เชี่ยวชาญเรื่องค่ายกลเลย รวมทั้งในเมืองนี้ก็ด้วย แต่เราได้ส่งเรื่องไปให้กับกองกำลังระดับ 2 ดาว ที่เรานั้นสามารถขอความช่วยเหลือได้แล้ว แต่กว่า นักวางค่ายกลของที่นั้นจะว่างและสะดวกมาตรวจสอบก็อีก 2 เดือนเลย ” แม่จางลี่เล่าเรื่องราวสรุปทั้งหมดออกมา
“ 2 เดือนข้างหน้า ตอนนั้นข้าคงไม่ได้แวะมาที่หอฝึกฝนแห่งนี้แล้ว ” จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงกล่าวกับตัวเองในใจก่อนที่จะได้กล่าวลาแม่นางจางลี่
“ ขอบคุณแม่นางจางลี่ที่ให้คำตอบแก่ข้า ข้าขอตัวก่อน ” จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงกล่าวจบก็ได้เร่งรีบเดินออกมาทันที ตัวของเขาไม่อยากอยู่เห็นความผิดหวังของคนเหล่านี้ เค้ารู้ว่าวันนี้ทั้งผู้อาวุโสรวมทั้งศิษย์ที่จะรอดูการทำงานที่ผิดพลาดของค่ายกลแรงโน้มถ่วงวันนี้นั้นต้องผิดหวังเป็นแน่
จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงในรูปร่างของหมิงฉีนั้นไม่ได้เดินกลับไปที่ ที่พักของศิษย์สายนอกแต่เลือกที่จะไปตลาดมืดแทน
ณ บ้านไม้ของตลาดมืด
“ เจ้าต้องการสิ่งใด ” ชายชราชุดคลุมสีดำยังคงนั่งอยู่ที่เก้าอี้ไม้ตัวเดิมเหมือนตัวของเค้านั้นไม่เคยลุกไปไหนเลย
“ ข้าต้องการ ……………. ” สิ่งที่จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงนั้นกล่าวกับชายชราชุดคลุมสีดำทั้งหมดคือวัตถุดิบสมุนไพรที่ใช้ทำ โอสถรวบรวมปราณ หลังจากที่ทราบว่าตัวของเขานั้นต้องใช้โอสถที่มากกว่าคนอื่นเป็น 10 เท่า เพื่อที่จะได้ฤทธิของโอสถที่เท่ากันกับคนอื่นเค้าจึงเลือกที่จะมากักตุนวัตถุดิบไว้
“ ทั้งหมด 20 เหรียญเงิน ” ชายชราชุดคลุมดำพูดตอบกลับมา
“ เจ้าจะรับแหวนมิติไปด้วยหรือไม่เพียง 50 เหรียญเงิน ” ประโยคประจำตัวที่พูดต่อของชายชรานั้นชายชราชุดคลุมดำก็ไม่ลืม
*เกล็ดความรู้ สิ่งที่ชายชรานั้นทำในเชิงธุรกิจจะเรียกว่า Cross-Selling มันคือกลยุทธ์ การขายสินค้าชิ้นหนึ่งและเชียร์ขายสินค้าอีกชิ้นหนึ่งเพื่อให้ได้ปริมาณยอดขายที่มากขึ้นจะให้ยกตัวอย่าง ก็การที่เราไปซื้อ แฮมเบอร์เกอร์ แล้วเราก็จะถูกถามกลับว่าแล้วเราจะรับน้ำ….เพิ่มไปด้วยใหมคะ
“ ข้าไม่รับ นี้ 20 เหรียญเงินของเจ้า ” จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงตอบกลับชายชราชุดคลุมดำพร้อมทั้งยื่นถุงเงินให้ไป ตอนนี้จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงเหลือเงินทั้งหมดเพียง 4 เหรียญเงินเท่านั้น
“ เย็นวันนี้เจ้าสามารถมารับของได้เลย ข้าไม่ส่ง ” ชายชราพูดเสร็จเค้าก็ทำเหมือนเดิมคือปลดปล่อยพลังฝึกตนมาใส่จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงเพื่อไล่ให้ตัวของเขาออกไป
จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงหลังจากออกมาก็ได้เดินผ่านชายขี้เมา ก่อนที่จะเดินมุ่งหน้าไปที่ทางออกของเมืองหฤทัย
หลังจากเดินออกมาได้ 10 กว่านาที จนถึงพื้นที่ไร้ผู้คน
“ เจ้านั้นคิดจะเดินตามข้าไปถึงสุดขอบโลกเลยหรือไม่ละ ” จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงนั้นกล่าวคำออกมา
หลังจากที่กล่าวไปชั่วครู่ก็ได้มีชายคนหนึ่งเดินออกมาจากหลังต้นไม้
“ ที่แท้ก็เป็นเจ้าเองงั้นหรือ ” จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงจดจำชายผู้นี้ได้ตัวของเค้าคือศิษย์สายนอกที่ทำการเฝ้าหน้าสำนักเพลิงสืบทอดในวันที่ตัวของจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงนั้นได้เข้ามาทำการทดสอบเพื่อเข้าสำนัก
ดูจากความโลภที่ปรากฎในดวงตาของศิษย์สายนอกผู้นี้นั้นไม่ต้องคิดให้มากความเลย
“ เจ้าคิดว่าเงิน 5000 เหรียญทองแดงนั้นมันสำคัญกว่าชีวิตของเจ้างั้นหรือ ” จักพรรดิสรครค์ฉีหมิงกล่าวถามด้วยความสงสัย
“ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ ข้าว่านั้นเป็นคำถามที่ตัวข้านั้นควรสอบถามแก่ศิษย์น้องใหม่อย่างเจ้ามากกว่า เจ้าอยากไปหานายน้อยตระกูลซูด้วยชีวิตของเจ้าเองหรืออยากไปพบเพียงหัวของเจ้าดีละ ” ศิษย์ผู้นี้ได้หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งก่อนจะพูดประโยคที่ตัวของเขานั้นคิดออกมา ตัวของเขานั้นมีพลังฝึกตนอยู่รวบรวมปราณขั้นที่ 6 ส่วนเจ้าเด็กหมิงฉีข้างหน้าเขาเป็นเพียง รวบรวมปราณขั้นที่ 5 ด้วยความต่างของพลัง 200 กิโลกรัมบวกกับการที่เป็นศิษย์พี่อยู่ที่สำนักเพลิงสืบทอดมาก่อน ยังไงตัวของเขาก็สามารถทำอะไรกับชายตรงหน้านี้ก็ได้
“ เจ้าคิดจะฆ่าข้า ? ” แม้เสียงของจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงจะสงบนิ่งแต่ในแววตานั้นเผยถึงความหวาดกลัวออกมาอย่างชัดเจน
“ ถ้าใช่แล้วจะทำไม ? ”
“ เจ้าไม่กลัวกฎของสำนักเพลิงสืบทอดเลยหรือ ? ” เสียงของจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงในครั้งนี้กล่าวออกมาด้วยความหวาดกลัวอย่างสุดขีด
“ ฮ่าๆๆ กฎของสำนักงั้นหรือถ้าข้านั้นฆ่าเจ้าในที่แห่งนี้แล้วใครมันจะรู้ได้ว่าข้านั้นเป็นคนสังหารเจ้ากัน ? ” ศิษย์สายนอกเมื่อเห็นจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงเริ่มกลัวตัวของเขาก็กล่าวคำออกมาด้วยน้ำเสียงบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม
“ ฮ่าๆๆๆๆ งั้นก็ดีข้าก็คิดเหมือนกันกับเจ้า ” จากเสียงของจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงที่แสดงความหวาดกลัวออกมาตอนนี้นั้นเปลี่ยนเป็นนิ่งสงบอีกครั้ง
ฟึบ ฟึบ
ร่างของจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงนั้นทิ้งเงา ไว้จุดเดิมก่อนที่ร่างจริงจะได้ไปปรากฎตัวอยู่ด้านหน้าของศิษย์ผู้นั้น
1 ดัชนีชี้เข้าไปที่จุดตันเถียน
อักๆ
“ เจ้า !!! เจ้า !!! เจ้าเป็นใครกัน…….. ” ร่างของศิษย์สายนอกได้ล้มลงไปด้วยความเจ็บปวดไม่สามารถกล่าวคำพูดได้เต็มคำ ชายหนุ่มที่อายุเพียง 10 ปีไม่สามารถทำเช่นนี้ได้แน่นอนในสายตาของเขา ชายร่างกำยำข้างหน้าเหมือนกับปีศาจ
จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงไม่โต้ตอบอะไรเค้าเพียงรอ
30 นาทีต่อมา
“ ทำไมเจ้าไม่สังหารข้า ? ” ตอนนี้นั้นสายตาของศิษย์สายนอกเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ตัวของเขาไม่เข้าใจหลังจากที่ชายหนุ่มร่างกำยำได้ทำลายจุดตันเพียนของเขา ชายคนนั้นก็นิ่งเงียบแล้วเริ่มวาดอะไรบางอย่าง
ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
“ ค่ายกลนี้นั้นคงเหมาะสมกับเจ้า ” จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงหลังหัวเราะเสร็จก็ได้บ่นพรึมพรำออกมา
“ ช่วยสังหารข้าเถอะ ”