บทที่ 3 มีหยกเทพโอสถและบุตรแห่งโชคชะตาของเซียนเฒ่า
ห้วงอารมณ์ของเหลียนซิงราวกับถูกมัดไว้บนหลังของนกเผิงั์ บ้างก็ทะยานสู่ฟ้า บ้างก็ดิ่งลงสู่ก้นบึ้งมหาสมุทร
อัจฉริยะก็ยังคงเป็อัจฉริยะ แต่หากปราศจากกระดูกิญญาแล้ว ไฉนเลยจะยังมีประโยชน์อันใด
เหลียนซิงสบตากับดวงตาที่แสนบริสุทธิ์ของเด็กน้อยด้วยท่าทางสับสน ไม่รู้ว่าควรเอ่ยสิ่งใดออกมา
ร่างกายของนางช่างบอบช้ำ เสื้อผ้าขาดวิ่น ผ่ายผอม แต่กลับสามารถฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการมาถึงที่นี่ได้ ทั้งที่ถูกขุดกระดูกิญญาไปแล้ว!
ช่างน่ายกย่องยิ่งนัก
แต่หากข้าบอกนางว่า นางไม่อาจฝึกฝนได้อีกต่อไป และต้องจากสำนักไป นางจะไปที่ใดเล่า?
จะต้องตายอยู่ข้างนอกหรือ?
จะเคียดแค้นชิงชังโลกใบนี้หรือ?
หากเป็ยามปกติ เหลียนซิงคงไม่มี ‘ความเห็นอกเห็นใจ’ เช่นนี้หรอก แต่การร่วงหล่นของอัจฉริยะเช่นนาง ย่อมสร้างความอาลัยยิ่งนัก
ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงอัจฉริยะผู้นี้ที่เกือบจะได้เป็ศิษย์ของเขาแล้ว!
เขากำลังครุ่นคิดหาถ้อยคำที่ปฏิเสธโดยไม่ทำลายความมั่นใจของเด็กหญิงตัวน้อย ทันใดนั้นก็ได้ยินนางเอ่ยว่า “ท่านอาจารย์ไม่จำเป็ต้องรับข้าเป็ศิษย์หรอกเ้าค่ะ ข้ายอมรับว่าไม่อาจบำเพ็ญเพียรได้ และที่ข้ามาที่นี่ก็มิใช่เพื่อแสวงหาหนทางแห่งเต๋า แต่เพื่อมาส่งของต่างหาก ส่งของเสร็จแล้วข้าก็จะไป”
“ส่งของ?”
“ถูกต้องเ้าค่ะ บรรพบุรุษของข้าเป็คนของสำนักอวิ๋นหลาน เขาสิ้นชีพไปแล้ว เหลือเพียงแต่โครงกระดูก บรรพบุรุษสั่งเสียให้ข้านำมาคืนยังสำนัก บังเอิญว่ามาตรงกับ่คัดเลือกศิษย์ใหม่พอดีเท่านั้น หลังจากฝังร่างของเขาเรียบร้อยแล้ว ข้าก็จะไป ท่านอาจารย์โปรดวางใจ”
ศิษย์สำนักอวิ๋นหลานจำนวนไม่น้อยที่ออกไปฝึกฝนตนเองภายนอกล้วนจบชีวิตลงและถูกนำกระดูกกลับมาฝังที่สำนัก เหตุการณ์เช่นนี้มิใช่เื่แปลกประหลาดแต่อย่างใด
เหนือสิ่งอื่นใด โครงกระดูกของผู้ฝึกตนผ่านการหล่อหลอมด้วยพลังปราณ ถือเป็วัสดุชั้นเลิศสำหรับพวกมารร้ายในการสร้างอาวุธ
เดิมที เหลียนซิงตั้งใจแน่วแน่แล้ว แต่เมื่อได้ยินว่าเด็กคนนี้เป็ลูกหลานของคนในสำนักอวิ๋นหลาน หัวใจของเขาก็พลันสั่นไหว ไม่กล้าเ็าอีกต่อไป
เซียวเฉินซึ่งอยู่ด้านข้างเห็นท่าทางของเหลียนซิงก็รู้ทันทีว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
‘อัจฉริยะ’ ที่ว่านี่ต้องมีปัญหาแน่ ๆ เหลียนซิงถึงอยากจะกลับคำไม่รับนางเป็ศิษย์!
แต่เหลียนซิงก็โอ้อวดไว้ซะดิบดี จะปล่อยให้เขารอดไปง่าย ๆ ได้อย่างไร อย่างน้อยก็ต้องให้เสียหน้าบ้าง!
เขาถึงกับนึกคำพูดที่จะใช้เยาะเย้ยเอาไว้แล้ว! ท่านคิดดูสิ เ้าสำนักอวิ๋นหลานผู้สูงส่ง กลับผิดคำพูด พลิกลิ้นไปมา ช่างน่าอับอายขายหน้าเสียจริง! ฮิฮิฮิ!
เซียวเฉินเผยรอยยิ้มกว้างพลางเอ่ยว่า “ท่านเ้าสำนักเหลียน เื่มันเป็เช่นไรกัน? หรือว่าศิลาทดสอบพร์ของพวกเ้าเกิดปัญหาขึ้น? อยากให้ข้าหามาให้ใหม่สักอันหรือไม่? จะได้ดูกันให้แน่ชัดว่าศิษย์น้อยของเ้ามีพร์เช่นไรกันแน่?”
เหลียนซิงกัดฟันกรอดก่อนเอ่ยว่า “ไม่รบกวนท่านเ้าสำนักเซียวให้ต้องลำบากหรอก”
เซียวเฉินยังคงยิ้มราวกับหมาป่าเ้าเล่ห์ “จะลำบากอันใดเล่า? พวกเราก็ล้วนเป็ผู้บำเพ็ญเพียรด้วยกันทั้งนั้น นี่ก็ศิษย์คนสุดท้ายของเ้ามิใช่หรือ? มา ๆ ๆ เด็กน้อย ข้าคือสหายของท่านอาจารย์เ้า รับของขวัญจากข้าสักหน่อยเป็ไร มานี่ ๆ มารับของขวัญเร็วเข้าเด็กน้อย”
ระหว่างที่เอ่ย ดวงตาของเซียวเฉินพลันเปล่งประกายดุจดวงดาว
เพื่อกลั่นแกล้งเหลียนซิง คนหน้าหนาเช่นเขาถึงกับยอมใช้ ‘คำล่อลวง’ กับเด็กตัวน้อยเช่นนาง
หัวใจของเหลียนซิงพลันกระตุก หากจีอู๋ซวงพลาดท่าไปรับของขวัญจากอิทธิพลของคำล่อลวงเข้า เขาก็คงไม่ต่างอะไรกับถูกย่างอยู่บนกองเพลิงเป็แน่
เ้าสำนักอีกสามคนที่เหลือต่างก็มุงดูเหตุการณ์อย่างสนอกสนใจ ต่างอยากรู้ว่าเหลียนซิงจะจัดการกับสถานการณ์นี้อย่างไร จะยอมกลืนไม่เข้าคายไม่ออกรับอัจฉริยะที่มีปัญหานี่ไว้ หรือจะถูกเซียวเฉินเยาะเย้ยถากถางว่า ‘ตาถั่ว’ กันแน่
ทว่าจีอู๋ซวงกลับเอ่ยเพียงแค่คำว่า ‘สลาย’ เบา ๆ คำล่อลวงของเซียวเฉินก็พลันสลายหายไปราวกับไม่เคยปรากฏ
นอกจากเซียวเฉินผู้ร่ายคำล่อลวง คนอื่น ๆ ต่างคิดว่าเซียวเฉินเกิด ‘สำนึกผิด’ ขึ้นมา จึงเลิกแสดงท่าทีเป็เด็ก ๆ แล้ว
และเซียวเฉินเอง “!”
เขาเริ่มด้วยการบีบมือของตนเองแรง ๆ เพื่อให้แน่ใจว่ามันเจ็บจริง ๆ และไม่ใช่ภาพหลอน แล้วเขาก็ลุกขึ้นยืนทันที พลางจ้องมองเด็กสาวคนนี้อย่างแน่วแน่
เขามี ‘ดวงตาแห่งความจริง’ ที่สามารถมองเห็นอายุของกระดูกทุกคนได้แค่เพียงมองครั้งเดียว
เด็กสาวที่อยู่ตรงหน้า นางอายุสิบสองปีอย่างแน่นอน!
ไม่มีผิดพลาดแน่!
และลมหายใจของนางก็บริสุทธิ์ เป็ไปไม่ได้ว่าเป็การยึดร่าง!
เด็กสาวอายุสิบสองปี?!
แค่คำเดียวของนางกลับทำลายศาสตร์วาทศิลป์ของเขาที่เขาคิดขึ้นมาได้?!
นี่มันไม่ใช่อัจฉริยะหรอก!
นางผู้นี้ช่างวิปลาสยิ่งนัก!
เด็กน้อยเช่นนาง แม้ร่างกายจะมีปัญหาใดจนทำให้รากจิติญญาไม่คงที่ ก็หาใช่เื่ใหญ่ไม่
เซียวเฉินก้าวอาดเดียวมาถึงข้างกายจีอู๋ซวง เอ่ยอย่างร้อนรน “คุณหนูน้อย หากเหลียนซิงไม่้ารับเ้าเป็ศิษย์ ข้ารับเ้าเป็ศิษย์เอกก็ย่อมได้”
ฟ้าดินเป็พยาน
เซียวเฉินรู้ทั้งรู้ว่ารากจิติญญาของจีอู๋ซวงนั้นมีตำหนิ แต่ยังยินดีรับนางเป็ศิษย์ เพราะนางสามารถก้าวผ่านเส้นทางถามใจได้อย่างราบรื่น เพียงคำเดียวก็สามารถล่วงรู้เล่ห์กลวาจาของเขาได้
วัยเพียงสิบสองปีกลับมีพร์น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ นางต้องมีจิติญญาแห่งเต๋าโดยกำเนิดเป็แน่!
ในอนาคต หกศาสตร์แห่งการบำเพ็ญเพียร ไม่ว่าจะเป็ศาสตร์แห่งข่ายอาคม ยันต์ เล่นแร่แปรธาตุ หลอมสร้างอาวุธ สัตว์อสูร หรือแม้แต่การหล่อเลี้ยงิญญา นางต้องเชี่ยวชาญทั้งหมดอย่างแน่นอน!
เขาจะต้องแย่งชิงนางมาให้ได้!
ทว่าท่าทางของเซียวเฉิน เมื่อตกอยู่ในสายตาของเหลียนซิง กลับกลายเป็ว่าเ้าคนแก่ผู้นี้คิดไม่ซื่อ คิดจะบังคับให้เขารับศิษย์
นี่เป็เื่บาดหมางระหว่างข้ากับเ้า ไม่ควรมาพาลพาเด็กน้อยผู้นี้ หากนางเข้าเป็ศิษย์ของเ้า ในภายภาคหน้า หากเ้ารู้ว่านางไร้ซึ่งลิขิตแห่ง์ ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่านางจะต้องพบกับจุดจบอันน่าเวทนาเช่นใด!
เซียวเฉินมองบุรุษผู้มีท่าทางราวเซียนผู้นี้ พูดจาไม่ยอมเสียเปรียบแม้เพียงน้อยนิด
ช่างเถิด!
เด็กน้อยผู้นี้สามารถฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการมาถึงที่แห่งนี้ได้ ก็ถือว่ามีวาสนาต่อกัน ยิ่งไปกว่านั้น นางยังต้องมาเผชิญกับความลำบากเพราะเขา ถูกเ้าที่เป็ถึงเ้าสำนักกลั่นแกล้ง นี่ก็ถือเป็ลิขิตฟ้า
มีวาสนาต่อกันเช่นนี้ ข้าก็จะรับนางเป็ศิษย์เอง
เมื่อเหลียนซิงตัดสินใจได้แล้ว ก็รู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมาก จึงเอ่ยว่า “เ้ามาช้าไปแล้ว เมื่อครู่ข้าได้กล่าวไปแล้ว นางคือศิษย์สืบทอดของข้า”
ครานี้เซียวเฉินรู้สึกเสียดายอย่างแท้จริง อัจฉริยะเช่นนี้ เขาก็อยากได้มา “เื่นี้ควรให้เด็กน้อยเป็ผู้ตัดสินใจเอง มิใช่หรือ? เด็กน้อย เ้าอยากเลือกใครเป็อาจารย์?”
“เลือกทำไม นางเป็ศิษย์ข้า!”
“เห็นได้ชัดว่าข้าเหมาะสมกว่า”
จีอู๋ซวง “...”
นางผู้นี้หาได้ปรารถนาสิ่งใดไม่
ครั้นสองสำนักยุทธภพยังคงโต้เถียงกัน บัดดลนั้นแล ณ เื้ั ปรากฏร่างบุรุษผู้พิชิตยอดเขาเข้ามาอีกผู้หนึ่ง
โฉมสะคราญ งามเลิศล้ำ ดุจนางฟ้าจุติจากสรวง์ นางยังเยาว์วัยนัก อายุราวสิบห้าสิบหกปี ผิวพรรณผุดผ่องดุจหิมะแรก ร่างระหงนี้ช่างงามพิสุทธิ์ บริเวณโดยรอบราวกับมีม่านพลังอัศจรรย์แผ่ออกมา
งามราวกับหมอก ราวกับสายฝน ราวกับสายลม แลดูราวกับภาพมายาในฝัน
ยามนางเยื้องกรายเข้ามาในโถงใหญ่ บรรดาสายตาของเหล่าผู้คนต่างพุ่งตรงมายังร่างระหงของนางโดยมิได้นัดหมาย แม้กระทั่งสองเ้าสำนักผู้ยิ่งใหญ่ที่ยังคงโต้เถียงกันอยู่
ดูเหมือนนางจะคุ้นเคยกับการตกเป็ ‘จุดสนใจ’ เสียแล้ว สาเหตุคงมิพ้นความงามที่เปล่งประกายราวกับดวงตะวัน
แม้จะมีผู้ใดมาบดบังความเจิดจรัสของนางได้ชั่วคราว แต่สุดท้ายแล้วผู้นั้นก็ต้องพบกับจุดจบอันน่าเวทนา ดังเช่น พี่สาวร่วมบิดาของนาง เป็ต้น
นางมั่นใจเสมอว่าตนเองนั้นช่างพิเศษ เพราะั้แ่เยาว์วัย ‘ลางสังหรณ์’ ของนางมักแม่นยำยิ่ง นางจึงสามารถหลบภัยอันตรายทั้งปวงได้อย่างง่ายดาย ราวกับมองเห็นชะตาฟ้าลิขิต
และเมื่อนางได้หยกวิเศษโดยบังเอิญ ความรู้สึกนี้ยิ่งทวีคูณ
เซียนเฒ่าในหยกได้บอกกับนางว่า นางถือกำเนิดมาพร้อมโชคชะตาแห่ง์ นางคือบุตรแห่งโชคลาภแห่งผืนพิภพนี้
นางจึงตัดสินใจออกจากอกบิดามารดา เพื่อเข้าร่วมการคัดเลือกของสำนักใหญ่
เอาเถิด… ตระกูลของข้าก็เป็เพียงตระกูลผู้ฝึกตนเล็ก ๆ เท่านั้น ไม่อาจเทียบได้กับพลังแห่งบุตรแห่งโชคชะตาเช่นเ้า
เมื่อนางมาถึงดินแดนเทียนหลาน ทวีปตะวันออก สำนักอันดับหนึ่ง ย่อมต้องเป็ สำนักอวิ๋นหลาน!
นางรู้สึกได้... โอกาสของนางอยู่ที่นี่แล้ว!
ไม่ผิดแน่ บุรุษรูปงามทั้งสอง เมื่อเห็นนางต่างก็ตะลึงงัน คงจะตื่นตะลึงในความงามของนางกระมัง?
สาวน้อยผู้นี้เผยรอยยิ้มบาง ๆ ค้อมกายคารวะผู้คนรอบด้าน เอ่ยว่า “โม่หลานอีคารวะท่านาุโทุกท่าน”
จี้หยกของโม่หลานอีสั่นไหว จิติญญาของชายชราที่อยู่ในจี้หยกราวกับรับรู้ได้ เขารีบส่งกระแสปราณบอกโม่หลานอี
[เห็นบุรุษผู้สง่างามในชุดขาวผู้นั้นหรือไม่ นั่นคือท่านเ้าสำนักอวิ๋นหลาน เ้าต้องฝากตัวเป็ศิษย์เขาให้ได้! ด้วยพร์ของเ้า เ้าต้องได้เป็ศิษย์คนสุดท้ายของเขาแน่นอน พอเ้าเป็ศิษย์เขาแล้ว ทรัพยากรของสำนักอวิ๋นหลานก็จะเป็ของเ้าทั้งหมด ไปเถอะ! ไปแสดงพร์ให้พวกเขาดู!]
โม่หลานอีมั่นใจยิ่งนัก ‘ท่านปู่วางใจเถิด ข้าจะต้องทำให้ท่านเ้าสำนักอวิ๋นหลานรับข้าเป็ศิษย์เอง!’
ส่วนจีอู๋ซวงที่ชุดก็ขาดวิ่น ตัวก็ผอมแห้งน่าสงสาร โม่หลานอีจึงไม่แม้แต่จะชายตามอง