5 วันต่อมา มู่เชียนกำลังหลบอยู่ในร้านขายผักแห่งหนึ่ง กลางซุปเปอร์มาร์เก็ตของห้างใจกลางเมือง
นับแต่ก้าวเท้าออกจากบ้านจนกระทั่งขึ้นรถไฟฟ้า เด็กสาวก็รับรู้ได้ถึงสายตามากกว่าหนึ่งคู่ที่จับจ้องอยู่ แม้กระทั่งลงจากรถไฟฟ้า สายตาเ่าั้ก็ยังคงตามติดเธอไม่เปลี่ยน ด้วยสัญชาตญาณอันรุนแรงยิ่งกว่าครั้งใด มู่เชียนมั่นใจว่า …..เธอกำลังถูกสะกดรอยตาม !
เด็กสาวรีบมุ่งหน้าเข้าสู่ห้างสรรพสินค้าที่ใกล้ที่สุด พร้อมกับหวังว่าฝูงชนจะช่วยปกป้องและช่วยให้สลัดหลุดจากกลุ่มคนที่ติดตามอยู่ แต่กลับพบว่า ไม่ว่าเธอจะพาตนเองไปอยู่ตรงจุดไหน มักจะมีสายตาอย่างน้อยหนึ่งคู่เฝ้ามองอยู่เสมอ
‘มีมากกว่าหนึ่งคน ?’
ร่างเล็กอาศัยจังหวะหลบวูบเข้ามาในร้านขายผักพร้อมกับทรุดตัวลงนั่ง แสร้งทำเป็เลือกของในตะกร้าลดราคาเพื่อหลบคนร้าย ดวงตาสีน้ำตาลเคร่งเครียดมองไปทางหน้าร้าน ไม่แน่ครั้งนี้เธออาจจะได้เห็นคนที่กำลังไล่ตามตนเองเสียที
“ กริ้ก !” เสียงเหนี่ยวไกปืนดังขึ้นด้านหลัง มู่เชียนรับรู้ได้ถึงโลหะเย็นเยียบแข็งกระด้าง ที่กำลังจ่ออยู่ที่ศีรษะของตน !
“รู้ตัวแล้วหรือเด็กน้อย ถือว่าเซนส์ดีทีเดียวสำหรับคนนอกวงการอย่างเธอ” เสียงสากระคายหูดังขึ้นเหนือศีรษะ เด็กสาวชะงักนิ่งไป หัวใจเริ่มเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง ในขณะที่สมองพยายามคิดหาทางหนี... มู่เชียนไม่เข้าใจเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของตน !
“ อย่าส่งเสียงล่ะ พวกเราไม่อยากลำบากต้องฆ่าใคร ที่สำคัญ บ้านเธอมีแม่กับพี่น้องอีกสองคนไม่ใช่หรือ คุณหนูมู่ !’
‘พวกมันรู้จักเรา !’ สมองที่พยายามดิ้นรน หยุดนิ่งไปเมื่อที่คนร้ายเอ่ยถึงคนสำคัญที่สุดของชีวิต ด้วยพื้นนิสัยที่เป็คนนิ่งสงบ เธอจึงไม่ได้แสดงอาการใดออกมา
“คุณ้าอะไร?”
“ฉลาดมาก…” เขาเอ่ย แน่นอนว่าเขารู้สึกชื่นชมกับสติปัญญาและความสงบนิ่งของเด็กสาว เพราะหากเธอเอะอะโวยวาย เขาก็ไม่รังเกียจที่จะใช้ความรุนแรงเพื่อควบคุมสถานการณ์ ทว่าอย่างไรที่นี่ก็คือห้างกลางเมือง หากเลี่ยงความวุ่นวายได้ก็ย่อมดีที่สุด
“ไปกับพวกเราดีๆ เราสัญญาว่าครอบครัวของเธอจะปลอดภัย ถ้าพวกเขาไม่มายุ่ง พวกเราก็ไม่ชอบฆ่าใคร... ี้เีทำลายหลักฐาน” ชายชุดดำพูดพลางยักไหล่ด้วยท่าทีสบายๆ
เด็กสาวลุกขึ้นอย่างสงบทั้งที่ใจเต้นรัวจนเจ็บ สมองวิ่งเร็วจี๋หาทางแก้ไขสถานการณ์ทว่ากลับไม่พบ ...คนเหล่านี้ได้กุมจุดอ่อนที่สุดของเธอไว้ นั่นคือครอบครัวของเธอ !
ปืนเก็บเสียงถูกย้ายมาจ่อที่ข้างเอวบาง มู่เชียนถูกคุมตัวออกจากแผนกซุปเปอร์มาร์เก็ตเพื่อสมทบกับชายชุดดำอีกสามคน ก่อนที่คนลึกลับทั้งสี่จะเดินล้อมพาตัวออกมาจากห้างทางประตูใหญ่อย่างเปิดเผย
รถตู้สีดำจอดรออยู่... เมื่อประตูรถถูกปิด ทางรอดของเธอก็ถูกปิดลงเช่นกัน !
รถตู้เคลื่อนตัวออกจากห้างช้าๆโดยไม่มีผู้ใดสังเกตุเห็นความผิดปกติ แม้การจราจรจะติดขัดบ้าง แต่เพราะคนร้ายได้ตัวเป้าหมายมาอยู่ในมืออย่างราบรื่น บรรยากาศในรถตอนนี้จึงค่อนข้างผ่อนคลาย
“บนสะพานข้ามแม่น้ำรถจะติดหน่อยนะครับ” คนขับรถรายงาน “เห็นว่ามีชุมนุมตรงสี่แยกข้างหน้า เลยต้องปิดถนน” คนขับรายงานการจราจรให้คนร้ายทั้งสี่ฟัง
มู่เชียนได้ยินเสียงโต้เถียงเกี่ยวกับเื่ของเส้นทาง ทว่ากลับไม่ชัดเจนนัก ความนึกคิดในตอนนี้ยังสับสนไปหมด ทั้งหวาดกลัวและไม่เข้าใจว่าเธอถูกลักพาตัวกลางเมืองได้อย่างไร คนพวกนี้จะพาเธอไปไหน จะกำลังจะเกิดอะไรขึ้น
ขณะที่คำถามต่างๆวิ่งวนวุ่นวาย เสียงลึกลับไร้ที่มาพลันดังขึ้น… สะบั้นทุกความคิดของเธอลงทันที
‘ข้าพบเ้าแล้ว !’ น้ำเสียงนุ่มหวานเอ่ยกระซิบ แ่เบาล่องลอยราวความฝัน ทว่ามีอำนาจมหาศาลดึงดูดให้เธอไม่อาจคิดสิ่งอื่นใดได้ เฝ้าแต่หลงวนเวียนอยู่ในความอ่อนโยนนั้นราวกับต้องมนต์...
ทุกสิ่งรอบตัวเด็กสาวพลันหยุดนิ่ง... คนชุดดำในรถตู้กำลังหัวเราะค้าง รวมถึงรถคันอื่นๆบนสะพานก็หยุดชะงักเช่นกัน
ฝูงชนที่เดินอยู่บนถนน นกบนท้องฟ้า ปลาในน้ำ สายลม เกลียวคลื่น แม้กระทั่งอากาศ ทุกสิ่งถูกตรึงนิ่ง บรรยากาศบนโลกเงียบงันราวไร้แล้วซึ่งสิ่งมีชีวิต !
‘มาเถิด... เ้าพิเศษเกินกว่าจะอาศัยอยู่ในดินแดนชั้นล่างเยี่ยงนี้ !’
เสียงหวานล้ำชวนลุ่มหลง ดึงจิตของมู่เชียนให้ล่องลอยตามไป เด็กสาวก้าวลงจากรถอย่างมิอาจบังคับร่างกายได้ จิตใจและสมองโล่งว่าง ทุกการกระทำเป็ไปตามคำสั่งของเสียงหวานที่สั่นะเืถึงิญญา...
ห่างออกไปห้าเมตร ประตูสีฟ้าบานหนึ่งปรากฏขึ้น ลวดลายแกะสลักแต้มสีทองงดงามประณีตเป็รูปมัจฉาแหวกว่ายไปมา เหมือนจริงราวกับมีชีวิต
มู่เชียนก้าวเดินเข้าไปใกล้อย่างเงียบงัน สีหน้าเด็กสาวคล้ายไม่รู้สึกถึงความผิดปกติใดกับปลาที่แหวกว่ายอยู่บนประตูบานนั้น
ประตูปริศนาเปิดออกเผยให้เห็นกระแสน้ำสีฟ้าเชี่ยวกรากหมุนวนที่พร้อมจะดูดเธอเข้าไป ทว่าเธอกลับไม่สามารถก้าวขาต่อได้ อะไรบางอย่างกำลังฉุดรั้งข้อมือซ้ายของเธอไว้อย่างแ่า
เด็กชายวัยประมาณสี่หรือห้าขวบสวมชุดยาวสีดำแปลกตากำลังยึดข้อมือของมู่เชียนไว้ พลางเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มให้ ดวงตากลมโตสีดำใสบริสุทธิ์ราวผลึกหยุดการเคลื่อนไหวของเธอลง
‘ท่านไม่เหมาะกับที่แห่งนั้นหรอก’ น้ำเสียงใสดุจระฆังช่วยเตือนให้มู่เชียนมีสติแจ่มชัดขึ้น ก่อนจะจมลงสู่ความมืดไร้ที่สิ้นสุดในดวงตาของเด็กชายแปลกหน้า
‘ไปกับข้าเถิด มิติของข้า้าท่านยิ่งนัก’ ด้วยแรงฉุดดึงเพียงเล็กน้อย เด็กชายในชุดสีดำแปลกตา ก็นำเธอออกห่างจากประตูบานนั้นอย่างเริงร่า มู่เชียนเดินตามโดยไร้ท่าทีขัดขืน ราวกับว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของตน
เขาจูงมือเธอไปหาประตูสีดำอีกบานหนึ่ง บนประตูสลักอักษรมากมายที่อ่านไม่ออก ยิ่งเดินเข้าใกล้เด็กสาวก็ยิ่งรู้สึกว่าแสงสว่างรอบข้างมืดลง คล้ายกับว่าไม่มีแสงใดที่สามารถเจิดจ้าได้เบื้องหน้าประตูลึกลับบานนี้
มือน้อยที่กำลังจับจูงเธออยู่ให้ความรู้สึกเย็นจัด ยิ่งเข้าใกล้ประตูมากเท่าไหร่ มู่เชียนยิ่งรู้สึกว่าพลังชีวิตของตนค่อยๆหายไปจากร่าง … เธอเริ่มรู้สึกหายใจติดขัด
ทันใดนั้น แสงสว่างไร้ที่มาพลันเจิดจ้าขึ้นจากด้านหลัง ลมหายใจของเด็กสาวเปลี่ยนเป็โล่งสบาย เธอหยุดเดินและหันกลับไป เงาเลือนรางของชายชราคนหนึ่งปรากฏขึ้นท่ามกลางแสงสีทองที่ล้อมรอบกาย..
‘เฮยซู่ซ่างเสิน ท่านกำลังจะทำลายนาง รู้ตัวหรือไม่… ?’ สุ้มเสียงชราภาพเอ่ยนิ่ง
มู่เชียนรู้สึกคุ้นเคยกับเสียงนี้อย่างประหลาด สัญชาตญาณในร่างบอกให้รู้ว่า ตราบใดที่คนผู้นี้ยังอยู่ เธอจะปลอดภัย
เด็กน้อยที่ถูกเรียกว่าเฮยซู่ซ่างเสินทำปากยื่นอย่างน่ารัก เื่นี้เขาย่อมรู้ดี ทว่าเด็กน้อยกลับไม่้าปล่อยมือจากความอบอุ่นนี้... นางสามารถขับไล่ความหนาวเย็นที่ปกคลุมทั้งใจและกายของเขามาตลอดหลายพันปีได้ เช่นนี้จะให้เขาตัดใจได้อย่างไร
‘ซิ่งชางซ่างเสิน ครั้งนี้ท่านยกให้ข้าเถิด ท่านอยากได้สิ่งใดในมิติของข้า ข้ายินดีแลกทุกอย่าง คนผู้นี้มิติของข้า้ายิ่งนัก ’ เฮยซู่ซ่างเสินรู้ว่าสู้ไม่ได้ จึงใช้ไม้ตายของตน นั่นคือการออดอ้อนขอร้อง !!
‘นางมีชีวิตอยู่ในมิติของท่านได้ไม่นานร่างกายก็จะสูญสลาย ...รู้เช่นนี้ท่านยังจะนำนางไปอีกหรือ ?’
เฮยซู่ซ่างเสินนิ่งเงียบไป ท่าทางคล้ายอัดอั้นจนใกล้จะร้องไห้ เห็นเขาเป็เช่นนี้ชายชราก็ถอนหายใจพลางเอ่ยปลอบ
‘ผู้เยียวยาสำหรับมิติเทียนอินนั้นมีแน่นอน ท่านจำต้องอดทนรอต่อไป ..... อีกไม่นานแล้ว’
เฮยซู่ซ่างเสินได้ยินดังนั้นจึงสลัดความเศร้าทิ้งไป ดวงตาดำกลมโตเปล่งประกายแห่งความหวัง ‘จริงหรือ ?!’
‘ข้าเคยหลอกท่าน ?’
‘ไม่ๆ คำทำนายของท่านไม่เคยผิดพลาดมาก่อน ข้าจะรอ !’ เด็กน้อยชุดดำพยักหน้ายิ้มอย่างว่าง่าย
‘แต่ข้าไม่อาจรอได้อีกแล้ว !!’ เ้าของเสียงนุ่มหวานในคราแรกปรากฏตัวขึ้น ร่างหญิงสาวผู้นี้มีใบหน้างดงามประหนึ่ง์สร้าง คิ้วคางหาที่ติมิได้แม้แต่น้อย สวมชุดยาวสีฟ้าอ่อนแฝงประกายมุกแพรวพราว ราวกับถูกสร้างจากน้ำ ท่าทางสงบนิ่งเ็า ทว่าความงามอันเหนือธรรมชาตินี้กลับสามารถกดข่มทุกสีสันรอบกายนางให้ดูหม่นหมองลงไป
‘มิติของข้ายามนี้วิกฤตนัก ขาดอีกเพียงไม่กี่ก้าวก็จะแตกสลายเป็เถ้า ข้า้าผู้เยียวยา!’
‘นางมิใช่ผู้เยียวยาของท่าน ท่านย่อมรู้ดี’ ซิ่งชางซ่างเสินกล่าวเรียบๆ
‘ข้าจำเป็ต้องใช้นาง ข้ามิอาจทนเห็นมิติของข้าล่มสลายไปมากกว่านี้แล้ว’
ดวงตาที่เคยสงบนิ่งกลับร้อนรน หยาดน้ำเอ่อคลออยู่ในดวงตาคู่งาม ภาพนี้มิว่าผู้ใดเห็นก็มิอาจหักใจทำร้ายเ้าของดวงตานี้ได้ แม้ซิ่งชางซ่างเสินผู้อยู่มานับหมื่นปียังสะท้านะเืใจ ทว่า....
‘พอเถิดจี้สุ่ยซ่างเสิน.. ข้ามิอาจผิดคำสัตย์ นางถูกลิขิตไว้แล้วว่าต้องไปที่มิติอี้เจ๋อ ไม่มีผู้ใดจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ …. ทว่าข้าจะกล่าวกับท่าน เช่นเดียวกับกับเฮยซู่ซ่างเสิน ผู้เยียวยาของท่านจะมาในไม่ช้า และเมื่อถึงวันนั้น ท่านจะไม่ผิดหวัง ข้าให้สัญญา !’
กล่าวจบก็ไม่รอคำตอบ ชายชราพลันกลายเปลี่ยนเป็กลุ่มแสงสีทองสุกสว่าง กลืนร่างของมู่เชียนพุ่งตรงไปทางประตูสีขาวมุกที่เปิดรอไว้ก่อนหน้า ประตูบานนั้นจางหายไปทันที..
แผนแย่งคนล้มเหลว จี้สุ่ยซ่างเสินและเฮยซู่ซ่างเสินมองหน้ากันอย่างเคร่งเครียด
‘เจอกันคราวหน้า คนต้องเป็ของข้าแน่นอน !’ เด็กน้อยผมยาวสีดำบิดปากใส่เทพสาวผู้แสนงดงามก่อนที่จะหายลับไปยังประตูมิติสีดำนั้น
‘ไม่มีทาง..’ เสียงไพเราะแว่วหวานกล่าวอย่างเรียบเฉย นางจะยอมให้ครั้งนี้เป็ครั้งสุดท้าย แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น !!
บรรยากาศเงียบสงัดจางหาย ทุกสรรพสิ่งกลับมาคลื่อนไหวเป็ปกติอีกครั้ง และเมื่อกลุ่มคนในรถตู้รู้สึกตัว บนเบาะด้านหลังก็ไม่มีร่างเด็กสาวผู้นั้นอีกต่อไป !
“รีบรายงานหัวหน้า เป้าหมาย... ถูกแย่งไปอีกแล้ว !!” เสียงห้าวสั่นสะท้านด้วยความโกรธเกรี้ยวดังลั่น