อีกทั้งเขายังได้ฝึกบทเพลงเพลิงเฟิงหวงที่ได้รับมาจากอาจารย์อีกด้วยศาสตร์แห่งดนตรีของบทเพลงนี้ก็คือหลักการผสานเพลิงวิญญาณเข้าสู่เพลงเพื่อบรรเลงบทเพลงอันเร่าร้อนเพื่อขับเน้นพลังเพลิงและทำลายศัตรู
ชายหนุ่มได้ใช้ความพยายามอย่างมากในการพลิกแพลงผสานการโจมตีด้วยทวนเพื่อขยับทวนกระดูกมังกรสายฟ้าให้เกิดเสียงรูปแบบต่างๆเพื่อร้อยเรียงกระบวนท่าที่ผสานเข้ากับเสียงที่เปล่งออกมาจากทวนเล่นนี้ให้กลายเป็นเสียงเพลงของบทเพลงเพลิงเฟิงหวงในเรื่องกระบวนท่าทั้งหลายนับว่าเขาสามารถใช้มันออกมาได้อย่างช่ำชองนัก
โดยในช่วงนี้ถังเฟยหู่เองก็เริ่มที่จะฝึกการใช้ประโยชน์จากญาณที่บรรลุได้เข้ากับวรยุทธ์ของตนนั่นเพราะถึงอย่างไรก็ตามพลังฝึกตนของเขาในตอนนี้ก็อยู่ในขอบเขตก่อเกิดแล้วในขอบเขตนี้ผู้ฝึกตนจะเริ่มเข้าถึงและบรรลุพลังญาณซึ่งเป็นข้อได้เปรียบเหนือกว่าผู้ที่ไม่สามารถใช้ได้อีกทั้งยังใช้เพื่อผลักดันพลังของตนให้ก้าวหน้าขึ้นด้วย
ชายหนุ่มเริ่มทบทวนสิ่งต่างๆที่ตนได้ผ่านมาเขาสามารถบรรลุซึ่งญาณแห่งโลหิต ญาณแห่งสมุทร และญาณมรณะแต่เขาสามารถใช้พวกมันได้อย่างเต็มที่แล้วหรือ? เมื่อมาทบทวนดีๆแล้วดูเหมือนว่าเขายังใช้ญาณเหล่านี้ได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพเสียด้วยซ้ำไปบางทีเขาควรเริ่มที่จะเรียนรู้การใช้พลังญาณอย่างจริงจังเสียแล้ว
เช่นเดียวกับตอนที่เขาอยู่ในแดนลับทะเลปีศาจและใช้ญาณสมุทรพร้อมกับอสรพิษวารีเพื่อผสานการโจมตีที่ร้ายกาจออกมาซึ่งนั่นก็เป็นข้อพิสูจน์อย่างหนึ่งว่าการผสานญาณเข้ากับการโจมตีคือเรื่องจำเป็นสำหรับขอบเขตก่อเกิด
สำหรับญาณแห่งโลหิตนับไปแล้วเขามักจะใช้สิ่งนี้ออกมาอย่างบ่อยครั้งมากที่สุดในตอนที่เขาใช้วิชาสายเลือดดวงตาเพื่อช่วยในการบังคับสายเลือดที่กลายพันธุ์นับว่าวิชาญาณนี้เขามีความเชี่ยวชาญมากที่สุดเลยก็ได้ แต่ก็ไม่มีวรยุทธ์สายโจมตีที่เกี่ยวข้องกับธาตุโลหิตโดยตรงให้ใช้ญาณนี้ผสานออกไป
แต่ปัญหาทั้งหมดเหล่านั้นนับว่ายังสามารถแก้ไขในภายหลังได้สิ่งสำคัญสำหรับตอนนี้คือเขาได้พบว่าการฝึกตนของเขานับว่ายังด้อยอยู่มาก ศัตรูที่เขาเจอหลายครั้งที่พลังฝึกตนสูงกว่าแต่เขาก็อาศัยความเหนือชั้นกว่าของวิชาเข้าสู่แต่อย่างครั้งก่อนที่ได้สู้กับคุณชายหน้าหยกหากไม่มีซินถงถ่วงเวลาและอสูรทมิฬมอบญาณมรณะให้ไม่แน่บางทีเขาอาจจะถูกฆ่าและกลายเป็นหุ่นเชิดศพไปแล้วก็ได้
การฝึกตนขอบเขตก่อเกิดขั้นหนึ่งระดับต่ำของเขาในตอนนี้คืออุปสรรคใหญ่ที่เขาจะต้องก้ามผ่านไปสู้ขั้นต่อไปให้ได้ในเร็ววันนอกจากที่คุณภาพของปราณโดยรวมและปริมาณปราณที่สะสมได้จะมีมากขึ้นแล้วหากเขาสามารถบรรลุไปจนถึงขั้นหลอมรวมได้ก็จะสามารถใช้วิชาเนตรเพลิงที่อาจารย์ถ่ายทอดมาให้ได้อย่างสมบูรณ์
คุณสมบัติของร่างกายหรือว่าวรยุทธ์นับว่าเลยขอบเขตของการฝึกตนในปัจจุบันไปไกลเกินกว่าคนในระดับเดียวกันแล้วหากเขามุ่งเน้นไปที่การฝึกตนอย่างเต็มที่อาจได้รับผลเป็นที่น่าพอใจก็เป็นได้แต่นอกจากการฝึกตนที่เป็นปัจจัยภายในแล้วผู้ฝึกตนยังมีวิธีที่มักจะใช้กันซึ่งใช้ปัจจัยภายนอกร่วมด้วยนั่นคือของวิเศษต่างๆที่เป็นทรัพยากรในการฝึกตนซึ่งตัวของถังเฟยหู่เองก็เคยผ่านประสบการณ์พบของวิเศษหรือแม้แต่ใช้ยาเร่งการฝึกฝนของสำนักเพื่อบรรลุขอบเขตที่สูงขึ้นมาแล้ว ในตอนนี้แต้มคุณูปการที่เขาถือครองอยู่นั้นก็นับว่ามีมากมายนักหากเขาคิดที่จะเร่งรัดการฝึกฝนให้เร็วขึ้นก็มิใช่ว่าเป็นไปไม่ได้หากพึ่งพาทรัพยากรอันทรงคุณค่าต่างๆ
เมื่อตัดสินใจได้แล้วเขาจึงได้เก็บอาวุธจิตวิญญาณและเร่งรีบเดินทางไปยังตำหนักที่สองในทันทีเป้าหมายของเขาก็คือห้องปรุงยาแห่งตำหนักนี้ไม่นานนักเขาก็ได้มาถึงยังเบื้องหน้าของห้องปรุงยาชายหนุ่มได้ผลักประตูเข้าไปและพบเข้ากับไอร้อนและเปลวเพลิงสีเขียวอีกครั้ง
ที่ตรงหน้าของเขานั้นก็คือถังจิวหลงผู้อาวุโสแห่งห้องปรุงยาตำหนักสองซึ่งแน่นอนว่าชายวัยกลางคนผู้นี้ก็คือหนึ่งในวงศาคณาญาติร่วมสายเลือดตระกูลถังอีกทั้งชายผู้นี้ยังรู้จักกับท่านตาของเขาเป็นอย่างดีการได้พูดคุยกับถังจิวหลงเลยเปรียบเสมือนการได้พบพานญาติสนิทผู้หนึ่งก็ไม่ปาน
“อ้าวหลานชาย” ถังจิวหลงได้กล่าวออกมาเมื่อเห็นถังเฟยหู่ตรงประตูทางเข้าห้องปรุงยาถังจิวหลงที่กำลังปรุงยาอยู่ตรงหน้าเตาปรุงยาขนาดใหญ่ได้เรียกจิตวิญญาณอสรพิษมรกตของตนออกมาเมื่อให้มันควบคุมเพลิงพิษและปรุงยาแทนตัวเขาจิตวิญญาณของเขาถูกฝึกมาอย่างดีจนสามารถช่วยงานปรุงยาได้
ถังเฟยหู่เองก็ได้ทักท่านอาจารย์ลุงจิวหลงกลับไปเช่นเดียวกันพวกเขาพูดคุยกันเล็กน้อยก่อนที่ถังจิวหลงจะพาหลานชายเข้าไปดื่มชาที่ห้องด้านใน ถังเฟยหู่ได้บอกเล่าเรื่องราวที่พบพานในเวลาที่ผ่านมารวมถึงเรื่องที่จิตวิญญาณอสรพิษมรกตของเขาสามารถปลดปล่อยเพลิงพิษได้แล้วรวมถึงเรื่องราวที่อาจารย์ของเขาได้ถ่ายทอดขั้นพื้นฐานของเนตรสวรรค์ผลาญภพให้แก่เขาอีกด้วย
“เหลือเชื่อมากหลายชาย!ไม่น่าเชื่อเลยว่าสายเลือดดวงตาในร่างของเจ้าสามารถผสานเข้ากับเพลิงพิษของตระกูลเราได้ตระกูลถังสาขาที่ข้าอยู่ไม่เคยได้ยินเรื่องราวเช่นนี้มาก่อนความรู้ของข้ายังตื้นเขินนักไม่อาจเทียบกับตาของเจ้าได้ ไม่แน่ว่าตระกูลใหญ่ที่จงหยวนอาจเคยประสบพบกับเรื่องราวเช่นนี้ข้าไม่อาจช่วยเจ้าได้มากมายนัก ที่ทำได้อาจจะเป็นการถ่ายทอดเคล็ดลับการควบคุมเพลิงพิษของตระกูลถึงศิษย์พี่หยางอาจารย์ของเจ้าจะถ่ายทอดวิชาเนตรควบคุมเพลิงของสกุลหยางให้ แต่วิธีการควบคุมและดึงความสามารถของเพลิงพิษออกมาให้ข้าสอนเจ้าเองเถอะหลานชาย!”
ถังเฟยหู่ยิ้มออกมาพร้อมกับประสานมือคาราวะออกไป “ขอบคุณอาจารย์ลุงที่จะสั่งสอนศิษย์หลาน! จริงสิ มีอีกเรื่องที่ศิษย์หลานอยากจะปรึกษาศิษย์หลานได้มีแต้มคุณูปการนับหมื่นไว้ในครอบครอง ต้องการที่จะแลกทรัพยาการสำหรับฝึกฝนเกี่ยวกับธาตุลมจากห้องปรุงยาของอาจารย์ลุง”
ชายหนุ่มได้กล่าวออกไปเช่นนั้นก็เพราะว่าทราบถึงข้อจำกัดบางอย่างของสำนักดีเช่นธาตุลมปราณของสำนักเป็นวายุจึงทำให้อาจมีทรัพยากรที่เน้นหนักไปในทางด้านการสนับสนุนการฝึกปราณธาตุวายุเสียมาก
ถังเฟยหู่เริ่มมีความคิดบางอย่างขึ้นมาในใจ เขาได้นึกถึงปราณเจ็ดสำเนียงอัคนีของตำหนักที่สี่ขึ้นมาวิชาปราณนี้ถูกสร้างขึ้นจากการผสานธาตุไฟเข้ากับปราณเจ็ดสำเนียงของสำนักทำให้เกิดวิชาใหม่ที่มีคุณสมบัติของสองธาตุหากเขาทำเช่นเดียวกันละ หากเขาผสานวิชาปราณเก้าเยือกแข็งเข้ากับปราณเจ็ดสำเนียงบางทีผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอาจจะน่าพอใจเป็นอย่างมากก็ได้
นอกจากไม่เสียหายอันใดแล้วเขายังกลับจะได้ประโยชน์จากกระทำในครั้งนี้เสียด้วยซ้ำไปหากสำเร็จวิชาปราณทั้งสองจนถึงระดับสูงสุดก็มีส่วนช่วยในการบ่มเพาะปราณเช่นเดียวกันและหากสำเร็จวิชาทั้งสองก็จะมีส่วนช่วยในการทำความเข้าใจและผสานสองวิชาทั้งสองธาตุให้เป็นหนึ่งเช่นเดียวกัน
“ได้สิหลานชายห้องปรุงยาของข้ามีทรัพยากรมากมาย หรือแม้แต่การปรุงยาอันล้ำเลิศข้าก็สามารถทำให้เจ้าได้หึๆ ดูไปแล้วที่เจ้าขยันฝึกฝนเช่นนี้คงมิใช่ว่าหมายจะไปเข้าร่วมงานชุมนุมเทพดนตรีหรอกนะ?”ถังจิวหลงเลิกคิ้วถามอย่างแปลกใจนั่นเพราะคนที่ไปร่วมงานชุมนุมของสำนักปกติจะเป็นลูกศิษย์ที่มีชื่อเสียงภายในสำนักเสียมาก
แต่เมื่อได้ยินเช่นนั้นถังเฟยหู่กลับทำสีหน้าไม่เข้าใจออกมา “อาจารย์ลุง…งานชุมนุมเทพดนตรีคืองานใดกัน? ศิษย์หลานยังมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสำนักน้อยยิ่งนักอยากจะรบกวนอาจารย์ลุงช่วยอธิบายได้หรือไม่”ถังจิวหลงเองก็แปลกใจเช่นกันว่าทำไมถังเฟยหู่ถึงมิได้รู้เกี่ยวกับงานชุมนุมนี้แต่ก็อาจเป็นไปได้ว่าเด็กผู้นี้มัวแต่ฝึกวิชาจนมิสนสิ่งใดนอกจากเรื่องฝึกฝนฝีมือมา
ถังจิวหลงจึงได้เริ่มเล่าเกี่ยวงานชุมนุมเทพดนตรีบอกเราถึงงานชุมนุมที่สำนักศาสตร์ดนตรีมาประชันเพื่อหาผู้นำสำนักทั้งหมดรวมถึงถังจิวหลงได้บอกถึงเรื่องที่สำนักของพวกเขาไม่ได้รับอันดับที่ดีเท่าไหรนักในงานประชันฝีมือผนวกกับต๊กโกวฉิวหลงมาชิงด่วนตายไปเสียก่อน ดูเหมือนว่าเจ้าสำนักเองก็ไม่ค่อยหวังกับงานแข่งในปีนี้เสียเท่าไหร
จากนั้นพวกเขาทั้งสองยังพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องทรัพยากรในการฝึกฝนต่อไปตัวถังเฟยหู่เองนั้นมีความสนใจในยาสัมผัสวายุอยู่มาก นั่นเพราะผลของยานี้ทำให้สามารถเพิ่มปริมาณการดูดกลืนปราณธาตุวายุอีกทั้งยังเพิ่มสัมผัสถึงธาตุวายุมากขึ้นชายหนุ่มคิดว่าหากได้ยาตัวนี้ช่วยบางทีอาจทำให้การทำความเข้าใจในศาสตร์ของธาตุวายุเพิ่มสูงขึ้นมากหากเขามีความพยายามมากพอก็อาจจะสามารถบรรลุถึงญาณชนิดใหม่ได้เช่นกัน
“เรียนถามอาจารย์ลุงทรัพยากรใดที่มีผลช่วยสนับสนุนการฝึกตนธาตุวายุในระดับที่สูงที่สุดโดยไม่สนใจผลเสียต่อร่างการบ้างหรือไม่” ถังเฟยหู่ได้กล่าวถามออกไปตามตรงที่เขาถามเช่นนี้นั้นก็เพราะว่าเขาเข้าใจดีว่าการฝึกฝนแนวทางมาตรฐานอันเที่ยงแท้ทั่วไปคงจะไม่เหมาะกับเขาเท่าไหรนัก
ที่แล้วมาส่วนใหญ่เขามักจะฝึกวิชาโดยการโหดร้ายกับตนเองการบีบคั้นร่างกายจนถึงขีดสุดมักจะให้ผลตอบแทนอันน่าพึงพอใจในการฝึกสำหรับเขาเสมอนั่นจึงทำให้ร่างกายของเขาทรหดอดทนเหนือกว่าคนทั่วไปหากเขาใช้ทรัพยากรฝึกฝนที่มีผลรุนแรงจนคนทั่วไปเลือกไม่ใช่ไม่แน่ว่าอาจทำให้เขาสามารถพบความก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว
ถังจิวหลงเองกลับแปลกใจที่หลานชายตรงหน้าถามเช่นนั้นออกมาแต่เขาก็เข้าใจดีถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับถังเฟยหู่จึงพอเข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการจะแข็งแกร่งขึ้นมากขนาดไหนถังจิวหลงพลันนึกไปถึงทรัพยากรทั้งหมดที่มีอยู่เพื่อหาสิ่งที่เหมาะสมมากที่สุดให้แก่ถังเฟยหู่เขาเคยตรวจร่างกายของถังเฟยหู่มาอยู่บ้างจึงทำให้ทราบว่าร่างกายของอีกฝ่ายผ่านการฝึกมาจนเข้มแข็งถึงขั้นไหน
ในตอนนั้นเองที่ถังจิวหลงได้นึกบางอย่างออก“ดูเหมือนว่าจะมีตัวยาชนิดหนึ่งที่เจ้าอาจจะสามารถใช้ได้และในตอนนี้อาจจะเป็นเจ้าเพียงคนเดียวที่ใช้ได้ข้ามียาชนิดหนึ่งที่ได้คิดค้นขึ้นมาโดยนำความรู้ของตระกูลถังเราผสานเข้ากับพื้นฐานสูตรการปรุงยาของสำนักมีผลช่วยดูดกลืนปราณธาตุลมจากห้วงบรรยากาศอย่างรุนแรง มีผลเหนือกว่ายาสัมผัสวายุไปหลายสิบถึงหลายร้อยเท่าแล้วแต่คุณภาพของการปรุงในครั้งนั้นแต่การทำเช่นนั้นทำให้ร่างกายของผู้ฝึกตนในระดับต่ำรับภาระมากจนเกินไปจนถึงขั้นร่างกายฉีกขาดเพราะผลของยาอีกทั้งในตอนปรุงยาชนิดนี้เนื่องจากมีคุณสมบัติของธาตุวายุที่รุนแรงจึงได้ดูดซับเอาเพลิงพิษเข้าไปมากและทวีความรุนแรงขึ้นจนยากขจัดออกได้หมดนี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ตัวยาไม่สมบูรณ์นั่นเพราะผู้ฝึกตนทั่วไปคงไม่อาจต้านทานพิษในยาชนิดนี้ได้ ซึ่งนามของยาชนิดนี้ก็คือยาอสูรวายุคลั่ง”
ถังเฟยหู่ได้ยินเช่นนั้นก็พอจะเข้าใจอยู่บ้าง “นั่นจึงหมายความว่าหากข้าใช้วิชาปราณห้าพิษดูดซับพิษไปให้หมดก็จะสามารถใช้สรรพคุณของยาชนิดนี้ได้อีกทั้งร่างกายของศิษย์หลานได้ผ่านการบ่มเพาะร่างกายมาทำให้สามารถพอมีคุณสมบัติอาจทนทานต่อยาของอาจารย์ลุงได้เช่นนั้นยาอสูรวายุคลั่งนับว่าเป็นตัวเลือกที่ดีเลยทีเดียว”
ถังจิวหลงเองก็พยักหน้าตอบรับเพราะคิดเช่นนั้นจริงถังจิวหลงจึงได้ยื่นข้อเสนอต่อศิษย์ผู้หลานคนนี้ไปว่าหากช่วยเขาในการปรับปรุงร่วมถึงช่วยในการปรุงยาชนิดนี้ออกมาให้มีความสมบูรณ์เกินกว่าแปดในสิบส่วนถังจิวหลงจะคิดราคาของยาอสูรวายุคลั่งอยู่ที่เม็ดละห้าร้อยแต้มคุณูปการจากราคาต้นทุนของวัตถุดิบที่อยู่ราวพันห้าร้อยแต้มคุณูปการซึ่งแน่นอนว่าชายหนุ่มไม่อาจปฏิเสธข้อเสนอเช่นนี้ได้อย่างแน่นอน
โดยราคาของยาอสูรวายุคลั่งนับว่าโหดร้ายอย่างถึงที่สุดมันนับว่ามีราคาที่เหนือกว่ายาสัมผัสวายุถึงหนึ่งร้อยเท่าแต่หากดูจากคุณสมบัติของตัวยาทั้งสองเทียบกันแล้วผลของยาอสูรวายุคลั่งนับว่าเหนือกว่าอย่างเทียบไม่ติดหากเปรียบยาสัมผัสวายุคือคลื่นลมแผ่วเบาซึ่งสร้างความคุ้นชินต่อธาตุลมให้แก่ผู้ฝึกยุทธ์ในศาสตร์วายุแล้วยาอสูรวายุคลั่งก็เปรียบเสมือนกับพายุอันบ้าคลั่งตามชื่อของมันผลของตัวยาทำให้เกิดการเร่งเร้าของการดูดกลืนปราณธาตุลมจนถึงขีดสุด!
ซึ่งจากคำบอกเล่าของอาจารย์ลุงถังจิวหลงแล้ววัตถุดิบของยาอสูรวายุคลั่งนั้นเทียบได้กับวัตถุดิบที่ใช้สร้างยาสัมผัสวายุหนึ่งร้อยเม็ดอีกทั้งยังมีส่วนผสมลับอีกมากมายและที่สำคัญที่สุดคือต้องถูกปรุงโดยใช้เพลิงพิษของสกุลถังถังจิวหลงได้สั่งสอนวิชาการปรุงยาในแบบฉบับของตนเองให้แก่ถังเฟยหู่อย่างไม่ปิดบัง
ในสายตาของถังจิวหลงที่สนิทกับตาของถังเฟยหู่เป็นอย่างดีนั้นเด็กชายตรงหน้าก็ไม่ต่างจากหลานชายแท้ๆของเขาเลยถังจิวหลงได้สั่งสอนวิชาการปรุงยาและสูตรปรุงยาให้แก่ถังเฟยหู่โดยชายหนุ่มมีพื้นฐานวิชาแพทย์และการปรุงยาอยู่แล้วจึงได้เรียนรู้อย่างรวดเร็วอีกทั้งถังจิวหลงยังได้ถ่ายทอดวิชาการควบคุมเพลิงพิษควบคู่ไปกับการสอนการปรุงยาตามที่ได้สัญญาเอาไว้อีกด้วย
จากนั้นถังจิวหลงได้ปิดห้องปรุงยาแห่งตำหนักที่สองโดยไม่มีการบอกกล่าวใครในตำหนักแต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ทุกคนเคยชินและไม่เคยถามไถ่อยู่แล้ว นั่นเพราะมีหลายครั้งที่ถังจิวหลงค้นคว้าหาวิธีการสร้างตัวยาชนิดใหม่ให้แก่สำนักก็มักจะปิดห้องปรุงยาแห่งนี้เพื่อปรุงยาอย่างเอาเป็นเอาตายเสมอ
โดยตลอดสามวันมานี้ถังเฟยหู่ได้ความรู้เกี่ยวกับการควบคุมเพลิงพิษอีกมากมายจากอาจารย์ลุงถังชายหนุ่มเชื่อว่าสามารถนำความรู้เหล่านี้ผสานเข้ากับเทคนิคควบคุมไฟของสกุลหยางและพื้นฐานวิชาสายเลือดดวงตาที่ได้รับมาจะทำให้ผสานวิชาเหล่านี้เข้าด้วยกันจนกลายเป็นวิชาในแบบฉบับของเขาได้
โดยในวันต่อมานั้นอาจารย์ลุงถังจิวหลงถึงได้เริ่มขั้นตอนการปรุงยาโดยภายในห้องโถงปรุงยาซึ่งมีเตาหลอมยาขนาดใหญ่อยู่นั้นรอบข้างภายในห้องต่างก็เต็มไปด้วยสมุนไพรวิเศษมากมายที่มีส่วนช่วยในการฝึกฝนอีกทั้งยังมีสมุนไพรในศาสตร์วายุอีกเจ็ดชนิด รวมไปถึงตัวกระตุ้นที่ถังจิวหลงได้ใส่เพิ่มเพื่อให้เกิดการปะทุของธาตุลมเช่นกระดูกและชิ้นส่วนของสัตว์อสูรธาตุลมในระดับชั้นพิภพอีกทั้งยังมีเลือดของสัตว์อสูรประเภทแมลงมีพิษอีกเจ็ดชนิดเพื่อกระตุ้นประสิทธิภาพในการหลอมของเพลิงพิษ
ถังเฟยหู่เคยร่ำเรียนวิชาการปรุงยามาจากท่านตาของเขาอยู่บ้างแต่ก็มิเคยเห็นสูตรการปรุงยาที่บ้าคลั่งเช่นนี้มาก่อน ทุกส่วนผสมต่างมีผลในการกระตุ้นและผลักดันกันและกันเพื่อให้เกิดผลของพลังที่ปะทุขึ้นอย่างมหาศาลอีกทั้งตัวกระตุ้นเสริมที่สำคัญยังเป็นพิษถึงเจ็ดชนิดผสานเข้ากับเพลิงพิษอีกมิน่าอาจารย์ลุงถังจิวหลงจึงคิดว่าศิษย์ในสำนักตอนนี้มีเพียงเขาเท่านั้นที่พอจะสามารถใช้งานยาอสูรวายุคลั่งได้!
ในตอนนั้นเองที่อาจารย์ลุงถังจิวหลงได้เริ่มต้นขั้นตอนการปรุงยาถังจิวหลงได้ให้ถังเฟยหู่ยืนประจำด้านตะวันตกของเตาหลอมยา ส่วนตัวเขาเองนั้นได้ยืนอยู่ที่ด้านตะวันออกของเตาทั้งสองเริ่มขยับแขนโบกมือไปมาราวกับการร่ายรำ พวกเขาได้ชักนำลมปราณออกสู่ภายนอกและครอบคลุมสมุนไพรที่วางอยู่บนพื้น
ลมปราณของทั้งสองได้ชักนำสมุนไพรขึ้นลอยกลางอากาศอย่างแผ่วเบาส่วนผสมแต่อย่างต่างพุ่งเข้าสู่เตาหลอมพร้อมกันอย่างรวดเร็วซึ่งในตอนนั้นเองที่อสรพิษมรกตของถังจิวหลงได้รออยู่นานแล้ว มันได้อ้าปากออกพร้อกกับพ่นเพลิงพิษสีเขียวมรกตออกมาเพลิงพิษครอบคลุมสมุนไพรเหล่านั้นเอาไว้พร้อกกับพุ่งเข้าสู่เตาหลอมทุกอย่างนั้นได้เกิดขึ้นในชั่วพริบตาเดียว
“ตอนนี้ละ!”ถังจิวหลงได้ร่ำร้องออกมาเพื่อให้ถังเฟยหู่ได้ลงมือ ทั้งสองคนต่างหายใจในจังหวะที่พร้อมเพรียงมือทั้งสองได้ผลักออกไปเบื้องหน้า ลมปราณของพวกเขาได้ผสานเข้าสู่เตาหลอมยาในทันทีปราณทั้งสองต่างก็เข้าควบคุมเพลิงพิษอย่างชำนาญ ถังเฟยหู่เองก็ได้รับการถ่ายทอดวิชาการควบคุมไฟจากอาจารย์รวมถึงเคล็ดการควบคุมเพลิงพิษจากอาจารย์ลุง นั่นจึงทำให้เขาสามารถควบคุมไฟได้อย่างช่ำชอง
อีกทั้งชายหนุ่มยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างมากต่อการปรุงยานั่นก็คือวิชาสายเลือดดวงตานั่นเอง! ดวงตาของชายหนุ่มพลันเปลี่ยนเป็นสีเขียวมรกตในพริบตาเดียวดวงตาของเขาได้มองสิ่งต่างๆได้อย่างชัดเจนมากขึ้นรวมถึงความสามารถในการควบคุมไฟที่เฉียบคมมากขึ้นในพริบตาเดียว
ถังเฟยหู่เพ่งมองใส่เตาหลอมตรงหน้าเพื่อมองดูถึงการเคลื่อนไหวของความร้อนภายในเตาหลอมเขาสามารถมองเห็นได้ถึงจุดที่ละเอียดอ่อนที่สุดภายใน ความร้อนที่ไม่ทั่วถึงไปจนถึงจุดที่ความร้อนมีจนมากเกินไปเขาก็สามารถมองเห็นด้วยความเข้าใจในศาสตร์แห่งเพลิงและวิชาพื้นฐานของเนตรสวรรค์ผลาญภพจึงทำให้เขาทำสิ่งนี้ได้
ชายหนุ่มเริ่มขยับปราณของตนเพื่อแก้ไขจุดผิดพลาดทั้งหมดในขั้นตอนของการหลอมสมุนไพรซึ่งเป็นส่วนผสมหลักเหมือนกับของยาสัมผัสวายุถังจิวหลงเองก็พยักหน้าให้ศิษย์หลานอย่างชื่นชมในความสามารถการเรียนรู้ที่รวดเร็วเช่นนี้
หลังจากหลอมสมุนไพรด้วยเพลิงพิษไปถึงหนึ่งร้อยเท่าของที่ใช้ทำยาสัมผัสวายุหนึ่งเม็ดส่วนผสมทั้งหมดได้กลายเป็นของเหลวสีเขียวที่ลอยอยู่ใจกลางของเตาหลอมอย่างน่าอัศจรรย์ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับที่ถังจิวหลงได้นำชิ้นส่วนของสัตว์อสูรธาตุลมระดับสี่ถึงห้าในชั้นพิภพออกมา
ในพริบตาเดียวนั้นเองที่ชิ้นส่วนสัตว์อสูรเหล่านั้นได้ลงสู่เตาหลอมเพื่อผสมผสานกับส่วนผสมของสมุนไพรทั้งหมดในเตาหลอมเป็นเวลาเดียวกันกับที่ถังเฟยหู่ได้ควบคุมเพลิงพิษในเตาให้พุ่งทำลายกระดูกและชิ้นส่วนสัตว์อสูรเหล่านั้นในทันทีภายในเตาหลอมเพลิงพิษสีเขียวได้เปลี่ยนรูปร่างราวกับเป็นอสรพิษจำนวนมากที่พุ่งฉกและบดทำลายชิ้นส่วนเหล่านั้นในพริบตาเดียว
ชิ้นส่วนของสัตว์อสูรนั้นนับว่าเผาไหม้ได้ยากกว่าของสมุนไพรยิ่งนักตามที่ถังจิวหลงได้ถ่ายทอดเคล็ดการปรุงยาเอาไว้ หากเพิ่มแรงไฟมากไปจะกระทบต่อวัตถุดิบหลักที่เป็นสมุนไพรได้จึงต้องใช้การควบแน่นเปลวเพลิงภายในเตาหลอมเพื่อทำลายและเผาไหม้เฉพาะจุดเพื่อให้ชิ้นส่วนเหล่านั้นพร้อมสำหรับการหลอม!
ซึ่งถังเฟยหู่เองก็ควบคุมเพลิงและบดทำลายชิ้นส่วนของสัตว์อสูรได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่มีข้อผิดพลาดแม้แต่น้อยซึ่งถังจิวหลงเองเมื่อเห็นเช่นนั้นจึงได้ควบคุมเพลิงในเตาหลอมต่อทันทีเพลิงพิษในเตาหลอมได้หมุนวนราวกับพายุเพลิงที่ผสมผสานเอาของเหลวสีเขียวเข้ากับชิ้นส่วนสัตว์อสูรที่เตรียมการเสร็จแล้วเข้าด้วยกัน
ถังเฟยหู่เองก็จดจ้องมองเปลวเพลิงภายในอยู่ตลอดเมื่อพบเห็นจุดที่ความร้อนขาดหายไปแม้เล็กเพียงไหนเขาก็ได้ใช้ลมปราณผลักดันเพลิงในเตาเพื่อควบคุมให้การหลอมในครั้งนี้สมบูรณ์อย่างถึงที่สุด
ในขั้นตอนการหลอมนั้นยังคงดำเนินต่อไปยาวนานกว่าเจ็ดวันสองบุรุษแซ่ถังต่างเต็มไปด้วยความอ่อนล้าทั้งกายและใจแต่พวกเขาก็ไม่อาจหยุดพักเพื่อสรรสร้างตัวยาอสูรวายุคลั่งที่สมบูรณ์แบบอย่างถึงที่สุดออกมา!ภายในเตาหลอมที่ในตอนแรกมีของเหลวจากวัตถุดิบยาจำนวนมากมายมหาศาลได้ถูกกลั่นหลอมจนลดขนาดเหลือเพียงหนึ่งกำมือซึ่งส่วนผสมในตอนนี้นับว่ามีความเข้มข้นจนถึงขีดสุด
ในพริบตานั้นเองที่ถังจิวหลงได้นำขวดยาเจ็ดขวดออกมาภายในขวดทั้งเจ็ดต่างเต็มไปด้วยเลือดพิษหลากสีของสัตว์อสูรแมลงที่เต็มไปด้วยกลิ่นน่าสะอิดสะเอียนไอพิษอันร้ายแรงได้ลอยออกมาจากขวดทั้งเจ็ดนั่นถังจิวหลงได้เปิดขวดและชักนำเลือดทั้งหมดเข้าสู่เตาหลอมในทันทีในพริบตานั้นเองที่เพลิงพิษได้ดูดกลืนเอาเลือดทั้งเจ็ดเหล่านั้นไปและได้เกิดการปะทุขึ้นอย่างรุนแรง!
เพลิงพิษภายในเตาหลอมได้โหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งความร้อนของเปลวเพลิงได้เพิ่มสูงขึ้นอีกหลายเท่าของเหลวที่ใจกลางของเตาหลอมได้ถูกเพลิงพิษครอบคลุมเอาไว้เพลิงพิษที่ผสานเอาเลือดพิษทั้งเจ็ดได้ถูกส่วนผสมที่ใจกลางดูดกลืนเข้าไปอย่างรวดเร็วนี่เป็นขั้นสุดท้ายของหลอมยานี้แล้ว!
ในขั้นสุดท้ายนั้นเองที่ถังจิวหลงได้นำส่วนผสมพิเศษออกมาเขาสามารถคิดได้ถึงการนำส่วนผสมนี้มาใช้ในตอนที่เห็นการปรับปรุงการใช้ไฟอันสมบูรณ์แบบของถังเฟยหู่เขาได้นำกล่องไม้หนึ่งออกมาเมื่อเปิดกล่องไม้นั้นออกมาได้ปรากฏขนนกอันส่วนงามเส้นหนึ่งขึ้นมันได้ส่งกลิ่นอายของวายุออกมาอยู่ตลอด ราวกับสายลมได้บังเกิดขึ้นจากมัน
นี่คือเส้นขนของสัตว์อสูรนามฉ่างฟูสัตว์อสูรชั้นนภาระดับเจ็ดแห่งภูเขาจีซานแคว้นใต้ มันเป็นนกผู้ยิ่งใหญ่แห่งธาตุลมเป็นสัตว์อสูรผู้มีสามหัวหกตา มันมีหกขาและปีกถึงสามคู่ว่ากันว่ามันมีพลังอันมากล้นแห่งธาตุลมถังจิวหลงเคยได้รับขนหนึ่งเส้นของมันมาอย่างบังเอิญ ว่ากันว่าทุกส่วนของฉ่างฟูมีพลังอันมหาศาลแห่งวายุมันล้ำค่าเสียจนถังจิวหลงเก็บไว้บูชาจนไม่กล้าที่จะใช้มันออก
แต่สำหรับเขาแล้วถังเฟยหู่ก็เป็นราวกับหลานชายของเขาอีกทั้งยังเป็นหลานชายของคนที่เป็นสหายและเป็นดั่งพี่น้องเขาพร้อมที่จะสานต่อความหวังของถังจิ้งชิงโดยการผลักดันทุกหนทางให้แก่หลานชายของคนผู้นั้น! ในพริบตานั้นเองที่ถังจิวหลงได้ชักนำขนของฉ่างฟูเข้าสู่เตาหลอม!
ครืนนนนน
ในตอนนั้นเองที่ส่วนผสมยาได้ผสานเข้ากับขนของฉ่างฟูในพริบตานั้นเองที่ได้บังเกิดแสงสีเขียวและสายลมโหมกระหน่ำออกมาเปลวเพลิงสีเขียวได้ถูกพลังลมเหล่านั้นพัดกระจายออกไป เตาหลอมยาขนาดใหญ่ถึงกับสั่นสะเทือนไม่หยุดและเมื่อทุกอย่างได้สงบลงก็ได้ปรากฏแสงสีเขียวเรืองรองออกจากภายในเตาหลอมยา
การหลอมยา…สำเร็จแล้ว…….