ยุทธภพกว้างใหญ่ มีสำนักน้อยใหญ่ตั้งอยู่ทั่วแผ่นดิน
มีทั้งผู้ฝึกกระบี่ ผู้ใช้ฝ่ามือ ผู้เชี่ยวชาญพิษ ผู้ชำนาญค่ายกล และยอดฝีมือที่สามารถเหาะเหินเดินอากาศราวกับเทพเซียน
ทว่าเหนือสิ่งอื่นใด…
ยังมีสิ่งหนึ่งที่ผู้คนในยุทธภพต่างใฝ่ฝัน
นั่นคือ…
โอสถไร้ขอบเขต
โอสถที่ตระกูลเซี่ยแห่งหุบเขาโอสถ์ ใช้เวลาหลายร้อยปีสืบทอดวิธีการหลอมปรุงจากรุ่นสู่รุ่น
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าบรรพชนของตระกูลเซี่ยเริ่มต้นคิดค้นโอสถนี้ขึ้นมาเมื่อใด
รู้เพียงว่า…
ทุกครั้งที่เ้าสำนักคนใหม่ขึ้นรับตำแหน่ง จะได้รับคำสั่งเพียงข้อเดียว
หลอมโอสถนี้ต่อไป
เพราะโอสถไร้ขอบเขตไม่ใช่เพียงโอสถที่ช่วยฟื้นฟูอาการาเ็ป้องกันพิษหรือเพิ่มพลังวรยุทธ์เท่านั้น
แต่ผู้ที่ได้รับโอสถจะมีความสามารถในการจดจำและเรียนรู้เหนือกว่าคนทั่วไป
สิ่งที่มองเห็นเพียงครั้งเดียว สามารถจดจำได้อย่างรวดเร็ว
ตำราที่คนธรรมดาต้องใช้เวลาหลายปีศึกษา อาจเรียนรู้ได้ภายในเวลาอันสั้น
ยิ่งไปกว่านั้น…
โอสถยังสามารถเปลี่ยนแปลงร่างกายของผู้รับ
ไม่ว่าจะเป็กระดูก กล้ามเนื้อ ิั หรือเส้นลมปราณ ล้วนแข็งแกร่งและเหมาะสมต่อการฝึกยุทธ
ที่น่าเหลือเชื่อที่สุดคือ…
ร่างกายของผู้ได้รับโอสถสามารถกักเก็บพลังภายในได้อย่างไร้ขีดจำกัด
ยิ่งฝึกฝนมากเท่าใด ก็ยิ่งสามารถสะสมพลังได้มากเท่านั้น
สำหรับผู้ฝึกยุทธแล้ว…
นี่แทบจะเป็ร่างกายที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้
ดังนั้น หากข่าวเื่โอสถไร้ขอบเขตแพร่ออกไป…
ย่อมไม่มีผู้ใดในยุทธภพสามารถอยู่เฉยได้
สมุนไพรล้ำค่าถูกเก็บสะสมจากทั่วหล้า
ตำรับยาถูกปรับปรุงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เ้าสำนักแต่ละรุ่นทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อเติมเต็มขั้นตอนที่ยังขาดหาย
บางคนเสียชีวิตโดยไม่เคยเห็นโอสถเป็รูปเป็ร่าง
บางคนใช้เวลาทั้งชีวิตเพียงเพื่อค้นหาสมุนไพรชนิดเดียว
กระทั่งเวลาผ่านไปหลายร้อยปี…
ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง
คืนที่โอสถไร้ขอบเขตหลอมปรุงสำเร็จเป็ครั้งแรก
แต่ไม่มีใครคาดคิดว่า…
การถือกำเนิดของโอสถจะนำมาซึ่งหายนะครั้งใหญ่ที่สุดของหุบเขาโอสถ์
⸻
“เร็วเข้า!”
เสียงะโดังขึ้นท่ามกลางความมืดยามค่ำคืน
รถม้าคันหนึ่งกำลังแล่นไปตามเส้นทางูเาอย่างบ้าคลั่ง
ม้าสองตัวหน้ารถออกแรงวิ่งสุดชีวิต
ล้อไม้กระแทกพื้นหินดังสนั่น
เซี่ยเทียนเหอกำบังเหียนแน่น ใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อและคราบเื
ชายหนุ่มผู้เป็เ้าสำนักหุบเขาโอสถ์ในวัยเพียงไม่กี่สิบปี กำลังควบม้าหนีจากการไล่ล่าของคนจากทั่วทั้งยุทธภพ
“ท่านพี่!”
เสียงของหญิงสาวดังออกมาจากภายในรถม้า
“พวกมันยังตามมาอยู่หรือไม่?”
เซี่ยเทียนเหอหันกลับไปมอง
ด้านหลังห่างออกไปไม่ถึงหนึ่งลี้ มีเงาร่างจำนวนมากกำลังไล่ตามมา
บางคนใช้วิชาตัวเบาวิ่งไปตามป่า
บางคนขี่ม้า
บางคนเหาะทะยานผ่านยอดไม้
เพียงมองก็รู้ว่าคนเ่าั้ล้วนเป็ยอดฝีมือ
“ยังตามมาอยู่!”
เซี่ยเทียนเหอะโตอบ
“ชิงหลัน! ดูแลฮูหยินให้ดี!”
“เ้าค่ะ นายท่าน!”
เสียงสาวใช้ตอบจากภายในรถม้า
ชิงหลันรีบประคองหลินเยว่ฉินเอาไว้
หญิงสาวกำลังตั้งครรภ์แก่ ท้องของนางใหญ่จนแทบไม่สามารถนั่งได้สะดวก
ใบหน้าซีดขาวจากการเดินทางอันยาวนาน
แต่สิ่งที่ทำให้นางหวาดกลัวที่สุดไม่ใช่ความเหนื่อยล้า
หากเป็เสียงไล่ล่าที่อยู่ด้านหลัง
“ท่านพี่…”
หลินเยว่ฉินกัดฟันถาม
“พวกมันเป็คนของสำนักใดกันแน่?”
เซี่ยเทียนเหอไม่ได้ตอบในทันที
เขากระตุกบังเหียนให้รถม้าเลี้ยวเข้าสู่เส้นทางแคบ
“ไม่สำคัญแล้ว”
“ตอนนี้พวกมันทุกคนเป็ศัตรูของพวกเราหุบเขาโอสถ์”
หลินเยว่ฉินกำหมัดแน่น
เพียงโอสถเม็ดเดียว…
กลับทำให้เกิดการเข่นฆ่าครั้งใหญ่
หลังจากข่าวการหลอมโอสถไร้ขอบเขตสำเร็จแพร่ออกไป สำนักต่าง ๆ ในยุทธภพต่างส่งยอดฝีมือมายังหุบเขาโอสถ์
ไม่มีผู้ใดสนใจว่าตระกูลเซี่ยเป็ฝ่ายธรรมะหรือไม่
ไม่มีผู้ใดสนใจว่าพวกเขาช่วยรักษาผู้คนมามากมายนับไม่ถ้วนเพียงใด
สิ่งเดียวที่คนเ่าั้้า…
คือโอสถเม็ดนั้น
“ท่านพี่…”
หลินเยว่ฉินเรียกสามีอีกครั้ง
“โอสถอยู่ที่ใด?”
เซี่ยเทียนเหอเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอื้อมมือเข้าไปในอกเสื้อ
กล่องหยกขนาดเล็กถูกหยิบออกมา
เขาเปิดฝากล่องเพียงเล็กน้อย เผยให้เห็นโอสถสีขาวบริสุทธิ์ที่อยู่ภายใน
“ข้าหลอมมันสำเร็จแล้ว”
เซี่ยเทียนเหอกล่าวเบา ๆ
หลินเยว่ฉินมองกล่องหยกนั้น ก่อนพยักหน้าอย่างเข้าใจ
นางรู้ดีว่า…
โอสถเม็ดนี้คือเหตุผลที่คนทั้งยุทธภพกำลังไล่ล่าพวกเขา
“ท่านพี่…”
หลินเยว่ฉินมองสามี
“เราจะทำอย่างไร?”
เซี่ยเทียนเหอมองเส้นทางเบื้องหน้า
ไม่นานนัก เขาก็เห็นทางแยกด้านหน้า
และในเวลาเดียวกัน…
เสียงฝีเท้าของศัตรูด้านหลังก็ใกล้เข้ามาทุกที
เขารู้แล้วว่าไม่อาจหนีต่อไปได้
เซี่ยเทียนเหอหยุดรถม้าอย่างกะทันหัน
ม้าทั้งสองร้องเสียงดัง
“ฮี้!”
ชิงหลันรีบประคองหลินเยว่ฉินเอาไว้
“นายท่าน?”
เซี่ยเทียนเหอะโลงจากที่นั่งคนขับ
เขาเปิดม่านรถม้า
มองภรรยาและเด็กที่กำลังจะถือกำเนิดในท้องด้วยสายตาอ่อนโยน
“เยว่ฉิน”
“ท่านพี่?”
“ข้าจะไปหยุดพวกมัน”
หลินเยว่ฉินส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว
“ไม่!”
“พวกมันมีคนมากเกินไป!”
“ข้ารู้”
เซี่ยเทียนเหอยิ้ม
“เพราะฉะนั้นข้าจึงไม่ได้คิดว่าจะกลับมา”
คำพูดนั้นทำให้หลินเยว่ฉินนิ่งงัน
เซี่ยเทียนเหอส่งกล่องหยกให้นาง
“เอาไป”
“ไม่…”
“รับไว้”
เขากำมือภรรยาแน่น
“โอสถนี้จะตกอยู่ในมือคนชั่วไม่ได้อยู่กับเ้าจะปลอดภัยที่สุด”
“แล้วท่านล่ะ?”
“ข้าจะซื้อเวลาให้เ้า”
หลินเยว่ฉินน้ำตาไหล
“ท่านพี่…”
เซี่ยเทียนเหอมองภรรยาเป็ครั้งสุดท้าย
ก่อนจะหันไปหาชิงหลัน
“ชิงหลัน”
“เ้าค่ะ!”
“พาฮูหยินไปให้ไกลที่สุด”
“ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับข้า…”
เขาหยุดไปชั่วครู่
“เ้าต้องปกป้องนางกับลูกให้ได้”
ชิงหลันน้ำตาคลอ
“เ้าค่ะ นายท่าน”
เซี่ยเทียนเหอะโลงจากรถ
ชักกระบี่ออกจากฝัก
เสียงโลหะเสียดสีกับฝักดังแหลมกังวานกลางป่า
เขายืนขวางอยู่บนเส้นทางเพียงลำพัง
ไม่นานนัก เงาร่างนับสิบก็ปรากฏขึ้น
“เซี่ยเทียนเหอ!”
เสียงหนึ่งะโ
“ส่งโอสถไร้ขอบเขตมาเสีย!”
เซี่ยเทียนเหอหัวเราะ
“พวกเ้าฆ่าคนในหุบเขาโอสถ์ของข้าไปมากมายคิดว่าข้าจะมอบโอสถให้พวกเ้างั้นหรือ”
เขายกกระบี่ขึ้น
“อยากได้หรือ?”
“ผ่านศพข้าไปก่อน!”
⸻
การต่อสู้ปะทุขึ้นทันที
ภายในรถม้า หลินเยว่ฉินได้ยินเสียงอาวุธปะทะกันจากด้านหลัง
นางกำกล่องหยกแน่น
น้ำตาไหลอาบแก้ม
แต่ไม่นานนัก ความเ็ปอย่างรุนแรงก็พลันแล่นขึ้นมาจากท้อง
“อึก…”
นางก้มลงกุมท้อง
“ฮูหยิน!”
ชิงหลันใ
“ข้า…”
หลินเยว่ฉินหายใจถี่
“ลูกกำลังจะคลอด…”
ชิงหลันหน้าซีด
“แต่ที่นี่…”
“ไม่ทันแล้ว”
หลินเยว่ฉินกัดฟัน
ในขณะเดียวกัน เสียงต่อสู้ด้านหลังก็เงียบลง
นางรู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
เซี่ยเทียนเหอ…
คงไม่อาจกลับมาแล้ว
หลินเยว่ฉินมองกล่องหยกในมือ
ความแค้นพลันปะทุขึ้นในดวงตา
“พวกมัน้าโอสถนี้นักใช่ไหม?”
ชิงหลันมองนายหญิงของตน
“ฮูหยิน…”
“ถ้าอย่างนั้นพวกมันก็อย่าหวังว่าจะได้มันไป”
หลินเยว่ฉินเปิดกล่องหยก
ภายในมีเม็ดยาสีขาวบริสุทธิ์วางอยู่เพียงเม็ดเดียว
มันดูธรรมดาอย่างไม่น่าเชื่อ
แต่สำหรับตระกูลเซี่ยแล้ว…
เม็ดยานี้คือผลลัพธ์จากความพยายามของบรรพชนมาหลายร้อยปี
โอสถไร้ขอบเขต
หลินเยว่ฉินมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกัดฟันกลืนลงไป
ในชั่วพริบตา…
พลังอันมหาศาลพลันแผ่ซ่านออกจากภายในร่างของนาง
ราวกับมีสายน้ำอุ่นนับไม่ถ้วนไหลผ่านเส้นลมปราณทุกสาย
เืลมทั่วร่างพลันเดือดพล่าน
พลังที่รุนแรงจนแทบไม่อาจควบคุมได้ไหลเวียนไปทั่วร่างของนาง
แต่ในขณะเดียวกัน…
พลังส่วนหนึ่งกลับค่อย ๆ ไหลผ่านร่างของนางลงไปยังเด็กในครรภ์
ราวกับโอสถกำลังถ่ายทอดพลังของมันจากมารดาไปสู่บุตร
หลินเยว่ฉินเบิกตากว้าง
ทว่าไม่ทันที่นางจะได้ทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ความเ็ปจากการคลอดก็พลันปะทุขึ้นอย่างรุนแรงกว่าเดิม
“อ๊าาา!”
เสียงร้องของนางดังขึ้นกลางป่า
ชิงหลันรีบเข้าช่วย
เวลาผ่านไปไม่นาน…
เสียงร้องของทารกก็ดังขึ้น
“อุแว้! อุแว้!”
เด็กชายคนหนึ่งถือกำเนิดขึ้นในคืนที่เต็มไปด้วยเื
หลินเยว่ฉินรับลูกเข้ามาในอ้อมแขน
น้ำตาไหลออกมาไม่ขาดสาย
“ลูกแม่…”
นางจุมพิตหน้าผากของเด็กน้อย
“แม่ขอโทษ…”
เสียงฝีเท้าดังขึ้นอีกครั้ง
เหล่าศัตรูตามมาทันแล้ว
หลินเยว่ฉินรีบส่งเด็กให้ชิงหลัน
“พาเขาไป!”
“ฮูหยิน!”
“ไป!”
“แต่ท่าน…”
“ข้าจะถ่วงเวลาให้เ้า”
หลินเยว่ฉินมองลูกเป็ครั้งสุดท้าย
“พาเขาไปให้ไกลที่สุด”
ชิงหลันกัดฟัน อุ้มเด็กแล้ววิ่งออกไป
ส่วนหลินเยว่ฉินยืนรออยู่เพียงลำพัง
⸻
“โอสถอยู่ที่ไหน!”
คนกลุ่มนั้นล้อมนางเอาไว้
หลินเยว่ฉินหัวเราะอย่างเ็า
“โอสถ?”
“ข้าทำลายมันไปแล้ว”
“เป็ไปไม่ได้!”
พวกมันเข้าค้นตัวนางอย่างละเอียด
แต่ไม่พบสิ่งใด
ชายคนหนึ่งพลันสังเกตเห็นความผิดปกติ
“เดี๋ยวก่อน…”
เขามองหน้าท้องของหลินเยว่ฉิน
จากนั้นก็มองไปยังพื้นด้านข้าง
ดวงตาพลันเบิกกว้าง
“นางคลอดแล้ว!”
ทุกคนหันมองหน้ากัน
“เด็กอยู่ที่ไหน?”
หลินเยว่ฉินไม่ตอบ
ชายผู้นั้นะโขึ้นทันที
“ตามไป!”
คนกลุ่มหนึ่งรีบวิ่งออกไปตามเส้นทางที่ชิงหลันจากไป
ส่วนอีกกลุ่มยังคงล้อมหลินเยว่ฉินเอาไว้
นางมองเงาร่างเ่าั้ด้วยสายตาเ็า
อย่างน้อย…
ลูกของนางก็ยังมีโอกาสรอด
หนึ่งในคนเ่าั้ยกดาบขึ้น
หลินเยว่ฉินพยายามรวบรวมพลังที่เหลืออยู่
แต่ร่างกายของนางเพิ่งผ่านการคลอด พลังที่ได้รับจากโอสถยังไม่ทันหลอมรวมอย่างสมบูรณ์
คมดาบฟาดลงมา
ฉับ!
ร่างของหลินเยว่ฉินสั่นสะท้าน
เืสดไหลออกจากาแ
นางทรุดลงช้า ๆ
แต่ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะดับลง…
ริมฝีปากของนางยังคงเผยรอยยิ้มบาง ๆ
“ลูกแม่…”
จากนั้น…
ดวงตาของนางก็ค่อย ๆ ปิดลง
⸻
อีกด้านหนึ่ง…
ชิงหลันวิ่งสุดกำลัง
เด็กน้อยในอ้อมแขนยังคงร้องไห้ไม่หยุด
“อุแว้! อุแว้!”
เสียงฝีเท้าของคนกลุ่มนั้นไล่ตามมาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ
ชิงหลันหันกลับไปมองด้วยความหวาดกลัว
แต่เส้นทางเบื้องหน้ากลับสิ้นสุดลงที่หน้าผาสูงชัน
นางหยุดฝีเท้าอย่างกะทันหัน
เบื้องหน้าคือเหวลึกที่มองไม่เห็นก้นเหว
ด้านหลัง…
เหล่าศัตรูกำลังไล่ตามมาถึง
“ส่งเด็กมา!”
ชิงหลันกอดทารกแน่น
“ข้าไม่รู้เื่โอสถอะไรทั้งนั้น!”
ชายคนหนึ่งชักดาบออกมา
ชิงหลันหันหลังหนีด้วยความหวาดกลัว
ฉับพลัน…
คมดาบก็พุ่งเข้าใส่ชิงหลัน
ฉึก!
ดาบแทงทะลุร่างของชิงหลัน
นางเบิกตากว้าง ร่างกายชะงักค้าง
เืไหลออกจากมุมปาก
แต่ถึงกระนั้น…
สองแขนของนางยังคงกอดทารกเอาไว้แน่น
“คุณ…ชายน้อย…”
เสียงของชิงหลันแ่เบา
นางมองใบหน้าเด็กน้อยเป็ครั้งสุดท้าย
ก่อนที่เรี่ยวแรงทั้งหมดจะหายไป
ร่างของนางล้มลง
มือที่กอดเด็กไว้คลายออก
ทารกน้อยพลัดหลุดจากอ้อมแขน
ร่วงลงไปในเหวลึกเบื้องล่างทันที
“อุแว้!”
เสียงร้องค่อย ๆ ห่างออกไป
เหล่าศัตรูรีบวิ่งมายังขอบหน้าผา
พวกมันก้มมองลงไป
เบื้องล่างมืดสนิทจนแทบมองไม่เห็นสิ่งใด
“เด็กตกลงไปแล้ว!”
“รีบลงไปตามหา!”
ชายคนหนึ่งมองหน้าผา ก่อนส่ายหน้า
“เหวนี้ลึกเกินไป”
“กว่าจะปีนลงไปถึงด้านล่าง อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาหนึ่งวัน”
“แล้วจะรออะไรอยู่?”
อีกคนะโ
“แบ่งคนลงไปตามหา!”
“ส่วนที่เหลือกลับไปที่หุบเขาโอสถ์!”
“หากโอสถยังอยู่ที่นั่น ต้องรีบกลับไปก่อน!”
คนกลุ่มหนึ่งจึงรีบเตรียมเชือก ก่อนค่อย ๆ ปีนลงไปตามหน้าผา
ส่วนอีกกลุ่มหันหลังกลับทันที
มุ่งหน้ากลับไปยังหุบเขาโอสถ์
⸻
อีกด้านหนึ่ง…
ร่างเล็ก ๆ ของทารกยังคงร่วงลงสู่ความมืด
ลมแรงพัดผ่านร่างน้อย ๆ
เสียงร้องค่อย ๆ เบาลง
ก่อนที่ร่างนั้นจะหายเข้าไปในความมืดเบื้องล่าง
⸻
ลึกลงไปในหุบเขา…
ในพื้นที่ห่างไกลจากผู้คน มีชายชราสองคนกำลังยืนเผชิญหน้ากันอยู่กลางป่า
รอบตัวของทั้งสองเต็มไปด้วยร่องรอยการต่อสู้
ต้นไม้หลายต้นหักโค่น
พื้นดินแตกร้าวเป็หลุมลึก
ใบไม้และกิ่งไม้กระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ
เห็นได้ชัดว่า…
ก่อนหน้านี้ทั้งสองได้ต่อสู้กันมาแล้วหลายกระบวนท่า
ทั้งฝ่ามือ หมัด และการเคลื่อนไหวอันรวดเร็วเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แต่ไม่ว่าผู้ใดจะโจมตีอย่างรุนแรงเพียงใด
อีกฝ่ายก็สามารถรับมือได้ทุกครั้ง
จนกระทั่งตอนนี้…
ทั้งสองต่างยืนห่างกันไม่กี่ก้าว
ลมหายใจของพวกเขาหนักขึ้นเล็กน้อย
เสื้อผ้าบางส่วนขาดวิ่น
แต่ไม่มีผู้ใดมีท่าทีว่าจะยอมแพ้
คนหนึ่งสวมชุดดำ
อีกคนสวมชุดขาว
เพียงยืนอยู่เฉย ๆ กลิ่นอายของทั้งสองก็ทำให้บรรยากาศโดยรอบหนักอึ้ง
พวกเขาคือยอดฝีมือที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของยุทธภพ
ชายชราชุดดำคือ เฮยเทียนโม่
ประมุขแห่ง พรรคมารกลืนฟ้า
ผู้คนในยุทธภพต่างหวาดกลัวเมื่อได้ยินชื่อของเขา
เพราะเขาคือเ้าของฉายา…
“มารฟ้าทมิฬ”
ส่วนชายชราชุดขาวคือ เซวียนเทียนหง
เ้าตำหนักแห่ง ตำหนักเก้า์
ยอดฝีมือฝ่ายธรรมะผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็หนึ่งในผู้แข็งแกร่งที่สุดของยุทธภพ
ฉายาของเขาคือ…
“มหาปราชญ์เก้า์”
หนึ่งคือประมุขฝ่ายมาร
อีกหนึ่งคือผู้นำฝ่ายธรรมะ
ทั้งสองอยู่คนละขั้ว
และเป็ศัตรูกันมานานหลายสิบปี
ั้แ่วัยหนุ่ม…
จนกระทั่งกลายเป็ชายชรา
แต่ไม่ว่าพวกเขาจะต่อสู้กันกี่ครั้ง
ก็ไม่เคยมีผู้ใดเอาชนะอีกฝ่ายได้
วันนี้…
พวกเขากลับมายืนประจันหน้ากันอีกครั้ง
เฮยเทียนโม่มองเซวียนเทียนหง ก่อนหัวเราะเบา ๆ
“เซวียนเทียนหง…”
“หลายสิบปีแล้ว เ้ายังไม่ยอมตายเสียที”
เซวียนเทียนหงยิ้มบาง ๆ
“เ้าก็เช่นกัน”
“ข้านึกว่าคนอย่างเ้าคงถูก์ลงโทษไปนานแล้ว”
“ฮ่า ๆ ๆ!”
เฮยเทียนโม่หัวเราะเสียงดัง
“์ไม่เคยอยู่ในสายตาข้า”
“หากมันคิดจะขวางทางข้า…”
เขาแสยะยิ้ม
“ข้าก็จะทำลายมันเสีย!”
เซวียนเทียนหงส่ายหน้า
“พูดมากเสียจริง”
“หากคิดว่าชนะข้าได้ ก็ลงมือเสีย”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเฮยเทียนโม่ค่อย ๆ หายไป
เขามองคู่ต่อสู้ตรงหน้าอย่างจริงจัง
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา…
ไม่มีใครรู้จักฝีมือของเขาดีเท่าชายชราคนนี้
และเขาเองก็ไม่มีวันยอมรับต่อหน้าผู้ใดว่า…
ในยุทธภพแห่งนี้ คนที่เขานับถือที่สุดคนหนึ่งก็คือเซวียนเทียนหง
แต่ความรู้สึกนั้น…
ไม่มีวันเปลี่ยนความจริงที่ว่าพวกเขาเป็ศัตรูกัน
เฮยเทียนโม่ยกมือขึ้น
“วันนี้ข้าจะใช้กระบวนท่าที่แข็งแกร่งที่สุดของข้า”
เซวียนเทียนหงยกมือขึ้นเช่นกัน
“บังเอิญนัก”
“ข้าก็ตั้งใจจะใช้กระบวนท่าสุดท้ายเช่นกัน”
พลังหยินอันสุดขั้วเริ่มรวมตัวอยู่บนฝ่ามือของเฮยเทียนโม่
ส่วนร่างของเซวียนเทียนหงก็เปล่งแสงสีทองออกมา
พลังหยางอันบริสุทธิ์แผ่กระจายออกไปรอบด้าน ราวกับมีดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้นกลางป่า
ทั้งสองมองหน้ากัน
ไม่มีคำพูดอีก
เพราะต่างรู้ดีว่า…
กระบวนท่าต่อไปอาจเป็กระบวนท่าสุดท้ายในชีวิตของพวกเขา
เฮยเทียนโม่ยิ้ม
“เซวียนเทียนหง…”
“ข้าดีใจที่คู่ต่อสู้คนสุดท้ายของข้าคือเ้า”
เซวียนเทียนหงมองอีกฝ่ายครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
“ข้าก็เช่นกัน”
ฉับพลัน…
ทั้งสองะเิพลังออกมาพร้อมกัน!
ฝ่ามือของเฮยเทียนโม่อัดแน่นด้วยพลังหยินอันเย็นเยียบ
ส่วนฝ่ามือของเซวียนเทียนหงแผ่พลังหยางอันร้อนแรงราวกับดวงอาทิตย์
พลังมหาศาลของทั้งสองสายพุ่งเข้าหากันอย่างรวดเร็ว
แต่ในวินาทีนั้นเอง…
ร่างเล็ก ๆ ร่างหนึ่งกลับตกลงมาจากฟากฟ้า
“นั่นอะไร!”
ทั้งสองเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน
ทารกน้อยกำลังร่วงลงมาตรงกลางระหว่างพวกเขา
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไป
ฝ่ามือทั้งสองอยู่ใกล้กันเกินกว่าจะหยุดได้
ตูม!
พลังหยินและหยางอันมหาศาลพุ่งเข้าปะทะกันตรงร่างของทารกพอดี
ร่างเล็ก ๆ ถูกแรงพลังทั้งสองสายกลืนเข้าไปในทันที
หากทารกน้อยได้รับฝ่ามือของเฮยเทียนโม่เพียงคนเดียว…
หรือได้รับฝ่ามือของเซวียนเทียนหงเพียงคนเดียว…
ด้วยพลังระดับนี้ ต่อให้เป็ยอดฝีมือชั้นเลิศก็ยากจะมีชีวิตรอด
นับประสาอะไรกับทารกที่ยังไม่รู้ประสา
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้แตกต่างออกไป
เพราะพลังหยินและหยางที่รุนแรงอย่างถึงที่สุดกลับปะทะกันตรงกลางร่างของเด็กพอดี
พลังทั้งสองสายหักล้างและหมุนวนเข้าหากัน
ขณะเดียวกัน…
ภายในร่างของทารกยังมีพลังของโอสถไร้ขอบเขตที่ได้รับการถ่ายทอดผ่านสายเืของหลินเยว่ฉินหลงเหลืออยู่
พลังนั้นพลันตอบสนองต่อพลังมหาศาลที่ไหลเข้าสู่ร่าง
ร่างเล็ก ๆ จึงไม่ได้ถูกทำลายลงในทันที
กลับกลายเป็ว่า…
พลังหยินและหยางทั้งสองสายถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างของเด็กอย่างต่อเนื่อง
“เด็ก!”
ทั้งสองะโออกมาพร้อมกัน
พวกเขาคิดว่าร่างเล็ก ๆ นั้นคงะเิแหลกเหลวในพริบตา
แต่…
หนึ่งลมหายใจผ่านไป
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
สิบลมหายใจ…
ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ทารกยังคงมีชีวิต
หนำซ้ำ…
พลังหยินและหยางกลับถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างของเด็กอย่างต่อเนื่อง
เฮยเทียนโม่จ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึง
“นี่มัน…”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
“ข้าฝึกยุทธมาทั้งชีวิต ผ่านเื่ประหลาดมานับไม่ถ้วน แต่ไม่เคยพบเห็นสิ่งที่พิสดารเช่นนี้มาก่อน”
เซวียนเทียนหงเองก็ขมวดคิ้วแน่น
เขามองทารกน้อยอยู่เนิ่นนาน ก่อนส่ายหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ
“ข้าก็เช่นกัน…”
“ต่อให้เป็ตำราโบราณที่ข้าเคยอ่าน ก็ไม่เคยกล่าวถึงร่างกายที่สามารถรับพลังหยินหยางมหาศาลเช่นนี้ได้”
ทั้งสองมองหน้ากัน
ก่อนจะหัวเราะออกมาพร้อมกัน
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ!”
เฮยเทียนโม่หัวเราะเสียงดัง
“ดูเหมือน์จะไม่ยอมให้เราตายง่าย ๆ”
เซวียนเทียนหงมองทารกน้อย ก่อนกล่าวด้วยแววตาครุ่นคิด
“หรือบางที…”
เขาหยุดไปชั่วขณะ
“์อาจส่งเด็กคนนี้มาเพื่อยุติการต่อสู้ของเรา”
เฮยเทียนโม่เลิกคิ้ว
“ยุติอย่างไร?”
เซวียนเทียนหงยิ้ม
“ในเมื่อพลังของเรากำลังถูกเด็กคนนี้ดูดซึม”
“เช่นนั้นก็ให้เด็กคนนี้เป็ผู้ตัดสิน”
เฮยเทียนโม่หัวเราะ
“ผู้ตัดสิน?”
“ใครถ่ายทอดพลังให้เด็กหมดก่อน…”
เซวียนเทียนหงกล่าวต่อ
“ถือว่าเป็ผู้แพ้”
“ดี!”
เฮยเทียนโม่ตอบทันที
“ข้าจะรอดูว่าเ้าจะดื้อรั้นได้อีกนานแค่ไหน”
“ข้าก็จะรอดูว่าเ้าจะยอมแพ้ก่อนหรือไม่”
ทั้งสองรวบรวมพลังที่เหลือทั้งหมด
พลังหยินและหยางหลั่งไหลเข้าสู่ร่างของเด็กน้อยอย่างต่อเนื่อง
ผ่านไปหนึ่งก้านธูป…
พลังของทั้งสองเริ่มหมดลง
ใบหน้าของพวกเขาซีดขาว
แต่ไม่มีใครยอมถอย
จนในที่สุด…
พลังสุดท้ายก็ถูกส่งเข้าสู่ร่างของทารก
ทุกอย่างกลับคืนสู่ความเงียบสงบ
เฮยเทียนโม่และเซวียนเทียนหงนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงหน้าเด็ก
ใบหน้าของทั้งสองซีดขาว
แต่กลับมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า
เฮยเทียนโม่หัวเราะเบา ๆ
“หลายสิบปี…”
“เราสู้กันมาหลายสิบปี”
เซวียนเทียนหงกล่าวต่อ
“สุดท้ายก็ยังไม่มีใครชนะ”
ทั้งสองมองหน้ากัน
ครั้งนี้ไม่มีความเป็ศัตรูอยู่ในแววตา
เหลือเพียงความยอมรับที่มีต่อกัน
เฮยเทียนโม่เอ่ยขึ้นเบา ๆ
“หากมีชาติหน้า…”
“ข้าจะเอาชนะเ้าให้ได้”
เซวียนเทียนหงยิ้ม
“ข้าจะรอ”
กล่าวจบ…
ทั้งสองหลับตาลงพร้อมกัน
ลมหายใจสุดท้ายสิ้นสุดลง
ร่างของยอดฝีมือทั้งสองค่อย ๆ แห้งสลาย
กลายเป็ละอองฝุ่นปลิวไปตามสายลม
⸻
หลังจากนั้น…
ผืนป่าก็กลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง
ไม่มีเสียงการต่อสู้
ไม่มีเสียงลมปราณปะทะกัน
เหลือเพียงสายลมอ่อน ๆ ที่พัดผ่านยอดไม้
ท่ามกลางความเงียบงันนั้น…
ทารกน้อยยังคงนอนอยู่บนพื้นหญ้าเพียงลำพัง
ร่างเล็ก ๆ ขยับไปมา ก่อนจะร้องไห้ออกมาด้วยความหิวและหวาดกลัว
“อุแว้… อุแว้…”
เสียงร้องของเด็กดังก้องไปทั่วผืนป่า
แต่กลับไม่มีผู้ใดตอบรับ
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง…
เสียงฝีเท้าของคนผู้หนึ่งก็ดังขึ้น
ชายชราผู้หนึ่งกำลังแบกฟืนเดินผ่านป่า
เมื่อได้ยินเสียงร้อง เขาก็หยุดเดิน
“หือ?”
ชายชราวางกองฟืนลง ก่อนยืนฟังอยู่ครู่หนึ่ง
เมื่อเสียงร้องดังขึ้นอีกครั้ง เขาจึงเดินตามเสียงเข้าไป
ระหว่างทาง…
เขาพบต้นไม้หลายต้นหักโค่น กิ่งไม้กระจัดกระจายไปทั่วพื้น และมีหลุมลึกอยู่หลายแห่ง
ชายชรามองไปรอบ ๆ อย่างสงสัย
“ที่นี่เกิดอะไรขึ้นกัน?”
แต่เขาเป็เพียงคนเก็บฟืนธรรมดา จึงไม่อาจรู้ได้ว่าร่องรอยเ่าั้เกิดจากการต่อสู้ของยอดฝีมือ
เมื่อเสียงร้องของเด็กดังขึ้นอีกครั้ง เขาจึงไม่สนใจสิ่งเ่าั้และรีบเดินต่อ
จนในที่สุด…
เขาก็พบเด็กทารกน้อยนอนอยู่บนพื้นหญ้า
ชายชราเบิกตากว้าง
“เด็กหรือ?”
เขารีบเข้าไปอุ้มขึ้นมา
มองซ้ายมองขวาอยู่หลายครั้ง
แต่รอบด้านกลับไม่มีแม้แต่เงาของผู้คน
เขาถอนหายใจ
“ใครช่างใจร้ายกับเ้านัก…”
ชายชรามองใบหน้าเล็ก ๆ ในอ้อมแขน
“มาทิ้งเ้าไว้ในป่ารกขนาดนี้ กะจะให้ตายกันเลยหรือ?”
เด็กน้อยค่อย ๆ หยุดร้อง
ดวงตากลมโตมองชายชรา
ชายชรายิ้ม
“เอาเถอะ”
“ในเมื่อข้าเจอเ้าแล้ว ก็ถือว่าเป็วาสนาของเราสองคน”
เขากระชับอ้อมแขน
“มาข้าจะรับเ้าไปเลี้ยงดูเอง”
ชายชราแบกฟืนขึ้นหลัง
แล้วเดินออกจากป่าไปพร้อมกับเด็กน้อยในอ้อมแขน
⸻
ในเวลาเดียวกัน…
บนหน้าผาแห่งเดิม
เหล่าคนที่ถูกส่งมาตามหาเด็กยังคงค่อย ๆ ปีนลงไป
พวกมันต้องใช้เชือกช่วยยึดตัวและค่อย ๆ ลงไปตามหน้าผาสูงชัน
บาง่แทบไม่มีที่ให้วางเท้า ทำให้การเดินทางเป็ไปอย่างเชื่องช้า
กระทั่งวันถัดมา…
ในที่สุดพวกมันก็ลงมาถึงก้นเหว
ทันทีที่มาถึง พวกมันก็พบร่องรอยผิดปกติหลายอย่าง
ต้นไม้หักโค่น
ก้อนหินแตกกระจาย
พื้นดินมีหลุมลึกเป็จุด ๆ
ชายคนหนึ่งเดินเข้าไปตรวจดู ก่อนขมวดคิ้ว
“ที่นี่เหมือนเคยเกิดการต่อสู้”
หัวหน้ากลุ่มมองไปรอบ ๆ
“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น รีบค้นหาเด็กกับโอสถก่อน”
ทุกคนแยกย้ายกันออกค้นหา
พวกมันค้นตามพุ่มไม้ ก้อนหิน ซอกผา และริมลำธาร
นอกจากตามหาซากเด็กแล้ว ยังมองหาสิ่งของที่อาจใช้เก็บโอสถ ไม่ว่าจะเป็กล่อง ขวด หรือภาชนะรูปแบบต่าง ๆ
แต่เวลาผ่านไปหลายชั่วยาม…
กลับไม่พบสิ่งใดเลย
ไม่มีศพเด็ก
ไม่มีรอยเื
ไม่มีเศษเสื้อผ้า
และไม่มีร่องรอยของโอสถ
ชายคนหนึ่งมองหน้าผาสูงชัน ก่อนกล่าวขึ้น
“เด็กตกลงมาจากที่สูงขนาดนั้น ไม่น่าจะรอด”
“แต่เหตุใดจึงไม่พบศพ?”
อีกคนมองเข้าไปในป่ารอบด้าน
“อาจถูกสัตว์ป่าคาบไปกินแล้วก็ได้”
หัวหน้ากลุ่มนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง
พวกมันไม่รู้ว่าเด็กตกลงมาตรงจุดใดแน่ และยิ่งไม่รู้ว่าโอสถอยู่กับเด็กหรือไม่
เมื่อค้นจนทั่วแล้วแต่ไม่พบเบาะแสใด ๆ หัวหน้ากลุ่มจึงตัดสินใจ
“พอแล้ว”
“กลับขึ้นไป”
ทุกคนจึงเก็บอุปกรณ์และทยอยปีนกลับขึ้นไป
ส่วนโอสถไร้ขอบเขต…
ยังไม่มีผู้ใดรู้ว่ามันอยู่ที่ใด
ไม่มีใครรู้เลยว่า…
เด็กทารกที่พวกมันคิดว่าตายไปแล้ว
ยังมีชีวิตอยู่
เื่ราวของเด็กปริศนาคนนี้…
กำลังจะเริ่มต้นขึ้น