“พวกเรามีวิธีส่งสารที่เข้าใจได้เฉพาะคนในเผ่า หรือเ้าจำไม่ได้”
เหอซือซือนิ่งอึ้ง มีวิธีการนี้ด้วยหรือ ที่ผ่านมาพวกเขาก็แอบติดต่อกันมาโดยตลอด?
แม่เฒ่าพ่นลมขึ้นจมูก “ดึกแล้ว ทุกคนหลับหมดแล้ว ไม่ได้ยินสิ่งใดทั้งนั้น”
รอบกายเงียบสงัด เหอซือซือขนกายตั้งชันเหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นตามกรอบหน้างาม
ประโยคนั้นไม่ได้พูดกับตนหรือเอ่ยเลื่อนลอย แต่สั่งคนที่อยู่ในกระโจม นางััได้ถึงลมหายใจหนักหน่วงของคนที่ตื่นอยู่
“ท่านยาย...”
“ทุกคนหลับหมดแล้ว”
“...” เหอซือซือเม้มริมฝีปาก “ข้าเพียงอยากมีชีวิตรอด”
“ผู้ใดก็อยากรอด เ้าต้องหาทางเอาเอง แต่หากเห็นว่าเป็ภัยกับทุกคน อย่าโทษพวกข้า”
“ข้าเข้าใจเ้าค่ะ ข้าจะไม่ทำให้พวกท่านเดือดร้อน หากเห็นท่าไม่ดี สละข้าได้เลย”
หญิงชราพยักหน้า “คนที่เป็ทหาร ล้วนอยู่หน่วยกล้าตาย ไปสมัครมาก แต่รอดน้อย แม่ทัพซ่ง้าซื้อใจพวกเขา ดังนั้นครอบครัวจึงได้รับอนุญาตให้ลงทะเบียนเป็พลเมืองของแคว้น ข้ารู้ว่าไม่ต่างจากถูกล่ามโซ่ แต่อย่างไรก็ดีกว่าเร่ร่อนอยู่ด้านนอก ข้าแก่แล้ว มีลูกชายคนเดียว อยากอยู่กับเขาให้นานอีกหน่อย”
“เป็เื่ที่สมควรแล้ว”
“ไม่มีคนรับรอง แต่ถ้ามีป้ายอยู่แล้วก็เข้าได้นะ”
“...!”
ขอเพียงมีป้ายก็เข้าได้ นี่ไม่ยากเลยแต่จะเป็ที่สงสัยเกินไปหรือไม่
“เ้าสนิทกับหมอเฒ่าผู้นั้นไม่ใช่หรือ ข้าเห็นเขาเอ็นดูเ้าไม่น้อย ไม่ลองขอร้องให้เขารับรองให้เล่า”
หมอหลิว?
“ขอบคุณท่านยาย ข้าจะลองดูเ้าค่ะ”
“หญิงงามเช่นเ้าอยู่ด้านนอกไม่ปลอดภัย หาหลังคาคุ้มแดดฝนสักหลัง ดูให้แน่ใจว่าแข็งแรงมากพอ” หญิงชราจับใบหน้างาม จ้องมองอยู่นาน
เหอซือซือเห็นความห่วงใยในั์ตานั้น
“จำไว้ ความงามเป็ของอันตราย งามเกินไปจะชักนำภัยให้เข้ามา แต่มันก็เป็อาวุธที่ดีที่สุดของผู้หญิงเราเช่นกัน จงใช้มันให้เป็โล่และหอก”
“...ท่านไม่เหมือนคนจากชนเผ่า”
“ข้าคือคนชนเผ่าั้แ่เกิด และจะเป็ไปจนตาย เพียงอยู่มานาน เห็นสิ่งต่าง ๆ มากเข้าก็เป็เช่นนี้เอง”
คนชนเผ่าจะเป็ั้แ่ถือกำเนิด แม้ตายแล้วก็ยังคงเป็เช่นนั้น
คนที่แอบอ้างเช่นตน ก่อนหน้าไม่ใช่ ตอนนี้ไม่ใช่ ต่อไปก็ไม่ใช่
“ชู่...” แม่เฒ่ายกนิ้วชี้ขึ้นมา “เงี่ยหูฟังให้ดี”
ไม่ค่อยเข้าใจนักแต่นางก็ตั้งใจฟังตามที่แม่เฒ่าบอก กลางคืนในค่ายไม่ได้เงียบสงัด แม้ไร้สุ้มเสียงพูดคุย แต่ยังมีเสียงฝีเท้าหนัก ๆ เป็ระยะ
เหอซือซือยังไม่เข้าใจ ในเสียงพวกนี้มีความหมายหรือ
หรือนี่คือวิธีสื่อสารที่ว่า?
“พวกเาาวเจี๋ยอยู่กับธรรมชาติ คนที่เข้าใจในธรรมชาติเท่านั้นถึงจะรับรู้ถึงความต่าง”
ความต่างของธรรมชาติ?
เหอซือซือหลับตาลงตั้งสมาธิจดจ่อ รับฟังทุกสรรพเสียง ฮวาซานบำเพ็ญท่ามกลางธรรมชาติ วิชาสงบใจรับฟังเสียงจึงเชี่ยวชาญนัก
เปรียบตนเป็ผืนน้ำ ปกติสงบนิ่ง เมื่อฟังเสียงจะเกิดหยดน้ำทำให้ผิวน้ำแ่งเป็ระลอกคลื่น จากนั้นค่อย ๆ พิจารณา ตัดเสียงอึกทึกที่ไม่้าออก เสียงฝีเท้า เสียงพูดคุย เสียงหัวใจเต้น เหลือไว้เพียงเสียงลม เสียงใบไม้ไหว รับฟังเพียงเสียงของธรรมชาติเท่านั้น
“ชู่ ชู่ ชู่...เบื้องบนไม่เห็นด้วย เร่งแม่ทัพขับไล่เผ่าเจี๋ยออกจากค่าย” แม่เฒ่าเอ่ยท่ามกลางความเงียบสงัด
สตรีในกระโจมลืมตาขึ้น
ได้ยินแล้ว ได้ยินเสียงลมที่ผิดแปลกไปแล้ว
นี่เป็ลมที่ถูกทำให้เกิดขึ้น
์! ชาวเผ่าเจี๋ยใช้ลมส่งข้อความ!
“ลองฟังให้ดี ทุกการสื่อสารมีรูปแบบ เข้าใจภาษาของเราได้ ก็สามารถถอดความได้”
กำลังสอนการถอดความให้นาง?
ชู่...
แม่เฒ่าลืมตามองหญิงสาวที่หลับตาพริ้ม นางกล่าวต่อ
“ด้านนอกสงบ ด้านในปั่นป่วน”
ใจความถูกหญิงชรากล่าวออกมา เหอซือซือพิจารณาอยู่นานในที่สุดก็เข้าใจรูปแบบข้อความนั้น ริมฝีปากอวบอิ่มอ้าออกเอ่ยประโยคสุดท้าย
“เวลาไม่เกินหนึ่งเดือน”
“ถูกต้อง”
“ท่านยาย พวกท่าน เหตุใดพวกท่านถึงทำเช่นนี้ ไม่เพียงช่วยซ่อนตัวข้าไว้นี่ยังสอนความลับของเผ่าให้รับรู้ด้วย”
แม่เฒ่ายิ้มบาง ั์ตาประกายอ่อนโยนอย่างไม่ปิดบัง
“เผ่าเจี๋ยเร่ร่อนไร้หลักแหล่ง ไม่ใช่เพราะ้า แต่เราหาที่ปลอดภัยปักหลักไม่ได้ ชาวนอกด่านอย่างเราเป็ที่รังเกียจของทุกที่ ครั้งหนึ่งประสบความลำบากยากก้าวผ่าน ปรากฏสตรีงดงามสูงส่งนางหนึ่ง ผานกู่ไม่เพียงไม่รังเกียจ นางยังให้ความช่วยเหลือด้วย หลายชีวิตรอดมาได้เพราะนาง ฮวาซานเป็สำนักบุปผาขาวสวมชุดขาวยาวไสว งดงามบริสุทธิ์ เห็นเ้าครั้งแรกก็รู้แล้ว ไร้กำลังช่วยเหลือผู้มีพระคุณ แต่เราไม่เนรคุณหมางเมินลูกศิษย์ของนาง ท่าทางของเ้าช่างคล้ายนางผู้นั้นเหลือเกิน เป็ศิษย์สายตรงสินะ”
ผานกู่คือนามของอาจารย์ คนผู้นี้เอ่ยเรียกสนิทสนมไร้ความห่างเหิน
รู้จักอาจารย์ของตนเช่นนั้นหรือ
“ท่านรู้จักอาจารย์ด้วยหรือ”
“เรียกได้ว่าสหายเก่า” หญิงชราไม่ซักไซ้ “หากเ้าเลือกจะกลับออกไป วางใจได้ พวกเขาจะปกป้องเ้า”
เหอซือซือส่ายหน้า “ข้าจะไม่กลับออกไป ด้านนอกไม่ปลอดภัยทั้งยังไม่อาจชักนำภัยแก่พวกเขาได้”
“ตามใจเ้า เอาละ นอนเถอะ ดับไฟเสียด้วย หากยังมีแสงอยู่พวกด้านนอกไม่มีทางสบายใจ”
“ท่านหมอหลิว” เหอซือซือทักทายหมอชรา พลางเข้าไปแย่งกล่องอุปกรณ์มาถือไว้เอง
หลิวซงเหลือบมองด้านหลังเป็ระยะ สองสามวันมานี้พอเห็นเขามาดูอาการคนเจ็บ นางก็จะมาเกาะแกะตลอด ช่วยถือกล่องยา เปลี่ยนยา เดินตามต้อย ๆ ไม่ห่าง
แต่พอเขาจะกลับ นางก็ไม่พูดอะไร เพียงยื่นกล่องคืนให้ แล้วหันหลังเดินจากไปอย่างไร้เยื่อใย
หลิวซงปิดกล่องยาแล้วเดินไปยังที่ลับตาสักหน่อย “มีกระไรก็ว่ามา”
เหอซือซือลอบยิ้ม ท่านหมอผู้นี้ทนไม่ไหวแล้ว
“หมายความว่าอย่างไรเ้าคะ” นางแสร้งตีหน้าเซ่อกล่าวถามอย่างไม่เข้าใจ
หลิวซงมีสีหน้ายุ่งยากใจ สายตาบ่งบอกว่าไม่เชื่อ “เล่นงิ้วให้ใครดู รีบ ๆ พูดมา”
“ท่านหมอจะอยากได้ยินจริง ๆ หรือ...”
ชายชราตื่นตัว คล้ายรู้แล้วว่าสตรีตรงหน้าจะพูดอะไร เขาก้าวถอยเว้นระยะออกมาถึงสองก้าว “เช่นนั้นก็ไม่ต้องพูด...”
“ท่านช่วยรับรองฐานะ พาข้าเข้าเมืองด้วยได้หรือไม่”
ข้าว่าแล้วเชียว!
“ไม่!”
ทันทีที่ปฏิเสธ ดวงตาที่โผล่พ้นผืนผ้าก็หลุบลง ท่าทีเสียใจอย่างไร้หนทาง น้ำเสียงสั่นเครือดังลอดออกมา “ข้าหาครอบครัวไม่พบ ไม่แน่ว่า...ข้ามีใบหน้าเช่นนี้ แม่เฒ่าที่อยู่กับข้าบอกว่าอันตราย อยู่ในเมืองน่าจะดีกว่า ข้าเองก็อยากเริ่มชีวิตใหม่...”
“ไม่ได้ก็คือไม่ได้ ไฮ้! อย่ามาทำหน้าเช่นนี้ใส่ข้า ใบหน้าเช่นเ้าอยู่ที่ไหนก็ไม่ปลอดภัยทั้งนั้น อยู่ด้านนอกปลอดภัยกว่าอีก”
ใบหน้าจิ้งจอกเช่นเ้า อยู่ที่ไหนก็อันตรายทั้งนั้น
“ในเมืองยังมีขื่อมีแป แต่ด้านนอก...” ไร้กฎเกณฑ์ ยากควบคุม
แม้พูดไม่จบ ชายชราที่ผ่านร้อนหนาวมานานจะไม่รู้ได้อย่างไร ยุทธภพไร้กฎเกณฑ์จริง ๆ ความแข็งแกร่งคือที่สุด ผู้อ่อนแอไม่มีสิทธิ์ออกปากเสียง
“เฮ้อ...ใช่ว่าข้าไม่อยากช่วย แต่เื่นี้ไม่ง่าย ข้าไม่รู้หรอกว่าเ้าไปได้ยินมาจากที่ใด แต่คนที่สามารถผ่านเข้าไปได้คือคนที่มีครอบครัวรับรอง กล่าวคือต้องมีคนในครอบครัวเป็ทหาร กองทัพสอดส่องได้ง่าย การจะให้หมอแก่ ๆ อย่างข้ารับรองนั้นทำได้ยาก ข้าแก่แล้วไม่มีอำนาจ อีกอย่างข้าเป็หมอประจำกองทัพ ไม่มีคำสั่งก็กลับไปไม่ได้”
“ท่านสามารถใช้ความชราขอกลับเข้าเมืองได้ไม่ใช่หรือ”
ั์ตาชายชราเข้มขึ้น เหอซือซือไม่กล้ากล่าวต่อ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายพอใจจะอยู่หรือไปไม่ได้กันแน่ เมื่อรู้ตัวว่าชักจะล้ำเส้น นางก็ถอยแต่โดยดี
“ท่านหมออย่าโกรธเลย เป็ข้าพูดไม่คิดเอง”
เห็นหญิงสาวกล่าวอย่างรู้ตัวก็ใจอ่อน เดิมอีกฝ่ายก็มีดวงตาโฉบเฉี่ยว ยามหลุบตาลงทำเศร้าสร้อยให้ความรู้สึกราวนางจิ้งจอกล่อลวงคน ผู้ใดย่อมใจอ่อนให้สาวงาม ชายชราไม่มีราคะยังทำใจแข็งได้ไม่นาน
“ข้าเข้าใจว่าเ้าร้อนใจ แต่ควรปล่อยไปตามชะตา”
“ข้าเข้าใจแล้วเ้าค่ะ”