เช้าวันอาทิตย์
ไป่ฉีนั่งรถที่เมิ่งชิงชิงขับ ไปยังสถานสงเคราะห์เด็ก ที่นั่นมีแฟนคลับที่ผ่านการทดสอบแบบประเมินรออยู่
“ไป่ฉี นั่นไป่ฉีมาแล้ว” แฟนคลับสาวคนหนึ่งที่เห็นรถขับเข้ามาที่สถานสงเคราะห์เด็กทักขึ้น
“ผู้หญิงที่ขับรถให้เป็นผู้จัดการของไป่ฉีสินะ” แฟนคลับอีกคนกล่าว
“น่าอิจฉาจังเลย” เด็กสาวอายุ 15 ปีเพียงคนเดียวที่ได้มางานมีตติ้งในครั้งนี้กล่าว
“ฉันว่าเธอไม่ควรคิดอย่างนั้นนะ งานผู้จัดการไม่ใช่อะไรที่ง่าย ทั้งเรื่องติดต่องาน รับงาน การวางตารางงาน หรือแม้แต่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มันไม่ง่ายอย่างที่เห็นหรอก” แฟนคลับสาวอีกคนกล่าว
ไป่ฉีลงมาจากรถพร้อมกับเมิ่งชิงชิง เขาเดินมาทักทายแฟนคลับของเขาอย่างเป็นกันเอง บางคนถือหนังสือนิยายมาให้เขาเซ็น ซึ่งไป่ฉีก็ไม่ปฏิเสธ
ตามด้วยการถ่ายภาพหมู่เพื่อประหยัดเวลา หลังจากทักทายกันเรียบร้อย ไป่ฉีเป็นคนอธิบายเกี่ยวกับงานมีตติ้งครั้งนี้
“สำหรับกิจกรรมวันนี้นอกจากทักทายกับทุกคนแล้ว อย่างที่ผมได้แจ้งไว้ทางอีเมลให้ทุกคนทราบแล้วว่าเราจะเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กกัน เพียงแต่มีแค่วัตถุดิบเท่านั้นที่ถูกเตรียมเอาไว้” ไป่ฉีพูดถึงตรงนี้เขาก็หยุดและมองดูแฟนคลับของเขาว่าจะมีปฏิกิริยายังไง
“เอ๋ อย่าบอกนะคะว่าจะให้พวกเราทำอาหารน่ะ” เด็กสาววัย 15 ปีพูดขึ้นมาคนแรก
“ไม่เห็นเป็นไรเลย นี่คงเป็นกิจกรรมที่จะทำร่วมกับแฟนคลับสินะคะ” แฟนคลับสาวกล่าว
“ใช่ครับ เพราะผมไม่ใช่นักร้องหรือนักดนตรี เลยไม่มีโชว์อะไรให้ทุกคนดูเหมือนกับนักร้องหรือนักดนตรี แต่หากทุกคนทำอาหารกลางวันเสร็จแล้ว ผมมีโชว์ร้องกับเล่นดนตรีเล็ก ๆ ที่เตรียมมาไว้ให้เหมือนกันนะ” ไป่ฉีกล่าว
“อ้า แบบนี้มันยั่วกันนี่คะ ถ้าไม่ทำก็อดดูน่ะสิ” แฟนคลับสาวอีกคนกล่าว
“งั้นไปลุยงานครัวกันเถอะครับ เดี๋ยวจะไม่ทันเวลาอาหารกลางวันนะครับ” ไป่ฉีเดินนำทุกคนเข้าไปในครัว
“โทรมสุด ๆ ไปเลยแฮะ แต่ก็ยังสะอาดละนะ” แฟนคลับคนหนึ่งพูดขึ้น
“เพราะว่าแทบจะไม่มีเงินบริจาคเข้ามาที่นี่เลยน่ะครับ ตอนที่ผมมาติดต่อก็เพิ่งรู้ว่าที่นี่กำลังจะปิดตัวลง เด็ก ๆ กำลังจะไร้ที่พึ่งพิง ผมก็เลยจัดมีตติ้งขึ้นที่นี่” ไป่ฉีกล่าว
“เพื่อให้พวกเราช่วยกระจายเรื่องนี้สินะคะ” แฟนคลับพูดขึ้น
“ใช่ครับ แต่ผมได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาไปแล้วบางส่วน โดยการให้บริษัทบัญชีตรวจดูความโปร่งใสให้แล้ว พบว่าไม่มีปัญหาการยักยอกเงินบริจาค จึงได้ดำเนินการให้เด็ก ๆ ได้ทำงานในบริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง โดยได้รับความยินยอมจากตัวเด็กและผู้ปกครองโดยชอบธรรมของพวกเขา หรือก็คือเจ้าของสถานสงเคราะห์แห่งนี้ครับ โดยเด็ก ๆ จะได้ทุนการศึกษาและเงินค่าตอบแทน หลังจบการศึกษาปริญญาตรี หากพวกเขามีความสามารถ ทางบริษัทก็จะรับเข้าทำงานเป็นพนักงานประจำทันทีครับ” ไป่ฉีอธิบายสถานการณ์ของสถานสงเคราะห์แห่งนี้ และวิธีแก้ไขปัญหาของเขาที่เริ่มดำเนินการไปบ้างแล้ว
“ตกลงค่ะ ฉันจะช่วยประชาสัมพันธ์ให้ ไว้ใจได้เลยค่ะ ฉันมีบล็อกส่วนตัวที่ได้รับความนิยมมาก จะช่วยน้องไป่ฉีอีกแรงนะคะ” แฟนคลับกล่าว
“ฉันมีแชแนลเป็นของตัวเอง ทำคลิปลงบ่อย ๆ ก็จะช่วยอีกแรงนึงค่ะ”
“ฉันด้วย”
“ฉันก็ด้วย”
“งั้นเรามาเริ่มทำอาหารกันก่อนดีกว่าครับ อย่างแรกผมอยากจะถามว่าใครทำอาหารเป็นบ้าง” ไป่ฉีกล่าว
มีคนยกมือ 5 คน ไป่ฉีไม่รอช้า เขาแจกผ้ากันเปื้อนกับหมวกเชฟให้กับทุกคน พร้อมทั้งเริ่มแบ่งหน้าที่ โดยให้คนที่ทำอาหารเป็น เป็นคนปรุงรส ส่วนที่เหลือคือช่วยกันเตรียมวัตถุดิบ ทั้งหั่นผัก ปอกหอม กระเทียม หรือแม้แต่การตวงเครื่องปรุงรส โดยไป่ฉีจะเป็นคนกำกับทั้งหมด
ระหว่างทำอาหาร ไป่ฉีคอยดูแฟนคลับแต่ละคน ใครที่ยังหั่นหรือปอกอะไรไม่เป็น ไป่ฉีจะเดินเข้าไปหาแล้วสอนวิธีที่ถูกต้องให้ ส่วนเมิ่งชิงชิงเองก็ไม่ได้อยู่เฉย เธอลงมาช่วยอีกแรงหนึ่ง
“พี่ชิงชิงทำอาหารเป็นด้วยเหรอครับ” ไป่ฉีหันมาถาม
“ทำเป็นสิ หลายอย่างด้วยนะ” เมิ่งชิงชิงยืดอกขึ้นอย่างภูมิใจ
“ให้ผมเดานะว่าหลายเมนูนั่นมีไข่ต้ม ไข่เจียว ไข่ดาว ไข่ตุ๋น ไข่หวาน ใช่ไหมครับ” ไป่ฉีกล่าว
“นะ....นายรู้ได้ยังไง น่ากลัวมาก อย่างกับอ่านใจคนได้” เมิ่งชิงชิงกล่าว ขณะเดียวกันไป่ฉีก็เดินมาใกล้ ๆ แล้วกระซิบว่า...
“แล้วไข่ผมล่ะ” เมื่อได้ยินคำนี้เมิ่งชิงชิงรู้ว่าเจ้าคนตรงหน้าคิดจะแหย่เธอเล่นอีกแล้ว เธอจึงสวนกลับทันที เธอหยิบมีดขึ้นมาเสมอกับหน้าของไป่ฉีพร้อมกับพูดว่า….
“ไข่นายฉันก็ทำได้ เอาปังตอสับแล้วไปโยนให้เป็ดกิน อยากให้ฉันทำเลยไหมล่ะ” เมิ่งชิงชิงใช้น้ำเสียงให้เบาที่สุด เธอโมโหที่ไป่ฉีดูจะไม่ระวังเกินไป ถ้าแฟนคลับของเขาได้ยิน เธอได้งานเข้าแน่ ๆ
“ยอมแล้วคร้าบ ให้เป็ดกินมันเสียของ ให้พี่กินดีกว่า” ไป่ฉีพูดข้างหูเมิ่งชิงชิง ก่อนจะรีบผละออกไปช่วยดูแฟนคลับคนอื่นว่ามีปัญหาตรงไหนไหม
“ฮึ่ย จะมีวันไหนที่หมอนั่นไม่ยั่วฉันไหมเนี่ย” เมิ่งชิงชิงค่อนข้างหงุดหงิดเล็กน้อย แต่เธอก็ไม่ได้ไม่ชอบกับสิ่งที่ไป่ฉีทำกับเธอทุกวัน นี่เธอเป็นพวกชอบโดนทรมานรึไงนะ
“พี่ชิงชิงโดนไป่ฉีแกล้งประจำเหรอคะ” เด็กสาววัย 15 ปีถาม
“ทุกวันเลยล่ะ เห็นแบบนั้นไป่ฉีวางตัวเก่งแม้จะอายุแค่ 15 ปี ถ้าเขาสนิทก็จะพูดคุยเล่นตามประสาวัยรุ่นนั่นแหละ แต่ถ้าหากว่าเป็นเรื่องงานล่ะก็ บรรยากาศรอบตัวของเขาจะเปลี่ยนไปทันทีเลยล่ะ” เมิ่งชิงชิงตอบ
“พี่ชิงชิงนี่บอกแบบไม่ปิดบังเลยนะคะ” เด็กสาววัย 15 ปีกล่าว
“ไป่ฉีบอกว่านิสัยเขาเป็นแบบไหน ทำไมต้องปิดแฟนคลับ ถ้าเขาไม่บอกแล้วให้รู้จากคนอื่น พวกเธอจะเสียความรู้สึกได้” เมิ่งชิงชิงกล่าว นั่นทำให้เหล่าแฟนคลับยิ่งปลื้มกับความจริงใจของไป่ฉีมากขึ้นไปอีก
“หากมีปัญหาเกิดขึ้นกับไป่ฉี ฉันยอมสู้ถวายหัวเลยค่ะ” แฟนคลับคนหนึ่งพูดขึ้น
หลังเสร็จจากงานครัว ไป่ฉีได้มอบผ้าเช็ดตัวกับเซ็ตสำหรับอาบน้ำให้ทุกคนเพื่อให้ทุกคนไปอาบน้ำกัน โดยเขาได้เตรียมเสื้อผ้าสำหรับงานแฟนมีตติ้งนี้ไว้ให้ทุกคนใส่แล้ว แน่นอนว่าในขั้นตอนการเตรียมงาน หลังได้ผู้โชคดี ไป่ฉีได้ส่งคนไปวัดขนาดตัวผู้โชคดีทุกคน ทำให้เสื้อที่เตรียมไว้มีขนาดพอดีตัวกับแฟนคลับที่มาในวันนี้ พวกแฟนคลับดีใจมาก พวกเธอไม่คิดว่าไป่ฉีจะเอาใจใส่ทุกรายละเอียดแม้กระทั่งขนาดเสื้อผ้าที่จะมอบให้พวกเธอ
“เอ๋ อาหารถูกยกออกไปหมดแล้วเหรอ” แฟนคลับที่อาบน้ำเสร็จก่อนเดินมาที่ครัวก็พบว่าอาหารทั้งหมดไม่อยู่แล้ว
“ทั้งหมดฉันยกไปที่โต๊ะอาหารของพวกเด็ก ๆ แล้วค่ะ พวกคุณลงแรงช่วยกันทำไปแล้วนี่คะ ไปรอที่ห้องอาหารได้เลยค่ะ” เมิ่งชิงชิงกล่าว ก่อนหน้านี้เธอลองช่วยดูแล้ว แต่ออกแนวพังพินาศมากกว่า
“เข้าใจแล้วค่ะ” แฟนคลับรับคำก่อนจะเดินไปยังห้องอาหารของสถานสงเคราะห์
บรรยากาศตอนนี้ แฟนคลับของไป่ฉีหลายคนเข้าไปคุยกับพวกเด็ก ๆ เพื่อถามข้อมูลอะไรหลายอย่าง เพื่อหาทางจะช่วยสถานสงเคราะห์แห่งนี้
“ทุกคนครับ ขอบคุณสำหรับอาหารที่ทำให้กับน้อง ๆ ขอบคุณที่มาร่วมงานแฟนมีตติ้งที่เป็นงานวันเกิดครบอายุ 16 ปีของผมด้วย เรื่องเค้กผมได้เตรียมให้คนตัดเป็นชิ้น ๆ ให้แล้วครับ หลังทานอาหารเสร็จจะทำการเสิร์ฟให้ทุกคนนะครับ ตอนนี้ผมอยากให้ทุกคนเริ่มทานอาหารกัน ส่วนผมที่เป็นเจ้าภาพงานมีตติ้งครั้งนี้จะขอมอบบทเพลงให้กับทุกคนได้ฟัง ระหว่างรับประทานอาหารครับ” ไป่ฉีเดินไปที่คีย์บอร์ดไฟฟ้า แล้วเริ่มเล่นเพลงคลาสสิคที่เขาเตรียมมา
“ไป่ฉีมีฝีมือขนาดนี้ยังถ่อมตัวอีกเหรอ” แฟนคลับมองไป่ฉีด้วยสายตาหลงไหล
“นั่นสิ ฉันว่าเขาเป็นนักดนตรีได้เลยล่ะ” แฟนคลับอีกคนแสดงความคิดเห็น
มื้ออาหารเต็มไปด้วยความอบอุ่น บรรยากาศในห้องอาหารเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ และเหล่าแฟนคลับ หลังมืออาหารทุกคนร่วมกันร้องเพลงอวยพรวันเกิดให้กับไป่ฉี โดยมีเมิ่งชิงชิงถือเค้กชิ้นเล็กที่มีเทียนพรรษาปักอยู่ 1 เล่มให้ไป่ฉีเป่า
ฟู่
ไป่ฉีเป่าเทียนวันเกิดเรียบร้อย เขาขึ้นไปบนเวทีอีกครั้งพร้อมกับพิณตัวหนึ่ง เมื่อทุกคนเห็นพิณก็รู้ได้เลยว่าพิณนี้ต้องแพงมาก ๆ แถมน่าจะเป็นพิณโบราณที่มีอายุหลายร้อยปีเสียด้วย
ไป่ฉีเริ่มบรรเลงบทเพลงโบราณพร้อมขับลำนำอันแสนไพเราะออกมา แม้แฟนคลับของเขาจะเป็นวัยรุ่นจนถึงวัยทำงานก็ตาม ด้วยความชำนาญด้านศิลปะดนตรีโบราณในชีวิตที่แล้วของเขา ซ้ำยังร่ำเรียนมาจากอาจารย์ผู้ที่ได้รับฉายาว่าเทพพิณแห่งยุทธภพโดยตรงอีกด้วย หากเทียบฝีมือของเขากับเนี่ยฟงในด้านการทำดนตรี ไป่ฉีคงเป็นปรมาจารย์ไปแล้ว เพียงแต่ตอนนี้เขากำลังเรียนรู้ดนตรีสมัยใหม่ เพื่อนำมาปรับปรุงดนตรีของเขาให้เข้ากับยุคสมัย
หลังจบการแสดง แฟนคลับปรบมือให้กับไป่ฉี บางคนที่เข้าใจในดนตรีถึงกับลุกขึ้นปรบมือให้ แม้เขาจะไม่เข้าใจลักษณะเพลงโบราณมากนัก แต่อารมณ์ที่สื่อออกมาจากดนตรีและน้ำเสียง รวมถึงเนื้อร้องกลับเข้าใจง่าย ราวกับกำลังฟังเรื่องราวเรื่องหนึ่งผ่านดนตรีและการร้อง
“ต่อไปจะเป็นการสุ่มผู้โชคดีขึ้นมาร่วมกิจกรรมกับผม มีตั้งแต่สอนดีดพิณ เต้นรำ หรือแม้แต่ขอให้ผมทำอะไรก็ได้ 1 อย่าง ที่มันสามารถทำได้และไม่ดูน่าเกลียดนะครับ” ไป่ฉีกล่าว จากนั้นเขาก็เริ่มการจับสลากขึ้นมา
กิจกรรมเป็นไปอย่างสนุกสนาน บางคนขอจับมือ บางคนขอหอมแก้ม บางคนขอลูบผมของเขาก็มีเหมือนกัน ส่วนสอนเล่นพิณนั้นใบสลากมีอยู่ใบเดียว ส่วนมากจะเป็นสลากให้ไป่ฉีทำอะไรก็ได้ซะมากกว่า ใครอยากถ่ายภาพหรือวิดีโอก็สามารถทำได้ หากจะนำเผยแพร่ต้องให้เมิ่งชิงชิงตรวจดูซะก่อน
หลังจากผ่านไป 2 ชั่วโมงเต็ม งานมีตติ้งควบงานวันเกิดของไป่ฉีก็จบลง ของขวัญที่แฟนคลับนำมาให้นั้น ไป่ฉีให้เมิ่งชิงชิงตรวจสอบก่อน หากไม่มีปัญหา เขาจะรับไว้แล้วถ่ายรูปพร้อมระบุชื่อแฟนคลับเจ้าของของขวัญลงในรูป ให้ทางบริษัทลงในเว็บไซต์อย่างเป็นทางการในหน้าข้อมูลของเขาที่ตอนนี้ใช้เป็นฐานที่มั่นแฟนคลับของตัวเองอยู่
ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงช่วยกันเก็บกวาดสถานที่จัดงาน รวมถึงห้องครัว โดยมีพวกเด็ก ๆ มาช่วยด้วยความกระตือรือร้น พวกเขานับถือไป่ฉีเหมือนพี่ชายของพวกเขา เพราะไป่ฉีทำให้พวกเขากินอิ่ม ได้รับการศึกษา และมอบอนาคตให้กับพวกเขาทุกคน
“เฮ้อ เหนื่อยกว่าที่คิดนะครับเนี่ย” ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงเดินออกมาจากสถานสงเคราะห์เด็กมายังที่จอดรถ
“เอาน่า พวกแฟนคลับดูปลื้มนายสุด ๆ เลยนะ” เมิ่งชิงชิงเปิดประตูรถแล้วขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับ
“กิจกรรมครั้งหน้าต้องดูก่อนว่าจะจัดที่ไหน แต่ผมอยากให้เป็นแนวการกุศลแบบนี้เหมือนเดิม” ไป่ฉีขึ้นมานั่งบนรถ
“ก็ดีนะ แต่คนจะไม่ว่าเอาเหรอว่านายสร้างภาพน่ะ” เมิ่งชิงชิงถาม
“ปล่อยเขาไปสิครับ แม้ผู้ที่ได้ชื่อว่าดีงามเพรียบพร้อมก็ยังมีคนกล่าวหาว่าร้าย เราทำตัวเองให้ดีมีความน่าเชื่อถือ ต่อให้คนเหล่านั้นพูดมา แต่ใครจะเชื่อล่ะ จริงไหมครับ” ไป่ฉีกล่าว
“ก็จริง ว่าแต่ทำไมเหมือนตัวเองถูกสอนยังไงไม่รู้” เมิ่งชิงชิงกล่าว
“เอาน่าพี่ชิงชิง เราไปหาอะไรดื่มแก้กระหายหน่อยดีกว่านะครับ ผมคอแห้งหมดแล้วเนี่ย” ไป่ฉีกล่าว เมิ่งชิงชิงขับรถออกไปจากสถานสงเคราะห์ทันที
“ว่าแต่นายจะดื่มละไรล่ะ” เมิ่งชิงชิงถาม
“ชาไข่ลุก ครับ” ไป่ฉียิ้ม
“เดี๋ยว ๆ นายพูดผิดแล้ว มันต้องเป็นชาไข่มุก” เมิ่งชิงชิงแย้ง
“ชาไข่ลุก ถูกแล้วครับ ผมเห็นในเว็บมันเขียนไว้ ร้านอยู่แยกข้างหน้านี่เอง มันต้องเข้าไปในตรอกลึกหน่อย” ไป่ฉีเปิดหน้าเว็บให้เมิ่งชิงชิงดู
“เอิ่ม ฉันว่าเราเปลี่ยนร้านดีกว่านะ มันน่าอายนะถ้าจะให้ผู้หญิงเข้าไปน่ะ” เมิ่งชิงชิงหน้าขึ้นสี
“งั้นไม่ไปร้านนั้นก็ได้ครับ ไปกินนมชมพูร้านโปรดของพี่กันก็ได้” ไป่ฉีกล่าว
“ตกลง ไปกันเลย” เมิ่งชิงชิงตกลง ก่อนจะเร่งความเร็วขึ้น
ช่วงเย็นหลังจากไป่ฉีถึงอะพาร์ตเมนต์ เขาคิดว่าถึงเวลาจะต้องสร้างสายลับในตำหนักเทพบ้างแล้ว เริ่มจากตำหนักเทพกิเลนก่อน เขาทำการนั่งขัดสมาธิแล้วกำหนดลมหายใจเข้าออก
“วิชาแยกจิต” ไป่ฉีกล่าวชื่อวิชาออกมาเบา ๆ วิชานี้เขาได้รับการสั่งสอนมาจากไท่ซื่อคงอีกทีหนึ่ง วิชานี้จะแบ่งจิตของตนส่วนหนึ่งออกมา และใช้มันในการเข้านอกออกในสถานที่ต่าง ๆ ที่ไม่ได้มีการลงอักขระลมปราณป้องกันด้านจิตวิญญาณได้ วิชานี้ฝึกยากมาก เพราะหากมีการรบกวนจนกายเนื้อได้รับผลกระทบ จิตวิญญาณที่แบ่งออกไปนั้นก็จะหายไป ซ้ำยังส่งผลให้พลังจิตวิญญาณสูญเสียไปอีกด้วย ดังนั้นการใช้วิชานี้จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ซึ่งไป่ฉีนั้นได้ลงอักขระลมปราณไว้ทั่วทั้งห้อง โดยให้พ่อกับแม่เขาหลับสนิทเพื่อไม่ให้ตื่นมารบกวนเขา และวางค่ายกลไว้รอบห้องเช่า หากมีใครบุกรุก พวกมันจะกลายเป็นเถ้าถ่านในทันที
หลังใช้วิชา ร่างโปร่งแสงของไป่ฉีก็แยกออกมาจากร่างกาย แล้วเปลี่ยนเป็นรูปลักษณ์ของเทพกระบี่อวี้กง ก่อนที่จิตจะพุ่งเป็นลำแสงออกไป จุดหมายอยู่ที่ตำหนักเทพกิเลน