บุญเดินตามเอม่าสาวใช้ของเธอมาที่เรือนรับรองราชทูต ทหารที่เฝ้าเรือนรับรองพาเธอทั้งสองไปที่ห้องซึ่งคนของราชินีแคโรสนอนพักอยู่ โดยมีทหารสองนายที่เป็นคนพาเขามายังคงยืนเฝ้าตามคำสั่งของเจ้าหญิงเทย่า ทหารทั้งสองทำความเคารพบุญทันทีที่เห็นบุญเข้ามา ชายผู้นี้พยายามจะลุกขึ้นนั่งเพื่อทำความเคารพเธอด้วย ทหารทั้งสองจึงตั้งท่าคอยระวังไม่ให้เขาเข้าทำร้ายเธอ
“เธอทั้งสองไม่ต้องห่วง เขาไม่ทำอะไรเราหรอกค่ะ”
บุญบอกทหารทั้งสอง จากนั้นชายผู้นี้ได้ลุกขึ้นมาทำความเคารพเธอ บุญจึงถามเขา
“อาการท่านตอนนี้ดีขึ้นหรือยังคะ?”
“ดีขึ้นแล้วพะยะค่ะ เป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้นพะยะค่ะ”
“เราเข้าใจดีว่าท่านต้องทำตามพระบัญชาของราชินี โดยไม่สามารถจะขัดพระบัญชาได้ แต่เราก็ให้ท่านทำเช่นนั้นไม่ได้ หากท่านปฏิบัติหน้าที่ในฐานะราชทูตอันมีเกียรติแทนและไม่คิดร้ายกับคนของเรา เราขอรับรองว่าท่านจะได้รับการต้อนรับอย่างดีและได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย”
บุญพูดชักจูงให้เขาร่วมมือด้วยความเต็มใจ เขารู้สึกถึงความจริงใจของบุญจึงรับปากเธอ
“กระหม่อมจะไม่กระทำการอันเป็นการขัดพระประสงค์ขององค์หญิงพะยะค่ะ”
“เราเชื่อใจท่าน และขอเตือนท่านไว้ว่า หลังกลับประเทศแล้ว ขอให้ท่านใช้ความระมัดระวังอย่าได้พูดเรื่องนาฬิกา รองเท้า และบัตรนายทหารของท่านเด็ดขาด โดยเฉพาะกับราชินีของท่าน เพราะอาจทำให้ท่านได้รับอันตรายถึงชีวิต ให้ท่านทูลราชินีว่าเรามีวิธีของเราที่ทำให้ทราบได้ว่าท่านเป็นใครและให้การต้อนรับท่านในฐานะราชทูต และทูลรายงานราชินีตามที่เจ้าหญิงเทย่าจะตรัสกับท่านในระหว่างทานอาหารค่ำคืนนี้ แล้วตัวท่านก็จะปลอดภัย”
บุญเกรงว่าเขาจะถูกองค์ราชินีแคโรสลงโทษจากความเลินเล่อจนทำให้ถูกจับได้ จึงแนะนำวิธีที่จะช่วยให้เขารอดพ้นโทษ
“กระหม่อมจะปฏิบัติตามที่องค์หญิงรับสั่งพะยะค่ะ”
“เมื่อครู่เจ้าหญิงเทย่าตรัสกับเราเรื่องชุดที่จะเตรียมให้ท่านสวมคืนนี้ เดี๋ยวพระองค์คงรับสั่งให้มีคนนำชุดมาให้ท่าน เรามีเรื่องมาบอกท่านเท่านี้ค่ะ”
บุญบอกเขาก่อนจะกลับห้องของเธอ เขาจึงขอบคุณเธออีก
“เป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้นพะยะค่ะ”
ในคืนนั้น มีนายทหารและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มาร่วมโต๊ะรับประทานอาหารค่ำเพื่อต้อนรับเจ้าหญิงอัจฉราจำนวนหลายคน ชายจากอาณาจักรริปโปเซียก็มาเข้าร่วมในฐานะราชทูตตามคำเชิญของเจ้าหญิงเทย่า เมื่อบรรดาแขกที่ร่วมงานมากันพร้อมแล้ว ท่านโหรานิมิตจึงได้ไปแจ้งให้เจ้าหญิงทั้งสองทราบ
เมื่อเจ้าหญิงเทย่ามาถึงห้องเสวยของพระราชวัง ทุกคนในห้องต่างลุกขึ้นถวายความเคารพเธอโดยพร้อมเพรียงกัน เธอมาในชุดเจ้าหญิงซึ่งผู้ที่มาร่วมงานล้วนรู้สึกชื่นชมในความงามและบารมีของเธอ เจ้าหญิงเทย่าเห็นว่าบุญยังไม่มา เธอจึงนั่งพูดคุยทักทายทุกคนที่โต๊ะรับประทานอาหาร รวมทั้งแนะนำราชทูตจากประเทศริปโปเซียกับทุกคน ซึ่งทำให้แต่ละคนรู้สึกแปลกใจเพราะทราบข่าวว่าประเทศริปโปเซียและประเทศเวดิเซียกำลังเตรียมที่จะทำสงครามกับพวกเขา แต่ก็ยังทำให้ทุกคน รวมทั้งชายจากประเทศริปโปเซีย ได้เห็นถึงความตั้งใจของเจ้าหญิงเทย่าในการพยายามยับยั้งไม่ให้มีการสู้รบเกิดขึ้นด้วย
ในขณะนั้นเอง เอม่าได้เข้ามารายงานเจ้าหญิงเทย่าด้วยท่าทางตื่นเต้นว่าเจ้าหญิงอัจฉรากำลังมาถึงแล้ว และเจ้าหญิงเทย่าเห็นว่าแขกในงานบางคนเริ่มมีปฏิกิริยา พวกเขามีสีหน้าตกตะลึงเมื่อมองไปที่ประตู แขกท่านอื่นๆ ต่างก็มองตามและมีอาการเช่นเดียวกัน เธอจึงรู้ทันทีว่าพวกเขาคงถูกมนต์สะกดของบุญเข้าให้แล้ว เหมือนกับที่ทั้งเธอและคณะที่เดินทางไปเชียงใหม่ล้วนเคยประสบกันมาแล้ว
เอม่ายิ้มชอบใจที่เห็นทุกคนมีอาการเช่นนั้น เพราะเธอเองที่เป็นคนแต่งตัวให้กับเจ้าหญิงอัจฉรา โดยในระหว่างที่ช่วยแต่งตัวให้ เธอก็ตะลึงและตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูกมาแล้ว จึงเป็นเหตุให้เธอพาเจ้าหญิงอัจฉรามาที่ห้องเสวยล่าช้า ที่นั่งของเจ้าหญิงเทย่าอยู่ในตำแหน่งที่มองไม่เห็นภายนอกประตู เจ้าหญิงเทย่าจึงยังมองไม่เห็นบุญ เธอทำได้เพียงชะเง้อมองด้วยความอยากเห็น แล้วเธอก็ถึงกับสะดุ้งเมื่อได้ยินแขกท่านหนึ่งพูดว่า เจ้าหญิงอัจฉราช่างเหมือนกับเทพธิดาลงมาจุติ
จนกระทั่งบุญก้าวเข้ามาในห้องเสวย เจ้าหญิงเทย่าจึงได้เห็นบุญ และถึงแม้เธอจะได้พบบุญมาแล้วหลายครั้ง และตกตะลึงในความงามของบุญมาก็หลายหน แต่นั่นก็ยังไม่ได้ช่วยยับยั้งอาการเหมือนถูกมนต์สะกดของเธอได้ เพราะครั้งนี้บุญมาในชุดเจ้าหญิงสีขาวล้วน และสวมเครื่องประดับที่เจ้าหญิงเทย่ามอบให้จนเปล่งประกายระยิบระยับไปทั้งตัว ดูเหมาะสมกับเธออย่างยิ่ง ทำให้เจ้าหญิงอัจฉรามีรัศมีความงดงามที่ดูราวกับเทพธิดาเหมือนอย่างที่แขกท่านหนึ่งได้กล่าวไว้
“ท่านเทพธิดา”
เจ้าหญิงเทย่าเผลอพูดโดยไม่รู้ตัวขณะที่ยังคงตกอยู่ในภวังค์
“พระธิดาตรัสว่าอะไรนะเพคะ?”
เอม่าถามเจ้าหญิงเทย่าด้วยความแปลกใจที่ได้ยินเช่นนั้น
“เราพูดว่า ท่านเทพ…เอ่อ…ท่านพี่ช่างงดงามเหมือนเทพธิดา”
เมื่อเจ้าหญิงเทย่าได้สติจึงแก้คำพูดใหม่
“หม่อมฉันก็คิดเช่นนั้นเพคะ”
เอม่าเห็นด้วยกับเธอ
เจ้าหญิงเทย่ารีบลุกขึ้นเดินไปหาบุญเมื่อเห็นว่าบุญยังยืนมองซ้ายมองขวา ทำอะไรไม่ถูก เพราะคนอื่นๆ ในห้องล้วนยังคงหยุดนิ่งและจดจ้องเธอโดยไม่ขยับเขยื้อน
“พี่บุญ ทางนี้เพคะ”
เจ้าหญิงเทย่าพูดและยื่นมือให้บุญซึ่งหันมายิ้มด้วยความดีใจที่เห็นเธอแล้วจับมือของเธอ คนอื่นๆ ในห้องจึงเริ่มขยับราวกับคลายมนต์สะกด และลุกขึ้นถวายความเคารพเจ้าหญิงอัจฉราอย่างพร้อมเพรียงกัน
ระหว่างที่เจ้าหญิงเทย่าจับมือบุญพาเธอไปยังที่นั่งที่จัดไว้ให้ บุญก็พูดกระซิบกับเจ้าหญิงเทย่า
‘น้องหญิงดูสิเพคะ ยัยเอม่าเล่นเอาเครื่องประดับอะไรไม่รู้มาสวมให้หม่อมฉันเต็มไปหมด ทำอย่างกับกำลังเล่นตุ๊กตาอยู่อย่างนั้นแหล่ะเพคะ’
เจ้าหญิงเทย่ายิ้มชอบใจพร้อมกับบอกเธอ
‘คืนนี้พี่บุญสวยมากเลยเพคะ พี่เหมาะที่จะเป็นเจ้าหญิงยิ่งกว่าหม่อมฉันซะอีก’
เมื่อมาถึงที่นั่ง บุญเห็นเอม่ายืนยิ้มอยู่ใกล้ๆจึงกระซิบกับเธอ
‘สนุกมากนักนะเธอ!’
‘เห็นมั๊ยเพคะ มีแต่คนชื่นชมองค์หญิงนะเพคะ’
เอม่าบอกอย่างภูมิใจในผลงาน
ตอนนี้เอม่าได้กลายเป็นเพื่อนสนิทของบุญภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เพราะบุญก็ไม่ได้เห็นว่าเธอเป็นสาวใช้และพูดคุยหยอกล้ออย่างเป็นกันเองกับเธอ
‘หา! นี่น้องหญิงจะให้หม่อมฉันนั่งหัวโต๊ะเลยหรือเพคะ?’
บุญถามเบาๆ อย่างแปลกใจเมื่อเห็นว่าที่นั่งของเธออยู่ในตำแหน่งหัวโต๊ะข้างเจ้าหญิงเทย่า
‘เพคะ เวลานี้พี่บุญมีฐานะเป็นเจ้าหญิงของประเทศเท่าหม่อมฉัน ก็ต้องมานั่งด้วยกันข้างหม่อมฉันสิเพคะ’
เจ้าหญิงเทย่าบอกเธอ
เมื่อเจ้าหญิงทั้งสองนั่งลงแล้ว แขกที่มาร่วมงานเกือบสามสิบคนจึงนั่งลงด้วย จากนั้นเจ้าหญิงเทย่าได้แนะนำเจ้าหญิงอัจฉราให้ทุกคนรู้จักโดยไม่ได้พูดถึงครอบครัวของเธอ และบอกแต่เพียงว่าเจ้าหญิงอัจฉราได้ใช้ชีวิตในวัยเด็กและจบการศึกษาระดับปริญญาตรีที่ประเทศไทย ระหว่างรับประทานอาหารค่ำได้มีการพูดคุยกันทั้งในเรื่องทั่วไป เรื่องความพยายามในการสร้างความสงบสุขในภูมิภาค และความร่วมมือระหว่างประเทศ เจ้าหญิงเทย่าหลีกเลี่ยงการพูดเรื่องภายในประเทศที่เป็นความลับ เพื่อไม่ให้ราชินีแคโรสได้ข้อมูลจากพวกเขา และเธอได้ฝากราชทูตของราชินีแคโรสไปทูลราชินีให้ทราบความตั้งใจของเธอในการสร้างสันติสุข และยินดีให้ความช่วยเหลือประชาชนขององค์ราชินี