จวงซูเม่ยหยุดวิ่งอย่างกะทันหันเมื่อพบว่ามีคนผู้หนึ่งยืนขวางทางอยู่เบื้องหน้า เป็นบุรุษที่สวมใส่หน้ากากทองแดงบนใบหน้า ท่ายืนของมันกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับต้นไม้ใบหญ้า คล้ายกับว่าเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติได้อย่างไร้ที่ติ
จวงซูเม่ยไม่อาจเดินหน้าต่อเพราะพบเจอกับคู่มือที่อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน เป็นเวลาสองวันแล้วที่นางและจอมโจรสำราญชงเมิ่งออกตามไล่ล่าทายาทมารและกระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่ เพราะอาการบาดเจ็บพวกมันจึงไม่ได้เข้าร่วมศึกตัดสินนอกเมืองผิงเหยา เมื่อปรากฏเค้าลางความพ่ายแพ้ก็ละทิ้งกองทัพที่ระส่ำระสายหลบหนีลงสู่ทิศใต้ โดยมีกองกำลังที่แข็งแกร่งสามร้อยคนคอยคุ้มกัน จวงซูเม่ยและจอมโจรสำราญชงเมิ่งที่เฝ้ามองอยู่ก็ได้ติดตามมาอย่างใกล้ชิด สังหารขบวนคุ้มกันไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงสองผู้นำที่หลบหนีมาถึงที่นี่ และคนสวมหน้ากากทองแดงผู้นี้ก็ปรากฏตัวขึ้น
จวงซูเม่ยมองดูบุรุษที่คล้ายมีอาถรรพ์ผู้นี้รอบหนึ่ง จากนี้ก็หันไปทางพุ่มไม้ด้ายซ้ายมือ จ้องมองทะลุเข้าไปในดงไม้ที่ตนเองรู้สึกถึงการคงอยู่ของยอดฝีมือสี่คน ตอนนั้นเองจอมโจรสำราญชงเมิ่งก็ติดตามมาถึง แสดงให้เห็นว่าวิชาตัวเบาของนางสูงส่งกว่าจอมโจรผู้นี้หลายช่วงตัว
“คนผู้นี้เป็นใคร?”
จอมโจรสำราญชงเมิ่งเอ่ยถามพร้อมกับหอบหายใจเล็กน้อย จวงซูเม่ยสบตากับคนสวมใส่หน้ากากทองแดงครู่หนึ่ง จึงหันมาพูดกับคนข้างกายด้วยเสียงเบาว่า
“สมควรเป็นยอดฝีมือลำดับสูงในพรรคมาร พลังฝีมือของมันสมควรสูงส่งกว่าเจ้า ส่วนคนที่หลบซ่อนในดงไม้สมควรมี่สี่คน หนึ่งคนมีฝีมือระดับสูง อีกสามคนก็เป็นยอดฝีมือที่ประมาทไม่ได้ หากเกิดการต่อสู้ขึ้นมา ข้าจะรับมือกับคนสวมหน้ากาก ส่วนเจ้าน่าจะพอรับมืออีกสี่คนได้สักพัก ข้าจะรีบกำจัดคู่มือของตนเองแล้วมาช่วยเหลือเจ้า”
จอมโจรสำราญชงเมิ่งผงกศีรษะคราหนึ่ง ประสบการณ์และฝีมือของเขาไม่เทียบเท่ากับเทพสตรีที่มีอายุสองร้อยกว่าปีผู้นี้ การเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำพูดของนางไม่ได้ทำให้เสื่อมเสียเกียรติแต่อย่างใด ถึงตอนนี้เขายังไม่รับรู้ถึงการคงอยู่ของยอดฝีมือในดงไม้ที่นางกล่าวถึง แสดงให้เห็นว่าพลังฝีมือของตนเองยังห่างชั้นกับเจ็ดยอดยุทธ์แดนเทพมากนัก
จวงซูเม่ยรู้ตัวว่าการทุ่มเทวิชาตัวเบาติดตามและต่อสู้กับขบวนคุ้มกันของศัตรูทำให้นางและจอมโจรสำราญชงเมิ่งสูญเสียพลังลมปราณไปไม่น้อย จึงต้องการสู้กับยอดฝีมือที่น่ากลัวที่สุดของพรรคมาร ใช้กระบวนท่าหมื่นบุปผาเลือดและหนึ่งกระบี่สยบกองทัพปิดฉากการต่อสู้ให้เร็วที่สุด นางรู้สึกว่ายอดฝีมือในดงไม้คนหนึ่งสมควรมีฝีมือสูงส่งอยู่ในระดับเดียวกันกับจอมโจรสำราญชงเมิ่ง หากมีการกลุ้มรุมเกิดขึ้นฝ่ายตนเองจะเสียเปรียบทันที
ในขณะที่นางกำลังรวบรวมลมปราณอยู่นั้น ก็ปรากฏเสียงฝีเท้าม้าดังขึ้นจากทางขวามือ เมื่องมองไปก็พบเห็นทัพม้าราวสองร้อยกว่าคนมุ่งหน้ามาทางนี้ จวงซูเม่ยไม่รอช้ารีบสะกิดจอมโจรสำราญชงเมิ่งคราหนึ่งแล้วพุ่งตัวถอยหลังด้วยวิชาตัวเบาอันล้ำเลิศ ทั้งสองจากไปโดยไม่หันหลังกลับอีก น่าแปลกใจที่ไม่มีคนไล่ตามมา เพียงครู่เดียวทั้งสองก็เข้าสู่ดงไม้ หายไปจากสายตาของศัตรู
เมื่อทัพม้าเหล่านั้นมาถึง ก็พบว่าพวกมันล้วนได้รับบาดเจ็บเกือบทุกคน แต่ละคนมีบาดแผลตามตัวไม่มากก็น้อย ผู้นำขบวนกลับเป็นเหยียนโซ่วเจิ้นที่เคยขึ้นเวทีประลองกับหลิวอิงในเมือง และวางแผนประทุษร้ายหลิวหนิงเทียนในครานั้นด้วย บุรุษสวมใส่หน้ากากทองแดงถอนหายใจคราหนึ่ง กล่าวว่า
“ถอนกำลังทั้งหมดกลับลงใต้ การสู้รบที่นี่เราพ่ายแพ้แล้ว แม่ทัพเหยียนจงนำพวกพ้องกลับไปรายงานตัวกับจอมมาร ส่วนเรายังมีเรื่องราวที่ต้องสะสางในแดนเทพ”
“แดนเทพ?”
“ฮาฮา บอกกับจอมมารว่าหากเราทิ้งชีวิตไว้ที่แดนเทพ ให้เสาะหาบรรพชนมารคนใหม่แทนเราด้วย เราอยู่บนโลกนี้เกินอายุขัยมานับร้อยปีแล้ว สมควรกระทำการให้ลือเลื่องสักครา”
พูดจบก็ไม่สนใจเหยียนโซ่วเจิ้นอีก หันไปส่งสัญญาณให้กับคนในดงไม้คราหนึ่ง ก็พุ่งร่างจากไปคนละทางกับจวงซูเม่ยและจอมโจรสำราญชงเมิ่ง ครู่เดียวก็มีเงาร่างพุ่งออกมาสามร่างติดตามมันไป เป็นฟงหลิ่งปินและผู้ติดตามทั้งสามของมันนั่นเอง
รุ่งเช้าหลังจากที่ชนเผ่าทั้งห้าได้รับสิ่งของจากทางเมืองผิงเหยาและส่งมอบสัตว์เลี้ยงให้กับหลิวหนิงเทียนเสร็จสิ้น ก็พากันแยกย้ายกลับสู่ทุ่งหญ้า เหลือเพียงเอี้ยนเฟยซาที่ไม่ได้ไปกับชนเผ่าถานจู่ เพียงฝากฝังให้ถานหลันเซ่อใช้คนส่งตัวโหลวเจียวมาให้กับเขา
เอี้ยนเฟยซาต้องรอคอยโหลวเจียวทำให้ไม่สามารถไปไหนได้ ทุกวันได้แต่เดินเตร็ดเตร่ในเมือง เพียงสามวันก็สำรวจเมืองผิงเหยาครบทุกซอกทุกมุม คนก็รู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมา ไม่สามารถนั่งจับเจ่าอยู่ในห้องพักรับรองได้ จึงเดินทางไปเรื่อยเปื่อยสุดท้ายก็มาหยุดอยู่ตรงเวทีประลองกลางเมือง เขาเห็นสหายร่วมรบของตนเองหลิวอิงกำลังประลองกับคนผู้หนึ่ง ซึ่งการต่อสู้บนเวทีก็จบลงอย่างรวดเร็ว เป็นหลิวอิงที่ใช้กระบี่รุกไล่คนศีรษะล้านที่ใช้ดาบเป็นอาวุธตกเวทีไป ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะปรบมือให้กับทายาทสำนักกระบี่อมตะผู้นี้คราหนึ่ง
หลิวอิงหันมายิ้มให้กับเอี้ยนเฟยซาที่อยู่ด้านล่าง พร้อมกับผายมือเชื้อเชิญสหายให้ขึ้นมาบนเวทีประลอง พลางกล่าวว่า
“พี่เอี้ยนสนใจแลกเปลี่ยนฝีมือกับเราสักสองสามกระบวนท่าหรือไม่?”
เอี้ยนเฟยซาได้ยินดังนั้นก็หัวร่อ ฮา ฮากระโดดขึ้นไปบนเวทีประลองทันที วันนี้เขาไม่ได้พกพาอาวุธติดตัวมา แต่ก็อยากหาอะไรทำแก้เบื่อ การประลองกับหลิวอิงเป็นความปรารถนาของตนเองอยู่แล้ว เขาต้องการทดสอบเพลงดาบวารีว่าจะสามารถรับมือกับกระบวนท่ากระบี่มาตรฐานที่หลิวหนิงเทียนคิดค้นขึ้นมาได้หรือไม่ เขาเดินไปที่ชั้นวางอาวุธ เลือกดาบมาเล่มหนึ่ง เดินมายืนเผชิญหน้ากับหลิวอิงที่ยืนรออยู่แล้ว
“นายน้อยหลิวเชื้อเชิญทั้งที หากบ่ายเบี่ยงปฏิเสธคงไม่เข้าที ข้าน้อยคนหยาบกร้านคิดค้นเพลงดาบขึ้นมาสามกระบวนท่า ขอเป็นชาวนาสอนธรรมะสังฆราชสักครา”
“พี่เอี้ยนกล่าวหนักเกินไป เราสองยังไม่เคยประลองฝีมือกัน ไม่สามารถบอกได้ว่าใครเหนือล้ำกว่าใคร การประลองนี้เพียงสัมผัสก็หยุดมือ เชิญ...”
เอี้ยนเฟยซารีบรวบรวมสมาธิและพลังลมปราณ เปลี่ยนจากบุรุษหนุ่มธรรมดาคนหนึ่ง กลายเป็นยอดฝีมือในฉับพลัน เขาใช้สองมือกุมดาบมั่น ย่อตัวลงเล็กน้อยแล้วกระโดดตัวลอยไปข้างหน้า ชูดาบขึ้นเหนือศีรษะแล้วทำการฟาดฟันใส่หลิวอิงที่ยังคงอยู่ในท่วงท่าเดิม เมื่อคมดาบห่างจากใบหน้าราวสามศอก หลิวอิงก็ทำการเคลื่อนตัวไปทางซ้าย แทงกระบี่ออกไปโดยใช้เคล็ดวิชาอมตะหลักเวิ้งว้างที่ร่ำเรียนมาจากบิดา กระบี่กับดาบปะทะกันวูบเดียวก็แยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทาง
หลิวอิงบังเกิดความตระหนกเต็มอก เขาฝึกฝนหลักเวิ้งว้างจนช่ำชองมาได้สักพักแล้ว แต่มันกลับไม่สามารถใช้จัดการกับคู่ประลองได้ ในตอนแรกเหมือนกับว่าฝ่ายตรงข้ามจะหลงกล แต่เพียงครู่เดียวเท่านั้นคู่ต่อสู้ก็ใช้พลังอย่างแยบคายขุมหนึ่งทำลายหลักเวิ้งว้างของตนเองได้ แต่เอี้ยนเฟยซากลับตื่นตระหนกมากกว่าหลิวอิงหลายเท่า พอดาบกระบี่ปะทะกัน เขารู้สึกเหมือนฟันดาบใส่ความเวิ้งว้างไม่มีที่สิ้นสุด พลังลมปราณที่ปล่อยออกไปคล้ายถึงฝ่ายตรงข้ามดึงดูดเอาไว้ แต่โชคดีที่เขาเคยมีประสบการณ์จมน้ำมาก่อน จึงอาศัยวิธีกลั้นลมหายใจเพื่อดึงพลังภายในแฝงออกมา และก็สามารถดึงออกมาได้ทันเวลา จึงใช้พลังส่วนนั้นกระแทกพลังย้อนกลับ ทำให้หลุดพ้นจากการควบคุมของฝ่ายตรงข้าม มิฉะนั้นแล้วคงพ่ายแพ้ตั้งแต่กระบวนท่าแรก
เอี้ยนเฟยซากลับไม่รอช้าพุ่งตัวไปด้ายซ้ายของคู่ต่อสู้ ฟันออกไปดาบหนึ่ง หลิวอิงก็อาศัยความว่องไปปัดป้องไว้ได้ เมื่อจู่โจมไม่ประสบผลก็นึกถึงกระบวนท่าที่ตนเองคิดค้นขึ้นมา จึงกล่าวว่า
“กระบวนท่าต่อไปเป็นเราคิดค้นขึ้นมาเองเรียกว่าวารีประสาน ระมัดระวังด้วยนายน้อยหลิว”
พูดจบก็รวบรวมลมปราณทั้งสามสายในร่างส่งเข้าตัวดาบ จากนั้นดีดตัวพุ่งตัวขึ้นฟ้า จับดาบด้วยสองมือ ง้างดาบอยู่เหนือศีรษะ ถ่ายเทพลังลมปราณเข้าสู่ตัวดาบแล้วจู่โจมออกไป บังเกิดปราณดาบขนาดใหญ่กว่าตัวจริงห้าหกเท่ากระแทกใส่หลิวอิงที่ตื่นตระหนกเล็กน้อย แต่คนผู้นี้ได้รับการฝึกฝนวรยุทธ์จากบิดามาตั้งแต่เล็ก จึงมีประสบการณ์และไหวพริบในการต่อสู้มากกว่าคนทั่วไป กลับไม่ปะทะโดยตรงเพียงแทงกระบี่ออกไปเป็นพิธี จากนั้นใช้วิชาตัวเบาหลบหลีกได้อย่างง่ายดาย กระบวนท่าของเอี้ยนเฟยซาแม้จะรุนแรงและน่าเกรงขามแต่พลาดเป้า ไม่อาจทำอย่างไรคู่ประลองได้
เอี้ยนเฟยซายังไม่ละความพยายาม เขานึกถึงกระบวนท่าต่อไป จึงตะโกนออกไปว่า
“กระบวนท่าต่อไปเรียกว่าวารีร้อยแปร รับมือ...”
พูดจบเอี้ยนเฟยซาก็เคลื่อนที่ด้วยความรวดเร็ว เขาฟาดฟันดาบออกไปสามดาบ แต่ละดาบล้วนเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว แสงจากดวงอาทิตย์ส่องต้องลงบนตัวดาบ ปรากฏเงาดาบเคลื่อนคล้อย ทำให้หลิวอิงไม่สามารถคำนวณตำแหน่งของทั้งสามดาบที่จู่โจมออกไป จึงถอยร่นออกไปแล้วใช้กระบี่จี้ใส่ตัวดาบสามคราอย่างรวดเร็ว แต่คล้ายกับว่าเขาจะถอยเยอะเกินไปครึ่งก้าว ทำให้ครึ่งเท้าหลังเหยียบใส่อากาศธาตุแทบตกจากเวที แต่หลิวอิงยังยอดเยี่ยมยิ่ง กลับดีดตัวขึ้นฟ้าพร้อมกับใช้ปลายกระบี่จี้ใส่ดาบของคู่ประลอง หยิบยืมพลังให้ตัวลอยสูงขึ้นกว่าเดิม จากนั้นก็เหินร่อนลงอีกด้านหนึ่งของเวที
เสียงปรบมือดังขึ้นคราหนึ่ง เป็นเสียงที่มาจากร้านอาหาร เมื่อทั้งสองหัวไปมองก็พบว่าหลิวหนิงเทียนกำลังนั่งดื่มชาอยู่ริมหน้าต่างคนเดียว พร้อมกับกวักมือเรียกทั้งสองให้ขึ้นมาบนนั้น สองจอมยุทธ์หนุ่มไม่รอช้า รีบใช้วิชาตัวเบาเหาะเหินข้ามสิ่งกีดขวาง ใช้เท้าเหยียบใส่หลังคาร้านขายเสื้อผ้าพุ่งร่างเข้าไปในร้านอาหารอย่างรวดเร็ว เอี้ยนเฟยซารีบยกมือคารวะเฒ่าประหลาดของตนเองคราหนึ่ง ส่วนหลิวอิงนั่งลงทางซ้ายมือของบิดา ทำให้เอี้ยนเฟยซาต้องนั่งตรงข้ามกับเจ้าสำนักผู้นี้
“วรยุทธ์ของจอมยุทธ์เอี้ยนช่างร้ายกาจนัก กลับสามารถคิดค้นเพลงดาบที่ร้ายกาจถึงเพียงนี้ได้ ลูกอิงสมควรดูไว้ วันข้างหน้าต้องหาทางคิดค้นเพลงกระบี่ที่เหมาะสมกับตัวเองชุดหนึ่ง เพื่อแบกรับหน้าที่ผู้นำสำนักต่อจากเรา”
หลิวอิงรับคำบิดาคราหนึ่ง เอี้ยนเฟยซาก็เอ่ยคำขอบคุณที่ได้รับการชมเชย หลิวหนิงเทียนลุกขึ้นยืนแล้วมองออกไปนอกร้านอาหาร ทัศนาดูก้อนเมฆที่ลอยล่องบนนภาอันไกลพ้น กล่าวว่า
“เพลงดาบของจอมยุทธ์เอี้ยนเต็มไปด้วยความรุนแรงและน่าเกรงขาม แต่ยังขาดความว่องไวและคล่องตัวอยู่บ้าง หากเจอคู่ต่อสู้ที่มีไหวพริบและวิชาตัวเบาอันยอดเยี่ยมจะประสบปัญหา ไม่สามารถใช้กระบวนท่าใส่คู่ต่อสู้ได้ ต้องเร่งปรับวิธีการออกดาบและเปลี่ยนแปลงกระบวนท่าในช่วงเวลาอันสั้น บางทีเจ้าสองคนควรฝึกฝนร่วมกันในช่วงนี้ ด้วยฝีมือที่อยู่ในระดับใกล้เคียงกันอาจมีความก้าวหน้ามากกว่าเดิม”
ทั้งสองตอบรับโดยพร้อมกัน สำหรับเอี้ยนเฟยซาแล้วการได้ประมือกับยอดฝีมือที่แท้จริงเป็นสิ่งที่ตนเองปรารถนา ถึงอย่างไรก็ต้องอยู่ที่นี่ไปอีกหลายวัน การฝึกฝีมือร่วมกับทายาทกระบี่อมตะต้องทำให้เพลงดาบของเขาก้าวหน้าได้อย่างแน่นอน ส่วนหลิวอิงก็ต้องการคู่ประลองที่ผ่านประสบการณ์สู้ตายมาหลายหนอย่างเอี้ยนเฟยซามาเป็นคู่ซ้อมมือ ที่ผ่านมาเขาได้แต่ฝึกฝนกับเหล่าศิษย์ที่เต็มไปด้วยความกริ่งเกรงในตำแหน่งของตนเอง ไม่ได้ลงมือสุดฝีมือ ทำให้เพลงกระบี่ของเขาหยุดพัฒนาไปหลายครั้ง
เอี้ยนเฟยซาขยับเข้าไปใกล้หลิวหนิงเทียน กล่าววาจาอย่างนอบน้อมว่า
“ท่านหลิวข้ามีเรื่องจะขอร้องท่านประการหนึ่ง คือว่าระหว่างที่อยู่ในทุ่งหญ้ากับชนเผ่าถานจู่ ข้าก็ได้ตกหลุมพรางผู้อื่นเผลอรับหญิงสาวงดงามผู้หนึ่งมาเป็น...มาเป็น...คนของตนเอง ซึ่งตอนนี้นางกำลังถูกส่งตัวมายังที่นี่ แต่ข้ายังคงต้องเดินทางกลับบ้านเกิด ที่นั่นอันตรายและมีฝูงโจรชุกชุม เห็นว่าไม่ควรนำนางที่ไร้วรยุทธ์ร่วมทาง จึงอยากฝากนางให้ทำงานกับท่านชั่วคราวได้หรือไม่?”
“สางงามอย่างนั้นหรือ? ไม่ได้เด็ดขาด เราไม่ต้องการให้มีกองไฟอยู่ใกล้ตัว ฮา ฮา เอาอย่างนี้ โรงเตี๊ยมท่องนภาที่อยู่ใกล้ประตูเมืองทิศเหนือไร้ผู้ดูแลในตอนนี้ เจ้าของเก่าสิ้นชีพในสงครามที่ผ่านมา ลูกหลานญาติพี่น้องก็ไม่มี นางเมื่อเป็นคนจากชนเผ่าบนทุ่งหญ้าสมควรรู้ธรรมเนียมปฏิบัติของคนพวกนั้นเป็นอย่างดี ไหน ๆ เราก็จะเปิดทำการค้ากับพวกมันแล้ว สมควรมีโรงเตี๊ยมไว้รับรองแขกเหรื่อจากทุ่งหญ้าโดยตรง สตรีของเจ้าสมควรจัดการได้กระมัง”
“ขอบคุณท่านหลิวยิ่งนัก ข้าขอรับรองเลยว่านางจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง”
เอี้ยนเฟยซารู้สึกยินดียิ่ง เรื่องที่ทำให้ปวดหัวมาหลายวันได้รับการคลี่คลายในลักษณะนี้ เขามั่นใจว่าโหลวเจียวสามรรถจัดการกับโรงเตี๊ยมได้ดีอย่างแน่นอน นางเป็นสตรีที่เฉลียวฉลาดผู้หนึ่ง ที่ผ่านมาเพียงถูกกดความสามารถเอาไว้ ในทุ่งหญ้าถือบุรุษเป็นใหญ่ กดขี่สตรีเพศให้ต้อยต่ำ เพียงเป็นสิ่งของสนองความใคร่และให้กำเนิดบุตรเท่านั้น ถึงกระนั้นตอนที่ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันในกระโจม ต่อหน้าชายคนรักนางก็แสดงออกถึงแนวคิดและความฝันอันเพริศแพร้วในการเป็นแม่ค้าผู้ยิ่งใหญ่ เขาจะใช้โอกาสนี้ทำให้หญิงสาวได้เติบโตพร้อมกับสานฝันให้เป็นจริง
หลิวหนิงเทียนสั่งสุราและกับแกล้มมามากมายให้บุตรชายและเอี้ยนเฟยซา ถือเป็นการเลี้ยงฉลองสำหรับชัยชนะในสงครามที่ผ่านมา เขาคาดหวังให้บุรุษหนุ่มสองคนนี้ก้าวขึ้นเป็นเสาหลักของยุทธภพแดนมนุษย์ในวันข้างหน้า ในยุคที่หมู่มารหวนคืน สมควรมีวีรบุรุษรุ่นใหม่ขึ้นมากำราบพวกมารที่ลำพอง