วีรบุรุษอหังการ

    52ประลองกับหลิวอิง


              จวงซูเม่ยหยุดวิ่งอย่างกะทันหันเมื่อพบว่ามีคนผู้หนึ่งยืนขวางทางอยู่เบื้องหน้า เป็นบุรุษที่สวมใส่หน้ากากทองแดงบนใบหน้า  ท่ายืนของมันกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับต้นไม้ใบหญ้า  คล้ายกับว่าเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติได้อย่างไร้ที่ติ

       

            จวงซูเม่ยไม่อาจเดินหน้าต่อเพราะพบเจอกับคู่มือที่อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน  เป็นเวลาสองวันแล้วที่นางและจอมโจรสำราญชงเมิ่งออกตามไล่ล่าทายาทมารและกระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่  เพราะอาการบาดเจ็บพวกมันจึงไม่ได้เข้าร่วมศึกตัดสินนอกเมืองผิงเหยา เมื่อปรากฏเค้าลางความพ่ายแพ้ก็ละทิ้งกองทัพที่ระส่ำระสายหลบหนีลงสู่ทิศใต้  โดยมีกองกำลังที่แข็งแกร่งสามร้อยคนคอยคุ้มกัน  จวงซูเม่ยและจอมโจรสำราญชงเมิ่งที่เฝ้ามองอยู่ก็ได้ติดตามมาอย่างใกล้ชิด สังหารขบวนคุ้มกันไปจนหมดสิ้น  เหลือเพียงสองผู้นำที่หลบหนีมาถึงที่นี่  และคนสวมหน้ากากทองแดงผู้นี้ก็ปรากฏตัวขึ้น


            จวงซูเม่ยมองดูบุรุษที่คล้ายมีอาถรรพ์ผู้นี้รอบหนึ่ง  จากนี้ก็หันไปทางพุ่มไม้ด้ายซ้ายมือ  จ้องมองทะลุเข้าไปในดงไม้ที่ตนเองรู้สึกถึงการคงอยู่ของยอดฝีมือสี่คน  ตอนนั้นเองจอมโจรสำราญชงเมิ่งก็ติดตามมาถึง แสดงให้เห็นว่าวิชาตัวเบาของนางสูงส่งกว่าจอมโจรผู้นี้หลายช่วงตัว

     

            “คนผู้นี้เป็นใคร?”


              จอมโจรสำราญชงเมิ่งเอ่ยถามพร้อมกับหอบหายใจเล็กน้อย  จวงซูเม่ยสบตากับคนสวมใส่หน้ากากทองแดงครู่หนึ่ง  จึงหันมาพูดกับคนข้างกายด้วยเสียงเบาว่า


            “สมควรเป็นยอดฝีมือลำดับสูงในพรรคมาร  พลังฝีมือของมันสมควรสูงส่งกว่าเจ้า  ส่วนคนที่หลบซ่อนในดงไม้สมควรมี่สี่คน  หนึ่งคนมีฝีมือระดับสูง  อีกสามคนก็เป็นยอดฝีมือที่ประมาทไม่ได้  หากเกิดการต่อสู้ขึ้นมา  ข้าจะรับมือกับคนสวมหน้ากาก  ส่วนเจ้าน่าจะพอรับมืออีกสี่คนได้สักพัก  ข้าจะรีบกำจัดคู่มือของตนเองแล้วมาช่วยเหลือเจ้า”


            จอมโจรสำราญชงเมิ่งผงกศีรษะคราหนึ่ง  ประสบการณ์และฝีมือของเขาไม่เทียบเท่ากับเทพสตรีที่มีอายุสองร้อยกว่าปีผู้นี้ การเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำพูดของนางไม่ได้ทำให้เสื่อมเสียเกียรติแต่อย่างใด ถึงตอนนี้เขายังไม่รับรู้ถึงการคงอยู่ของยอดฝีมือในดงไม้ที่นางกล่าวถึง  แสดงให้เห็นว่าพลังฝีมือของตนเองยังห่างชั้นกับเจ็ดยอดยุทธ์แดนเทพมากนัก

     

            จวงซูเม่ยรู้ตัวว่าการทุ่มเทวิชาตัวเบาติดตามและต่อสู้กับขบวนคุ้มกันของศัตรูทำให้นางและจอมโจรสำราญชงเมิ่งสูญเสียพลังลมปราณไปไม่น้อย  จึงต้องการสู้กับยอดฝีมือที่น่ากลัวที่สุดของพรรคมาร ใช้กระบวนท่าหมื่นบุปผาเลือดและหนึ่งกระบี่สยบกองทัพปิดฉากการต่อสู้ให้เร็วที่สุด  นางรู้สึกว่ายอดฝีมือในดงไม้คนหนึ่งสมควรมีฝีมือสูงส่งอยู่ในระดับเดียวกันกับจอมโจรสำราญชงเมิ่ง หากมีการกลุ้มรุมเกิดขึ้นฝ่ายตนเองจะเสียเปรียบทันที


               ในขณะที่นางกำลังรวบรวมลมปราณอยู่นั้น  ก็ปรากฏเสียงฝีเท้าม้าดังขึ้นจากทางขวามือ  เมื่องมองไปก็พบเห็นทัพม้าราวสองร้อยกว่าคนมุ่งหน้ามาทางนี้  จวงซูเม่ยไม่รอช้ารีบสะกิดจอมโจรสำราญชงเมิ่งคราหนึ่งแล้วพุ่งตัวถอยหลังด้วยวิชาตัวเบาอันล้ำเลิศ  ทั้งสองจากไปโดยไม่หันหลังกลับอีก  น่าแปลกใจที่ไม่มีคนไล่ตามมา  เพียงครู่เดียวทั้งสองก็เข้าสู่ดงไม้  หายไปจากสายตาของศัตรู


            เมื่อทัพม้าเหล่านั้นมาถึง  ก็พบว่าพวกมันล้วนได้รับบาดเจ็บเกือบทุกคน  แต่ละคนมีบาดแผลตามตัวไม่มากก็น้อย  ผู้นำขบวนกลับเป็นเหยียนโซ่วเจิ้นที่เคยขึ้นเวทีประลองกับหลิวอิงในเมือง  และวางแผนประทุษร้ายหลิวหนิงเทียนในครานั้นด้วย บุรุษสวมใส่หน้ากากทองแดงถอนหายใจคราหนึ่ง  กล่าวว่า


            “ถอนกำลังทั้งหมดกลับลงใต้  การสู้รบที่นี่เราพ่ายแพ้แล้ว แม่ทัพเหยียนจงนำพวกพ้องกลับไปรายงานตัวกับจอมมาร  ส่วนเรายังมีเรื่องราวที่ต้องสะสางในแดนเทพ”


            “แดนเทพ?”


            “ฮาฮา บอกกับจอมมารว่าหากเราทิ้งชีวิตไว้ที่แดนเทพ ให้เสาะหาบรรพชนมารคนใหม่แทนเราด้วย เราอยู่บนโลกนี้เกินอายุขัยมานับร้อยปีแล้ว  สมควรกระทำการให้ลือเลื่องสักครา”


            พูดจบก็ไม่สนใจเหยียนโซ่วเจิ้นอีก  หันไปส่งสัญญาณให้กับคนในดงไม้คราหนึ่ง  ก็พุ่งร่างจากไปคนละทางกับจวงซูเม่ยและจอมโจรสำราญชงเมิ่ง   ครู่เดียวก็มีเงาร่างพุ่งออกมาสามร่างติดตามมันไป  เป็นฟงหลิ่งปินและผู้ติดตามทั้งสามของมันนั่นเอง 

             

     


     

              รุ่งเช้าหลังจากที่ชนเผ่าทั้งห้าได้รับสิ่งของจากทางเมืองผิงเหยาและส่งมอบสัตว์เลี้ยงให้กับหลิวหนิงเทียนเสร็จสิ้น  ก็พากันแยกย้ายกลับสู่ทุ่งหญ้า เหลือเพียงเอี้ยนเฟยซาที่ไม่ได้ไปกับชนเผ่าถานจู่ เพียงฝากฝังให้ถานหลันเซ่อใช้คนส่งตัวโหลวเจียวมาให้กับเขา

     

              เอี้ยนเฟยซาต้องรอคอยโหลวเจียวทำให้ไม่สามารถไปไหนได้  ทุกวันได้แต่เดินเตร็ดเตร่ในเมือง เพียงสามวันก็สำรวจเมืองผิงเหยาครบทุกซอกทุกมุม  คนก็รู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมา  ไม่สามารถนั่งจับเจ่าอยู่ในห้องพักรับรองได้  จึงเดินทางไปเรื่อยเปื่อยสุดท้ายก็มาหยุดอยู่ตรงเวทีประลองกลางเมือง เขาเห็นสหายร่วมรบของตนเองหลิวอิงกำลังประลองกับคนผู้หนึ่ง  ซึ่งการต่อสู้บนเวทีก็จบลงอย่างรวดเร็ว เป็นหลิวอิงที่ใช้กระบี่รุกไล่คนศีรษะล้านที่ใช้ดาบเป็นอาวุธตกเวทีไป  ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะปรบมือให้กับทายาทสำนักกระบี่อมตะผู้นี้คราหนึ่ง


              หลิวอิงหันมายิ้มให้กับเอี้ยนเฟยซาที่อยู่ด้านล่าง  พร้อมกับผายมือเชื้อเชิญสหายให้ขึ้นมาบนเวทีประลอง  พลางกล่าวว่า


              “พี่เอี้ยนสนใจแลกเปลี่ยนฝีมือกับเราสักสองสามกระบวนท่าหรือไม่?”


              เอี้ยนเฟยซาได้ยินดังนั้นก็หัวร่อ ฮา ฮากระโดดขึ้นไปบนเวทีประลองทันที วันนี้เขาไม่ได้พกพาอาวุธติดตัวมา แต่ก็อยากหาอะไรทำแก้เบื่อ การประลองกับหลิวอิงเป็นความปรารถนาของตนเองอยู่แล้ว  เขาต้องการทดสอบเพลงดาบวารีว่าจะสามารถรับมือกับกระบวนท่ากระบี่มาตรฐานที่หลิวหนิงเทียนคิดค้นขึ้นมาได้หรือไม่  เขาเดินไปที่ชั้นวางอาวุธ  เลือกดาบมาเล่มหนึ่ง เดินมายืนเผชิญหน้ากับหลิวอิงที่ยืนรออยู่แล้ว

     

              “นายน้อยหลิวเชื้อเชิญทั้งที  หากบ่ายเบี่ยงปฏิเสธคงไม่เข้าที ข้าน้อยคนหยาบกร้านคิดค้นเพลงดาบขึ้นมาสามกระบวนท่า  ขอเป็นชาวนาสอนธรรมะสังฆราชสักครา”


              “พี่เอี้ยนกล่าวหนักเกินไป  เราสองยังไม่เคยประลองฝีมือกัน  ไม่สามารถบอกได้ว่าใครเหนือล้ำกว่าใคร  การประลองนี้เพียงสัมผัสก็หยุดมือ  เชิญ...”


              เอี้ยนเฟยซารีบรวบรวมสมาธิและพลังลมปราณ เปลี่ยนจากบุรุษหนุ่มธรรมดาคนหนึ่ง  กลายเป็นยอดฝีมือในฉับพลัน  เขาใช้สองมือกุมดาบมั่น  ย่อตัวลงเล็กน้อยแล้วกระโดดตัวลอยไปข้างหน้า  ชูดาบขึ้นเหนือศีรษะแล้วทำการฟาดฟันใส่หลิวอิงที่ยังคงอยู่ในท่วงท่าเดิม  เมื่อคมดาบห่างจากใบหน้าราวสามศอก  หลิวอิงก็ทำการเคลื่อนตัวไปทางซ้าย  แทงกระบี่ออกไปโดยใช้เคล็ดวิชาอมตะหลักเวิ้งว้างที่ร่ำเรียนมาจากบิดา  กระบี่กับดาบปะทะกันวูบเดียวก็แยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทาง

     

              หลิวอิงบังเกิดความตระหนกเต็มอก เขาฝึกฝนหลักเวิ้งว้างจนช่ำชองมาได้สักพักแล้ว  แต่มันกลับไม่สามารถใช้จัดการกับคู่ประลองได้  ในตอนแรกเหมือนกับว่าฝ่ายตรงข้ามจะหลงกล  แต่เพียงครู่เดียวเท่านั้นคู่ต่อสู้ก็ใช้พลังอย่างแยบคายขุมหนึ่งทำลายหลักเวิ้งว้างของตนเองได้ แต่เอี้ยนเฟยซากลับตื่นตระหนกมากกว่าหลิวอิงหลายเท่า  พอดาบกระบี่ปะทะกัน  เขารู้สึกเหมือนฟันดาบใส่ความเวิ้งว้างไม่มีที่สิ้นสุด  พลังลมปราณที่ปล่อยออกไปคล้ายถึงฝ่ายตรงข้ามดึงดูดเอาไว้  แต่โชคดีที่เขาเคยมีประสบการณ์จมน้ำมาก่อน  จึงอาศัยวิธีกลั้นลมหายใจเพื่อดึงพลังภายในแฝงออกมา  และก็สามารถดึงออกมาได้ทันเวลา  จึงใช้พลังส่วนนั้นกระแทกพลังย้อนกลับ  ทำให้หลุดพ้นจากการควบคุมของฝ่ายตรงข้าม  มิฉะนั้นแล้วคงพ่ายแพ้ตั้งแต่กระบวนท่าแรก


              เอี้ยนเฟยซากลับไม่รอช้าพุ่งตัวไปด้ายซ้ายของคู่ต่อสู้  ฟันออกไปดาบหนึ่ง  หลิวอิงก็อาศัยความว่องไปปัดป้องไว้ได้   เมื่อจู่โจมไม่ประสบผลก็นึกถึงกระบวนท่าที่ตนเองคิดค้นขึ้นมา  จึงกล่าวว่า


              “กระบวนท่าต่อไปเป็นเราคิดค้นขึ้นมาเองเรียกว่าวารีประสาน  ระมัดระวังด้วยนายน้อยหลิว”


              พูดจบก็รวบรวมลมปราณทั้งสามสายในร่างส่งเข้าตัวดาบ  จากนั้นดีดตัวพุ่งตัวขึ้นฟ้า  จับดาบด้วยสองมือ  ง้างดาบอยู่เหนือศีรษะ  ถ่ายเทพลังลมปราณเข้าสู่ตัวดาบแล้วจู่โจมออกไป  บังเกิดปราณดาบขนาดใหญ่กว่าตัวจริงห้าหกเท่ากระแทกใส่หลิวอิงที่ตื่นตระหนกเล็กน้อย แต่คนผู้นี้ได้รับการฝึกฝนวรยุทธ์จากบิดามาตั้งแต่เล็ก  จึงมีประสบการณ์และไหวพริบในการต่อสู้มากกว่าคนทั่วไป  กลับไม่ปะทะโดยตรงเพียงแทงกระบี่ออกไปเป็นพิธี  จากนั้นใช้วิชาตัวเบาหลบหลีกได้อย่างง่ายดาย  กระบวนท่าของเอี้ยนเฟยซาแม้จะรุนแรงและน่าเกรงขามแต่พลาดเป้า  ไม่อาจทำอย่างไรคู่ประลองได้

     

              เอี้ยนเฟยซายังไม่ละความพยายาม  เขานึกถึงกระบวนท่าต่อไป  จึงตะโกนออกไปว่า


              “กระบวนท่าต่อไปเรียกว่าวารีร้อยแปร  รับมือ...”


              พูดจบเอี้ยนเฟยซาก็เคลื่อนที่ด้วยความรวดเร็ว  เขาฟาดฟันดาบออกไปสามดาบ  แต่ละดาบล้วนเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว  แสงจากดวงอาทิตย์ส่องต้องลงบนตัวดาบ  ปรากฏเงาดาบเคลื่อนคล้อย  ทำให้หลิวอิงไม่สามารถคำนวณตำแหน่งของทั้งสามดาบที่จู่โจมออกไป  จึงถอยร่นออกไปแล้วใช้กระบี่จี้ใส่ตัวดาบสามคราอย่างรวดเร็ว  แต่คล้ายกับว่าเขาจะถอยเยอะเกินไปครึ่งก้าว  ทำให้ครึ่งเท้าหลังเหยียบใส่อากาศธาตุแทบตกจากเวที  แต่หลิวอิงยังยอดเยี่ยมยิ่ง  กลับดีดตัวขึ้นฟ้าพร้อมกับใช้ปลายกระบี่จี้ใส่ดาบของคู่ประลอง  หยิบยืมพลังให้ตัวลอยสูงขึ้นกว่าเดิม  จากนั้นก็เหินร่อนลงอีกด้านหนึ่งของเวที


              เสียงปรบมือดังขึ้นคราหนึ่ง  เป็นเสียงที่มาจากร้านอาหาร เมื่อทั้งสองหัวไปมองก็พบว่าหลิวหนิงเทียนกำลังนั่งดื่มชาอยู่ริมหน้าต่างคนเดียว  พร้อมกับกวักมือเรียกทั้งสองให้ขึ้นมาบนนั้น  สองจอมยุทธ์หนุ่มไม่รอช้า  รีบใช้วิชาตัวเบาเหาะเหินข้ามสิ่งกีดขวาง  ใช้เท้าเหยียบใส่หลังคาร้านขายเสื้อผ้าพุ่งร่างเข้าไปในร้านอาหารอย่างรวดเร็ว  เอี้ยนเฟยซารีบยกมือคารวะเฒ่าประหลาดของตนเองคราหนึ่ง  ส่วนหลิวอิงนั่งลงทางซ้ายมือของบิดา  ทำให้เอี้ยนเฟยซาต้องนั่งตรงข้ามกับเจ้าสำนักผู้นี้

     

              “วรยุทธ์ของจอมยุทธ์เอี้ยนช่างร้ายกาจนัก  กลับสามารถคิดค้นเพลงดาบที่ร้ายกาจถึงเพียงนี้ได้  ลูกอิงสมควรดูไว้  วันข้างหน้าต้องหาทางคิดค้นเพลงกระบี่ที่เหมาะสมกับตัวเองชุดหนึ่ง  เพื่อแบกรับหน้าที่ผู้นำสำนักต่อจากเรา”


              หลิวอิงรับคำบิดาคราหนึ่ง  เอี้ยนเฟยซาก็เอ่ยคำขอบคุณที่ได้รับการชมเชย  หลิวหนิงเทียนลุกขึ้นยืนแล้วมองออกไปนอกร้านอาหาร  ทัศนาดูก้อนเมฆที่ลอยล่องบนนภาอันไกลพ้น  กล่าวว่า


              “เพลงดาบของจอมยุทธ์เอี้ยนเต็มไปด้วยความรุนแรงและน่าเกรงขาม  แต่ยังขาดความว่องไวและคล่องตัวอยู่บ้าง  หากเจอคู่ต่อสู้ที่มีไหวพริบและวิชาตัวเบาอันยอดเยี่ยมจะประสบปัญหา  ไม่สามารถใช้กระบวนท่าใส่คู่ต่อสู้ได้  ต้องเร่งปรับวิธีการออกดาบและเปลี่ยนแปลงกระบวนท่าในช่วงเวลาอันสั้น  บางทีเจ้าสองคนควรฝึกฝนร่วมกันในช่วงนี้  ด้วยฝีมือที่อยู่ในระดับใกล้เคียงกันอาจมีความก้าวหน้ามากกว่าเดิม”


              ทั้งสองตอบรับโดยพร้อมกัน  สำหรับเอี้ยนเฟยซาแล้วการได้ประมือกับยอดฝีมือที่แท้จริงเป็นสิ่งที่ตนเองปรารถนา  ถึงอย่างไรก็ต้องอยู่ที่นี่ไปอีกหลายวัน  การฝึกฝีมือร่วมกับทายาทกระบี่อมตะต้องทำให้เพลงดาบของเขาก้าวหน้าได้อย่างแน่นอน  ส่วนหลิวอิงก็ต้องการคู่ประลองที่ผ่านประสบการณ์สู้ตายมาหลายหนอย่างเอี้ยนเฟยซามาเป็นคู่ซ้อมมือ  ที่ผ่านมาเขาได้แต่ฝึกฝนกับเหล่าศิษย์ที่เต็มไปด้วยความกริ่งเกรงในตำแหน่งของตนเอง ไม่ได้ลงมือสุดฝีมือ  ทำให้เพลงกระบี่ของเขาหยุดพัฒนาไปหลายครั้ง

     

              เอี้ยนเฟยซาขยับเข้าไปใกล้หลิวหนิงเทียน  กล่าววาจาอย่างนอบน้อมว่า


              “ท่านหลิวข้ามีเรื่องจะขอร้องท่านประการหนึ่ง คือว่าระหว่างที่อยู่ในทุ่งหญ้ากับชนเผ่าถานจู่  ข้าก็ได้ตกหลุมพรางผู้อื่นเผลอรับหญิงสาวงดงามผู้หนึ่งมาเป็น...มาเป็น...คนของตนเอง  ซึ่งตอนนี้นางกำลังถูกส่งตัวมายังที่นี่  แต่ข้ายังคงต้องเดินทางกลับบ้านเกิด  ที่นั่นอันตรายและมีฝูงโจรชุกชุม  เห็นว่าไม่ควรนำนางที่ไร้วรยุทธ์ร่วมทาง จึงอยากฝากนางให้ทำงานกับท่านชั่วคราวได้หรือไม่?”


              “สางงามอย่างนั้นหรือ?  ไม่ได้เด็ดขาด เราไม่ต้องการให้มีกองไฟอยู่ใกล้ตัว ฮา ฮา เอาอย่างนี้ โรงเตี๊ยมท่องนภาที่อยู่ใกล้ประตูเมืองทิศเหนือไร้ผู้ดูแลในตอนนี้  เจ้าของเก่าสิ้นชีพในสงครามที่ผ่านมา  ลูกหลานญาติพี่น้องก็ไม่มี นางเมื่อเป็นคนจากชนเผ่าบนทุ่งหญ้าสมควรรู้ธรรมเนียมปฏิบัติของคนพวกนั้นเป็นอย่างดี  ไหน ๆ เราก็จะเปิดทำการค้ากับพวกมันแล้ว สมควรมีโรงเตี๊ยมไว้รับรองแขกเหรื่อจากทุ่งหญ้าโดยตรง  สตรีของเจ้าสมควรจัดการได้กระมัง”


              “ขอบคุณท่านหลิวยิ่งนัก  ข้าขอรับรองเลยว่านางจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง”


              เอี้ยนเฟยซารู้สึกยินดียิ่ง  เรื่องที่ทำให้ปวดหัวมาหลายวันได้รับการคลี่คลายในลักษณะนี้ เขามั่นใจว่าโหลวเจียวสามรรถจัดการกับโรงเตี๊ยมได้ดีอย่างแน่นอน  นางเป็นสตรีที่เฉลียวฉลาดผู้หนึ่ง  ที่ผ่านมาเพียงถูกกดความสามารถเอาไว้  ในทุ่งหญ้าถือบุรุษเป็นใหญ่  กดขี่สตรีเพศให้ต้อยต่ำ  เพียงเป็นสิ่งของสนองความใคร่และให้กำเนิดบุตรเท่านั้น ถึงกระนั้นตอนที่ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันในกระโจม ต่อหน้าชายคนรักนางก็แสดงออกถึงแนวคิดและความฝันอันเพริศแพร้วในการเป็นแม่ค้าผู้ยิ่งใหญ่ เขาจะใช้โอกาสนี้ทำให้หญิงสาวได้เติบโตพร้อมกับสานฝันให้เป็นจริง


              หลิวหนิงเทียนสั่งสุราและกับแกล้มมามากมายให้บุตรชายและเอี้ยนเฟยซา  ถือเป็นการเลี้ยงฉลองสำหรับชัยชนะในสงครามที่ผ่านมา  เขาคาดหวังให้บุรุษหนุ่มสองคนนี้ก้าวขึ้นเป็นเสาหลักของยุทธภพแดนมนุษย์ในวันข้างหน้า  ในยุคที่หมู่มารหวนคืน  สมควรมีวีรบุรุษรุ่นใหม่ขึ้นมากำราบพวกมารที่ลำพอง