เทียนฉินหลี่ตามองความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก่อนใช้ท่วงท่าดาราเร้นกายอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ประมาทจึงส่งกระแสจิตบอกให้ตาเฒ่าหม่ามาคอยเตรียมตัวช่วยเขาอีกแรง
ทันทีที่เข้าใกล้ชายชุดดำได้นั้นเทียนฉินจึงเร่งพลังปราณออกมาสุดขีดแล้วใช้กระบวนท่าคลื่นมายาซึ่งเป็นกระบวนท่าที่สามของเคล็ดวิชาดาบคลื่นพิฆาตออกไปอย่างสุดแรง
คลื่นดาบแปดสายที่แฝงไปด้วยแก่นแท้ธาตุพิษเข้าโจมตีที่ร่างของชายชุดดำอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถมองทันได้ ส่วนพลังของตาข่ายเพลิงกับดาบเล่มเล็กจำนวนมากก็กระแทกเข้าใส่โล่สีดำนั้นอย่างรุนแรง
ตู้ม!
คลื่นพลังที่ปะทะกันพัดพาฝุ่นฟุ้งกระจาย ต้นไม้หลายต้นหักโค่นพังทลายลงมาเป็นแถบ ร่างของชายชุดดำยืนโอนเอนอยู่บนพื้นพร้อมกระอักเลือดออกมาไม่หยุดหย่อน
ตาเฒ่าหม่าตอบสนองอย่างรวดเร็วพุ่งเข้าไปคว้าคอของชายชุดดำคนนั้นทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้มันหลบหนีไปได้ แต่อย่างไรก็ตามแววตาของมันได้ดับแสงลงจนสิ้นใจไปแล้ว
เทียนฉินที่ฟื้นฟูพลังมาได้บางส่วนแล้วจากเคล็ดวิชาแก่นแท้เบญจธาตุ เดินเข้ามาดูพร้อมกับถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ อันที่จริงเขากะว่าจะไว้ชีวิตมันเพื่อรีดเค้นเอาข้อมูลของทางลัทธิอีกาดำมาสักหน่อย แต่เมื่อมันตายไปแล้วก็คงต้องปล่อยเลยตามเลยไป
จากนั้นเขาจึงบอกให้ตาเฒ่าหม่าเก็บรวบรวมแหวนมิติและอาวุธของพวกมันมา การต่อสู้ครั้งนี้ดูเหมือนอาจจะนาน แต่แท้ที่จริงแล้วพึ่งผ่านไปเพียงไม่กี่อึดใจเท่านั้น และเพื่อป้องกันสิ่งที่ไม่คาดคิด เทียนฉินกับตาเฒ่าหม่าจึงรีบออกจากจุดที่ต่อสู้กันอย่างเร่งด่วน เพราะเขาไม่รู้ว่าการต่อสู้ที่เกิดขึ้นนั้น จะส่งเสียงดังจนเรียกความสนใจของผู้ที่อยู่บริเวณนี้หรือเปล่า
รุ่งเช้าวันใหม่หนึ่งหนุ่มหนึ่งเฒ่าขุดถ้ำอยู่ในป่าที่ห่างไกลมาจากการต่อสู้เมื่อคืนนี้อยู่พอสมควร ทั้งสองนั่งตรวจสอบสิ่งของภายในแหวนมิติกันอย่างขะมักเขม้น แต่ที่ทำให้เทียนฉินผิดหวังก็คือเขาสนใจวิชามีดบินที่ชายชุดดำคนนั้นใช้มากแต่กลับไม่พบมันในแหวนมิติเลย
ทว่าเทียนฉินก็เข้าใจดีว่าเคล็ดวิชาต่างๆล้วนถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีไม่ถ่ายทอดให้ผู้ใดง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นนิกายใหญ่หรือว่าสำนักเล็กๆก็ตาม หากผู้ใดต้องการฝึกฝนก็จะได้เพียงแผ่นบันทึกวิชาที่ใช้ได้ครั้งเดียวเท่านั้น เพื่อป้องกันผู้ไม่หวังดีมาปล้นชิงเอาไป
"เอ๊ะ!"
"นี่มันคืออะไรกัน!"
เทียนฉินพลิกผลึกสีดำแผ่นหนึ่งไปมา ตอนแรกเขาเพียงแต่คิดว่าผลึกสีดำแผ่นนี้เป็นเพียงป้ายประจำตัว เหมือนกับป้ายหยกของเขาที่ได้รับมาจากนิกายเพลิงอัคคีเท่านั้น แต่เมื่อหากสังเกตุดูดีๆจะพบว่ามันแตกต่างจากผลึกของคนอื่นอยู่บ้าง
และเมื่อส่งกระแสจิตเข้าไปด้านใน เขาก็พบว่าผลึกสีดำนี้คล้ายกับแผนที่ชนิดหนึ่ง มีจุดสีแดงหลายจุดกระจายไปทั่วแผนที่นั้น เมื่อนับดูแล้วมีทั้งหมดหกจุดด้วยกัน แต่ที่เทียนฉินไม่เข้าใจก็คือมันเป็นแผนที่ที่บ่งบอกถึงอะไรแน่
"ขอข้าดูหน่อยได้หรือเปล่า?"ตาเฒ่าหม่าได้ยินเสียงก็หันมามองในมือเทียนฉินอย่างสงสัย
หลังจากตรวจดูอยู่ไม่นานตาเฒ่าหม่าก็ยื่นผลึกสีดำคืนให้แก่เทียนฉิน สีหน้าแววตาพลันเคร่งขรึม พร้อมกับกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"หากว่าข้าคาดเดาไม่ผิด นี่คงเป็นจุดบ่งบอกของพวกกลุ่มลัทธิอีกาดำที่กระจายตัวกันอยู่แน่ๆ"
เทียนฉินได้ยินดังนั้นก็ส่งกระแสจิตเข้าไปตรวจดูในผลึกสีดำอีกครั้ง พร้อมกับนำแผนที่ออกมากางเพื่อเปรียบเทียบดู เมื่อนำแผนที่กับสิ่งที่บันทึกไว้ในผลึกสีดำนั้นมาเปรียบเทียบกันแล้ว เทียนฉินกลับพบว่ามีความเป็นไปได้มากว่าสิ่งที่ตาเฒ่าหม่ากล่าวมาจะเป็นความจริง
"พวกเราช่างโชคดีจริงๆ ที่ไม่ต้องตระเวนหาพวกมันไปทั่วอย่างไร้จุดหมายอีกแล้ว!"
เทียนฉินเอ่ยออกมาเสียงเรียบก่อนจะบันทึกจุดสีแดงพวกนั้นลงในแผนที่ แต่กลับต้องผิดหวังอีกครั้งหนึ่ง เพราะเมื่อบันทึกจุดลงไปในแผนที่แล้ว กลับพบว่ามันอยู่ไกลกันพอสมควร และจุดที่อยู่ใกล้ที่สุดก็อยู่ห่างไปถึงสองเมืองด้วยกัน
"แล้วตอนนี้เราจะเอาอย่างไรกันต่อดี!"ตาเฒ่าเอ่ยถาม
"พวกเราเข้าไปพักผ่อนในเมืองสักสองสามวันก่อนดีกว่า จากนั้นจึงค่อยลองไปดูตรงจุดที่ใกล้ที่สุดที่บันทึกนี้ระบุไว้!"เทียนฉินเอ่ยออกมาพร้อมกับเตรียมตัวที่จะเดินทางทันที
ผ่านไปอีกหนึ่งวัน ทั้งสองก็ได้มาถึงเมืองยั่วผางแล้ว เมื่อทำการยืนยันตัวตนและจ่ายค่าทำเนียมในการเข้าเมืองเรียบร้อย พวกเขาสองคนจึงหาโรงเตี๊ยมเพื่อจองที่พักและสั่งอาหารมานั่งกินกันอย่างเงียบๆ
ที่มุมหนึ่งของโรงเตี๊ยม มีชายสองคนหันมามองทางเทียนฉินเป็นระยะ สลับกับมองไปที่ภาพวาดในมืออย่างครุ่นคิด จากนั้นก็หันไปกระซิบกันเบาๆไม่นานนักชายคนหนึ่งก็รีบออกจากโรงเตี๊ยมไปอย่างมีพิรุธ
เทียนฉินสังเกตุเห็นชายสองคนนั้นตั้งนานแล้ว แต่เขาไม่ได้สนใจอะไรนัก ซึ่งเขาไม่มีทางได้รู้เลยว่าผู้ชายที่เดินออกไปคนนั้นจะนำพาความเดือดร้อนมาให้ตนเอง
ณ โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งในเมืองฝู่โจว
ภายในโรงเตี้ยมยังคงคึกคัก มีผู้คนพลุกพล่านเข้าออกอยู่ตลอดเวลา กลุ่มชายฉกรรจ์ยังนั่งดื่มกินกันเหมือนเช่นเคยทุกวัน ถ้าตาเฒ่าหม่ามาเห็นเขาจะจำได้อย่างแน่นอนว่านี่คือกลุ่มชายฉกรรจ์ที่เขาเคยร่วมนั่งดื่มสุรากันในคืนนั้นนั่นเอง
ในขณะที่กลุ่มชายฉกรรจ์กำลังพูดคุยกันอย่างเสียงดังอยู่นั่นเอง ก็ได้มีชายคนหนึ่งในชุดสีน้ำเงินเดินตรงมาหาพวกเขา ในมือของชายชุดน้ำเงินกำม้วนกระดาษสีน้ำตาลแผ่นหนึ่งเอาไว้อย่างหลวมๆ
"พี่ชาย! ข้าขอสอบถามอะไรบางอย่างได้หรือไม่?"
ชายชุดน้ำเงินคนนั้นกล่าวถามทันทีที่เดินมาถึงที่โต๊ะ
"หืม!"
กลุ่มชายฉกรรจ์พวกนั้นหันมาจ้องมองชายชุดน้ำเงินนั้นกันอย่างพร้อมเพรียง ชายคนที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่มคิ้วขมวดเป็นปม พลางครุ่นคิดว่าเคยเห็นชายหนุ่มชุดน้ำเงินคนนี้ที่ไหนมาก่อน แต่ปากก็ยังถามกลับไปอย่างไม่ใส่ใจนัก
"เจ้ามีเรื่องอะไรจะถามพวกข้าอย่างนั้นรึ?"
ชายหนุ่มชุดน้ำเงินคนนั้นยื่นม้วนกระดาษสีน้ำตาลที่เขาถืออยู่ให้กับชายฉกรรจ์ ก่อนจะเอ่ยถามออกมาอย่างคาดหวัง
"ไม่ทราบว่าพวกพี่ชายรู้จักคนในภาพวาดนี้หรือไม่?"
ชายฉกรรจ์คนนั้นรับม้วนกระดาษออกมากางดูก็ชะงักอย่างกระทันหัน เพราะคนในภาพวาดนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนเลยแต่เป็นเทียนฉินนั่นเอง และพวกเขาก็รู้เรื่องที่เทียนฉินกับตาเฒ่าหม่าทำไว้กับตระกูลโหวงแล้ว จากนั้นเขาจึงเงยหน้ามองชายชุดน้ำเงินอย่างช้าๆก่อนกล่าวถามออกมาอย่างสงสัย
"อย่าบอกนะว่าเจ้าเป็นคนของตระกูลโหวง!"
"ใช่แล้ว! ข้าเป็นลูกชายคนโตของผู้นำตระกูลโหวง ไม่ทราบว่าพี่ชายรู้หรือไม่ว่าชายในภาพวาดนี้ไปที่ใด!"
ชายชุดน้ำเงินคนนี้ก็คือโหวงจู้พี่ชายของโหวงจ้งนั่นเอง ตั้งแต่ที่เขากลับมาเห็นสภาพตระกูลโหวงที่ถูกทำลายจนพังยับเยิน เขาก็ได้ออกสืบหาข่าวคราวของเทียนฉินไปเมือง แต่ข่าวที่ได้ก็ไม่มีอะไรบ่งบอกถึงตัวตนของคนที่ทำลายตระกูลของเขาเลย จึงทำให้โหวงจู้มั่นใจว่าคนที่ทำลายตระกูลโหวงนั้นไม่ใช่คนของเมืองฝู่โจวอย่างแน่นอน
"ถึงว่า! ทำไมข้าถึงรู้สึกคุ้นหน้าของเจ้า"
"ที่แท้ก็เป็นคุณชายจู้แห่งตระกูลโหวงนี่เอง!"
ชายฉกรรจ์คนนั้นตบหัวเข่าดังเปรี้ยง ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างเป็นกันเอง พวกเขาอยู่ที่เมืองฝู่โจวนี้มานานเรื่องต่างๆในเมืองล้วนแล้วแต่ไม่พลาดสายตาเขาไปได้ เมื่อนึกได้ว่าโหวงจู้ผู้นี้คงมาสืบหาข่าวของคนที่ทำลายตระกูลตนเองเพื่อแก้แค้น จึงบอกสิ่งที่เขารู้ออกไปอย่างไม่มีปิดบัง
"ข้าได้ยินว่าชายหนุ่มคนนี้ชื่อเทียนฉิน ส่วนชายชราที่มากับเขานั้นเรียกว่าตาเฒ่าหม่าซึ่งพวกข้าเคยนั่งดื่มสุรากันมาแล้ว!"
โหวงจู้เดินออกจากโรงเตี๊ยมด้วยท่าทางขึงขัง ในหัวสมองครุ่นคิดถึงสิ่งที่ชายฉกรรจ์คนนั้นได้บอกมา และนั่นเองทำให้เขาได้รู้แล้วว่าเทียนฉินกับตาเฒ่าหม่าไม่ใช่คนของแคว้นชิงนี้ ในใจก็พลันกระวนกระวายขึ้นมาทันที เพราะเขากังวลว่าทั้งสองคนจะออกจากแคว้นชิงไปหรือยังก็ไม่รู้
ณ โรงเตี๊ยมเมืองยั่วผาง
หลังจากที่จ่ายค่าที่พักและค่าอาหารเรียบร้อยแล้ว ตาเฒ่าหม่าก็บอกกับเทียนฉินว่าจะออกไปเดินเล่นชมบรรยากาศภายในเมืองยั่วผางนี่เสียหน่อย ซึ่งเทียนฉินก็ไม่ได้ห้ามอะไรก่อนจะแยกตัวเดินขึ้นไปชั้นสองเพื่ออาบน้ำพักผ่อน ไม่ได้สนใจที่จะไปเดินเล่นกับตาเฒ่าหม่า
ชั่วพริบตาที่ตาเฒ่าหม่าเดินออกไปด้านนอก ชายคนที่นั่งมองอยู่ในโรงเตี๊ยมก็ลุกเดินตามไปอย่างเงียบเชียบ ซึ่งตาเฒ่าหม่านั้นไม่ได้เอะใจเลยว่ามีคนสะกดรอยตามเขา
อยู่ด้านหลัง ยังคงเดินดูร้านค้าที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่งในเมืองนี้อย่างเพลิดเพลิน
จบตอนที่ 96