ตอนที่ 54 – แทนที่
ปัทมารอวาสุกรีหลังจากเลิกเรียน เพราะเธอเองก็ไม่แน่ใจว่าวาสุกรีจะรักษาสัญญาหรือเปล่า? ที่จะไปบ้านของเธอ เธอออกมายืนรอหน้าโรงเรียนในชุดเครื่องแบบนักเรียน ถือกระเป๋าอยู่ รอแล้วรอเล่า วาสุกรีก็เดินออกมาพอดี
“วา!” ปัทมาเรียกวาสุกรีเอาไว้ ทำเอาเขาหันขวับมามอง แล้วเขาก็ทักทายกลับ
“อ้าว? ปัท” วาสุกรีทักเธอตอบ “พอดีเลย พอดีวาจะไปบ้านปัทพอดี”
“จริงเหรอ?” ปัทมาดูเหมือนจะไม่อยากเชื่อ แต่วาสุกรีพยักหน้าจริงจัง เธอเลยถอนหายใจอย่างโล่งอกที่วาสุกรียังไม่ลืมสัญญาที่ให้ไว้กับตน
“งั้นไปกันเถอะ” ปัทมาจะหันไปอยู่แล้ว แต่วาสุกรีเอื้อมมือมาจับมือของเธอ ทำเอาเธอสะดุ้งด้วยความตกใจ แต่จากความตกใจก็เปลี่ยนเป็นความดีใจ เธอยอมให้เขาเดินจับมือเคียงข้างกันไป แต่พอมาถึงบ้าน เธอก็จำต้องเอามือออก เพราะกลัวพ่อและแม่จะมาเห็นว่าเธอจับมือกับผู้ชาย
“เข้าไปเลยจ้ะ” ปัทมาเชื้อเชิญก่อนจะเปิดประตูเข้าไปในห้องรับแขกที่วาสุกรีคุ้นเคย ก็เห็นพ่อของปัทมากำลังจิบน้ำชาอยู่ เมื่อพ่อของปัทมาเห็นวาสุกรีก็ดีใจมาก เขารีบเลื่อนเก้าอี้ให้วาสุกรีนั่งทันที พลางตบๆ เบาะนั่งบนเก้าอี้
“มานั่งเลยสิ ฉันมีเรื่องจะคุยกับเธอมากมาย” พ่อของปัทมาบอกออกมา ทำเอาวาสุกรีออกจะหวาดหวั่นนิดหนึ่ง เพราะเขาไม่ถนัดคุยกับผู้ใหญ่เท่าไหร่ แล้วแม่ของปัทมาก็เข้ามาพร้อมกับจานใส่อาหารด้วย
“อ้าว น้องวา?” แม่ของปัทมาเห็นเขาเข้าก็ทักทาย “มาพอดีเลย มากินข้าวเย็นด้วยกันสิ แม่เตรียมอาหารไว้หลายอย่างเลย มีทั้งแกงส้ม แกงเขียวหวาน...”
แล้วแม่ของปัทมาก็สาธยายรายชื่ออาหารออกมา จนวาสุกรีรู้สึกหนักใจ เขาต้องกลับไปกินข้าวบ้านของณปภา ปัทมาที่เห็นวาสุกรีทำสีหน้าไม่ดีดังนั้น เธอจึงบอกแม่ของเธอ “เดี๋ยววาจะต้องกลับไปกินข้าวที่บ้านน้าภาน่ะค่ะ คงกินร่วมกับเราไม่ได้หรอก”
“อ้าว เหรอ?” ผู้เป็นแม่ของปัทมาดูท่าทางผิดหวัง วาสุกรีเป็นอะไรก็ไม่รู้ แต่เขาไม่อยากให้พ่อกับแม่ของปัทมาโกรธเกลียดเขาเลย เขาเลยบอก
“ผมกินก็ได้ครับ” วาสุกรีพูดออกมา ทำเอาปัทมาหันมามอง วาสุกรียอมกินอาหารของแม่ปัทมา แม่ปัทมาได้ยินอย่างนั้นก็ดีใจ พลางเรียกทั้งพ่อ ตัวปัทมา และวาสุกรีเอง เข้าไปในห้องทานอาหาร
ตลอดเวลาการกินอาหาร พ่อของปัทมาก็คุยกับวาสุกรีตลอด แม่เธอก็ด้วย จนเขาไม่มีเวลาคุยกับปัทมาเลย พ่อของปัทมาถามคำถามซ้ำๆ ว่าที่มาที่ไปของเขาเป็นมาอย่างไร? และขอให้เขาเล่าเหตุการณ์ก่อนจะมาพบอาณาเขตสามด้วย วาสุกรีก็เล่าให้ฟังจนหมดเปลือก
“โห ดีนะ เจอคุณนนท์พอดี” พ่อของปัทมาว่า “เขามักจะออกไปตามหาผู้รอดชีวิตนอกอาณาเขตอยู่บ่อยๆ พวกเธอโชคดีจริงๆ นะที่ได้เจอพวกเขาพอดี”
“โชคดีสำหรับพวกเราด้วยแหละ” แม่ของปัทมาเสริม “เราเลยได้กองกำลังมาเพิ่มและพึ่งพาได้”
วาสุกรีออกจะเขินอายที่พ่อของแม่ปัทมาพูดแบบนั้น แล้วพ่อของปัทมาก็ชวนคุยเรื่องอื่นอีก จนเขาไม่มีโอกาสได้คุยกับปัทมาเลย ฝ่ายปัทมาที่นั่งกินข้าวอยู่ก็อยากคุยกับวาสุกรี แต่หาช่องจังหวะไม่ได้เลย พอพ่อหยุดคุยพักหนึ่ง เธอก็เลยรีบพูดออกมาทันที
“วาเขาเรียนเก่งด้วยนะคะ” ปัทมาบอกกับพ่อแม่ของตัวเอง “ที่อาณาเขตเก่าของเขา เขาได้ท็อปทุกวิชาเลย นี่หนูรู้ก็เพราะเพื่อนของเขาบอกนะเนี่ย”
“ไม่เท่าไหร่หรอก” วาสุกรียังถ่อมตน แต่ปัทมาพยักหน้าอย่างจริงจัง
“ที่โรงเรียนก็เรียนเก่ง” ปัทมาพูดพลางเคี้ยวข้าวไปด้วย ทำเอาแม่ของเธอตำหนิเธอว่าไม่สมควรทำแบบนั้น ปัทมายกมือแตะปากอย่างลืมตัว แล้วก็ขอโทษ วาสุกรีเห็นดังนั้นก็คิดว่าแม่ของปัทมาช่างเข้มงวดจริงๆ อะไรนิดหน่อยเป็นไม่ได้
“ขอบคุณนะที่ช่วยพวกเราไว้คราวที่แล้ว” พ่อของปัทมาบอกออกมา “เวลาพวกเอไอมา ฉันสมเพชตัวเองทุกครั้ง ที่ทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากหลบกบดานในห้องใต้ดิน พวกเธอกล้าหาญมากนะที่กล้าเข้าไปสู้กับพวกมัน”
“อย่าพูดอย่างนั้นเลยครับ เป็นใครใครก็ต้องกลัว” วาสุกรีแก้ให้พ่อของปัทมา “ที่หลบหนีแหละถูกแล้ว เอาตัวเองให้รอดไว้ก่อน อย่าเพิ่งคิดเรื่องคนอื่น”
“นั่นมันเหมือนคนเห็นแก่ตัวเลยนะ” แม่ของปัทมาบอกขึ้นมา “แต่ก็เป็นความจริง ตัวเองยังจะเอาไม่รอด จะให้มาห่วงคนอื่นก็คง...”
แล้ววงสนทนาก็เงียบไปประมาณสิบวินาที แล้วปัทมาก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบนั้น เธอเอ่ยเรื่องที่เธอเรียนมาวันนี้ เกี่ยวกับวิชาสังคมศึกษา เธอเรียนประวัติศาสตร์มา พ่อและแม่ของปัทมาได้ยินก็ฟังไปด้วยอย่างสนุกสนาน
แล้วมื้อเย็นก็จบ วาสุกรีรู้ตัวว่ากินไปค่อนข้างมากแล้ว แล้วเขาจะกลับไปกินบ้านข้าวณปภาได้อย่างไร? ปัทมาที่สังเกตเห็นหน้าตาเขา รู้ว่าเขาคงลำบากใจ เธอถอนหายใจออกมา ขณะที่เดินมาส่งวาสุกรีที่หน้าบ้าน
“ขอโทษนะที่ปัทห้ามไม่ได้ เรื่องอาหารน่ะ คือ...” ปัทมาจะบอกออกมา แต่วาสุกรีรีบขัดขึ้นก่อน
“ไม่เห็นต้องขอโทษเลย” วาสุกรีว่าออกมา แต่เขาก็อิ่มจริงๆ นั่นแหละ “ปัทไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย จะขอโทษทำไม?”
“ก็ปัทนึกว่าวาจะต้องกลับไปกินข้าวบ้านคุณภา...” ปัทมายืนก้มหน้าพลางขยับแว่นของตัวเอง วาสุกรีเห็นดังนั้น เขาก็หัวเราะออกมา ทำเอาปัทมางุนงงว่าวาสุกรีขำเรื่องอะไร?
“ปัทเหมือนวาเลยนะ” เขาบอก “วาก็ชอบขยับแว่นเหมือนกัน รู้สึกเหมือนมันจะหลุดจากดวงตาตลอดเลย เลยต้องทำแบบนั้น”
“อ๋อ เหรอจ้ะ?” ปัทมายิ้มจนแก้มแดง แล้วเธอก็รู้สึกว่าไม่อาจทนได้อีกต่อไปแล้ว เธอฝืนไม่ไหวจริงๆ เธอเลยบอกให้วาสุกรีรีบกลับบ้านไปเสีย
“นี่ก็จะมืดแล้ว” ปัทมามองขึ้นไปบนฟากฟ้าที่แสงอาทิตย์เริ่มลาจากไปแล้ว “วารีบกลับบ้านดีกว่า อ้อ ขอบใจมากนะที่มาหาปัทที่บ้านวันนี้ ถึงแม้จะไม่ได้คุยอะไรมากมายนักก็เถอะ”
“เฮอะๆ” วาสุกรีหัวเราะขึ้นมาอีกครั้ง “ก็พ่อกับแม่ของปัทมาเล่นถามเราตั้งหลายอย่าง เราเลยไม่มีโอกาสคุยกับปัทด้วยไง”
ปัทมาเงยหน้าขึ้นมา แล้วก็ถาม “วา...อยากคุยกับปัทเหรอ?” เธอถามแล้วหน้าก็แดงระเรื่อขึ้นมา แต่เพราะความมืดทำให้วาสุกรีมองไม่เห็นว่าหน้าเธอแดง ฝ่ายวาสุกรีพอได้ยินคำถามนั้น เขาก็ตอบ
“อยากคุยสิ ที่มาที่บ้านก็เพื่อจะนั่งคุยเล่นด้วยกัน แต่น่าเสียดาย...” เขาบอก “เอาไว้คุยกันที่โรงเรียนตอนพักเที่ยงก็ได้ เออนี่ วาเองก็อยากทำหน้าที่แบบปัทบ้าง หน้าที่ยืมคืนหนังสือน่ะ ปัทช่วยได้ไหม?”
“อ๋อ ได้สิ” ปัทมาบอกพร้อมกับพยักหน้าอย่างยินดี “ถ้าวาจะมาเข้า ‘ชุมนุม’ ด้วยก็ได้”
“เอ๊ะ? ‘ชุมนุม’ เหรอ?” วาสุกรีออกจะงุนงงเพราะไม่รู้ว่า ‘ชุมนุม’ คืออะไร? ปัทมาเลยอธิบายออกมา
“เป็นกิจกรรมพิเศษสำหรับพวกเด็กนักเรียนน่ะ ใครจะมีหรือไม่มีชุมนุมก็ด้วย” ปัทมาอธิบายออกมา “นี่ปัทอยู่ชุมนุมห้องสมุด ก็เลยได้ทำงานนี้”
“อ๋อ เหรอ?” วาสุกรีเลยเข้าใจในที่สุด “เออ งั้นวาขอเข้าชุมนุมด้วย เอาตั้งแต่พรุ่งนี้เลยนะ”
“จ้า” ปัทมาพูดแล้วก็โบกมือลาวาสุกรี “กลับบ้านไปเถอะ วา เดี๋ยวคนอื่นจะเป็นห่วงว่าหายไปไหน?”
“อืม” วาสุกรีวิ่งออกไปพร้อมกับหันหลังมาโบกมือลาปัทมาเช่นกัน “เจอกันวันพรุ่งนี้นะ ปัท แล้วอย่าลืมเรื่องชุมนุมด้วยล่ะ”
“จ้า ไม่ลืมหรอก” ปัทมาตะโกนทิ้งท้ายเอาไว้ ก่อนจะมองแผ่นหลังของวาสุกรีหายไปจากสายตา จากนั้นเธอก็หน้าแดงขึ้นมา เธอรีบๆ ตบๆ ใบหน้าตัวเองให้หายร้อนผ่าว
“สำเร็จ!” ปัทมาทำท่าฮึดสู้กับตัวเอง “ในที่สุด วาก็เข้าใกล้เราจนได้”
ทางด้านพันธกร เขามาเยี่ยมพสุที่โรงพยาบาลอีกแล้ว แม่ของพสุคุยกับพสุไปเรื่อยๆ พันธกรมองนาฬิกาข้อมือ ก็พบเป็นเวลาหกโมงเย็นแล้ว เขาต้องกลับบ้านณปภาเสียที
“เฮ้ย” พันธกรเรียกพสุเอาไว้ “กลับบ้านก่อนนะเว้ย เดี๋ยวแกก็จะกลับใช่ไหม?”
“อืม กลับตอนสองทุ่ม” พสุบอก “หมดเวลาเยี่ยมไข้พอดี”
“เออ ไว้เจอกันใหม่พรุ่งนี้ แล้วจะซื้ออาหารมาให้ด้วย รับรองไม่เผ็ดแน่นอน” พันธกรว่ายิ้มๆ ก่อนจะบอกลาพสุกับแม่ของพสุ “สวัสดีครับ ไว้เจอกันใหม่นะครับ”
“จ้ะ ไปเถอะ” แม่ของพสุที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้ยกมือขึ้น พันธกรเลยยกมือสวัสดีอีกรอบ ก่อนจะรีบวิ่งออกไปจากห้องพักคนไข้รวม เขาวิ่งลงบันไดลงมา แล้วเขาก็เห็นช่องทางหนึ่งนำไปสู่ชั้นใต้ดิน บนป้ายด้านบนมีเขียนติดว่า ‘หลุมหลบภัย’
“อ๋อ พอพวกเอไอมา พวกหมอกับพยาบาลก็จะพากันเข็นคนไข้มาที่นี่สินะ?” พันธกรมองประตูบานคู่ แล้วเขาก็นึกถึงเหตุการณ์ตอนที่พวกเอไอบุกเข้ามา ทางเข้ามีแค่ทางเดียว จะทุลักทุเลแค่ไหนกัน? กว่าจะเอาคนไข้เข้าไปจนหมด? พันธกรคิดว่าน่าจะสร้างสถานที่หลบภัยให้ดีกว่านี้อีกหน่อย
เขาวิ่งกลับมาบ้านของณปภา ซึ่งตอนนั้นวาสุกรีก็เดินกลับมาถึงเช่นกัน พันธกรกล่าวขอโทษกับณปภา “ขอโทษครับที่มาสาย ผมไปเยี่ยมไอ้ดินมา”
“ไม่ต้องขอโทษ” ณปภากล่าวอย่างใจดี “จะขอโทษทำไม? ไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย น้องพันขี้เกรงใจเกินไปแล้ว”
“นั่นสิ” วรรณสาเองก็เห็นด้วย พันธกรได้ยินอย่างนั้น เขาก็ส่งเสียงโอดครวญ “โธ่!” ทำเอาทั้งวงอาหารหัวเราะกันขึ้นมา
ฝ่ายวาสุกรีที่กินข้าวมาเต็มที่แล้ว เขาก็นั่งลงบนเก้าอี้โต๊ะรับประทานอาหาร ณปภาคดข้าวสวยให้เขาเสียเยอะ แต่เขาก็แน่นเต็มที่แล้ว เขากินไม่ไหวจริงๆ ณปภาที่เห็นเขาไม่แตะต้องอาหารเลย ก็ถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า? ไม่สบายหรือเปล่า?
“เอ่อ คือ” วาสุกรีเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก “ผมทานมาแล้วครับ”
“บ้านปัทล่ะสิ” ปราชญาที่กำลังใช้มือกัดไก่ทอดอยู่หันมายิ้มให้วาสุกรี “ถ้าให้เดาคงไม่ผิดใช่ไหม?”
“เออ ไม่ผิด” วาสุกรีถอนหายใจออกมา พร้อมกับบอกขอโทษณปภา แต่ณปภาบอกว่าไม่เป็นอะไร จะขอโทษทำไมในเมื่อวาสุกรีไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักนิด วาสุกรีจึงขอตัวขึ้นไปด้านบน เพื่อจะอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้า
หลังมื้อเย็นเสร็จ วรรณสาก็ช่วยณปภาเก็บจานชามเหมือนเดิม แต่คราวนี้ พันธกรเข้ามาช่วยบ้าง ทำเอาวรรณสางุนงง เพราะปกติ พันธกรจะกินข้าวแล้วก็ปล่อยให้เธอกับณปภาล้างเอง
“ผมรู้แล้วล่ะว่างานล้างจานมันน่ารำคาญแบบนี้นี่เอง” พันธกรพูดพลางยิ้มๆ ให้วรรณสา ส่วนวรรณสา เธอก็บอก
“ถ้าน่ารำคาญนัก พันไม่ต้องทำก็ได้... แต่อย่าหาว่าสาต่อว่านะ แค่บอกจริงๆ ว่าไม่ต้องทำก็ได้ สากับน้าภาช่วยกันสองคนก็ได้” เธอรีบบอกออกมาอย่างกลัวพันธกรจะเข้าใจผิด พันธกรได้ยินดังนั้นจึงขำออกมา
“สาไม่จำเป็นต้องกลัวพันจะว่าอะไรสาหรอก” พันธกรบอกออกมา “เพราะพันไม่เคยโกรธสาอยู่แล้ว แม้แต่ครั้งเดียว”
ณปภาเอาแขนกระแซะวรรณสา ทำเอาเธอหันมามอง แล้วณปภาก็กระซิบว่า “ได้โอกาสแล้ว บอกเลยสิ” แต่วรรณสาไม่กล้าทำแบบนั้น พันธกรที่เห็นณปภากับวรรณสากระซิบอะไรกัน ก็ถามขึ้นว่าพูดอะไรกันหรือ?
“อ๋อ ไม่มีอะไรหรอก พูดถึงเรื่องอาหารเย็นมื้อเมื่อกี้นะ” วรรณสาพูดออกมาพลางถอนหายใจ ณปภาเองก็ถอนหายใจด้วย พอพันธกรจากไป วรรณสาก็เอาผ้าเช็ดมือมาเช็ดมือ ตอนนั้นเอง ณปภาก็ถามออกไป
“เขาบอกว่าไม่เคยโกรธแน่ะ” ณปภาท่าทางจะอยู่ข้างวรรณสาจริงๆ “ไม่เคยโกรธแม้แต่ครั้งเดียว เขาถึงกับพูดแบบนั้นออกมาเลยนะ”
“หนูก็ไม่รู้เหมือนกัน” วรรณสาตอบตามจริง “แค่เอ่ยบอกว่า ‘ชอบ’ มันก็แค่คำเดียว สั้นๆ ง่ายๆ แต่ทำไมถึงพูดยากนักก็ไม่รู้?”
ณปภาหัวเราะออกมา ไม่ได้ดูถูกเหยียดหยาม แต่เธอหัวเราะแบบตลกกับความขี้กลัวของวรรณสา แล้วเธอก็เล่าเรื่องของเธอให้ฟัง “น้องสารู้ไหม? ตอนที่พี่เห็นคุณนนท์ พี่ก็เป็นแบบนี้แหละ ไม่กล้าบอกออกไปว่า ‘ชอบ’ เพราะกลัวว่าคุณนนท์จะหวาดกลัวและหนีหน้าหายไป แต่วันหนึ่ง น้าก็ตัดสินใจสารภาพออกไปตรงๆ แล้วผลเป็นไงรู้ไหม? ก็เป็นเหมือนทุกวันนี้ คุณนนท์เองก็แอบชอบน้าเหมือนกัน น่าจะเหมือนกับน้องสานะ”
“ขอบคุณนะคะที่ช่วยให้กำลังใจ” วรรณสาหันมายิ้มให้กับณปภา “แต่พันคงเห็นหนูเป็นเพียงแค่เพื่อนสนิทเท่านั้นแหละค่ะ”
เธอใช้ผ้าเช็ดมือที่แห้งแล้วอย่างไร้ความหมายพลางถอนหายใจออกมา ฝ่ายณปภาเองก็แอบเชียร์เข้าข้างวรรณสาอยู่เช่นกัน เธอบอกให้วรรณสารีบบอกออกไปก่อน ก่อนที่จะไม่มีวันได้บอกอีกเลย
วรรณสาขึ้นบันไดมายังชั้นสอง ผ่านห้องพวกหนุ่มๆ ไป ท่าทางจะเล่นไพ่กันอีกแล้วเพราะได้ยินเสียงคุยกันดังลั่น เธอเลยค่อยๆ เดินเข้าไป แล้วแอบชะโงกหน้าดูภายในห้อง ก็เห็นพันธกรกำลังนั่งเล่นไพ่กันอยู่กับพวกของภัทร แล้วเธอก็ถอนหายใจ ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องนอนของตัวเองไป
วรรณสาเข้ามาในห้องนอน ทวินนาที่นั่งบนเตียง ไม่มีอะไรทำ ก็หันมาหาวรรณสาด้วยสายตาไม่ดี แต่วรรณสาไม่สนใจ เธอเดินไปเปิดลิ้นชักโต๊ะในห้อง พร้อมกับเอารูปถ่ายของพันธกรขึ้นมา เป็นรูปที่พันธกรถ่ายไว้กับปฏิคม และเธอเป็นคนถ่ายเอง
“เอ้า! กอดกันหน่อยสิจ๊ะ เป็นเพื่อนสนิทกันไม่ใช่เหรอ?” วรรณสาในตอนนั้นที่ถือกล้องอยู่ก็บอกให้พันธกรกับปฏิคมเข้ามาชิดๆ กัน แต่พันธกรกับปฏิคมออกจะเหมือนขยาดกันและกัน ทำเอาวรรณสาถึงกับต้องพูด
“น่า จะมาอะไรกันตอนนี้ กอดกันหน่อย แล้วสานับหนึ่งถึงสาม แล้วจะถ่ายละนะ” วรรณสาพูดออกมา พันธกรเลยต้องจำยอมเข้ามากอดเอวปฏิคมเอาไว้ ส่วนปฏิคมก็ฝืนยิ้มออกมา พอวรรณสานับหนึ่งถึงสาม เธอก็กดชัตเตอร์
วรรณสาในเวลาปัจจุบันมองรูปถ่ายใบนั้นแล้วก็ถอนหายใจออกมา ทวินนาที่ออกจะสงสัยว่าวรรณสาดูอะไรอยู่ ก็เลยเดินไปถาม แต่พอเธอเห็นรูปพันธกรคู่กับปฏิคม เธอก็โมโหขึ้นมาทันที
“เอามานี่นะ!” ทวินนาริบเอารูปของวรรณสาออกไป ทำเอาวรรณสาตกใจและจะขอคืน แต่ทวินนาไม่ให้ เธอจัดการฉีกรูปภาพนั้นออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ทำเอาวรรณสาอึ้งไปเลย ก่อนที่ความตกใจจะแปรเป็นความโกรธ
“พี่จะเอาอะไรกับสานักหนา!?” วรรณสาร้องออกมา “ทำไมต้องทำแบบนี้ด้วย?”
“ก็บอกแล้วไงว่าอย่าคิดเอาน้องพันไปได้” ทวินนาขยำเศษรูปและทิ้งลงพื้นพร้อมกับใช้เท้าเหยียบ วรรณสาเองก็เริ่มโมโหขึ้นมาแล้ว ขณะที่อัมพรกับกมลเฝ้ามองดูทั้งสองทะเลาะกัน แล้วกมลก็ลุกขึ้นมาหาทั้งทวินนาและวรรณสา
“น่า อย่าโกรธกันเลย ฉันว่า...” กมลจะพูดออกมา แต่ทวินนากลับหันมาตวาดใส่
“ไม่ต้องมายุ่งเลย น้องมล!” ทวินนาหันมาบอกกับกมล ทำเอากมลอึ้งไปเลย แล้วเธอก็หันไปหาวรรณสาต่อ “อย่าคิดนะว่าจะเอาน้องพันไปได้ง่ายๆ”
“นี่หนูเพิ่งรู้นะเนี่ยว่าพี่นาเป็นคนขี้อิจฉา” วรรณสาบอกออกมา “ถ้าพันจะเลือกสา แล้วจะทำไมล่ะ? พี่มาเกี่ยวอะไรด้วย?”
ทันใดนั้น ทวินนาก็เอาฝ่ามือตบหน้าวรรณสาจนเธอถึงกับหน้าหัน แต่ทวินนาตบไม่แรงเท่าไหร่ ทำเอาอัมพรกับกมลที่นั่งในห้องนั้นพากันตกใจ อัมพรถึงกับลุกขึ้นมาระงับศึกของทั้งสองคน
“เฮ้ยๆ พอได้แล้ว” อัมพรเข้ามาแยกระหว่างวรรณสากับทวินนา วรรณสาจ้องหน้าทวินนาอย่างไม่เข้าใจ ขณะที่ทวินนาเองก็ทำหน้าเหมือนกับว่า พลั้งมือทำอะไรลงไปก็ไม่รู้?
แล้ววรรณสาก็เดินก้าวฉับๆ ออกไปจากห้องทันทีทันใด อัมพรเลยถามทวินนา “ทำแต่เรื่องแบบนี้ก็มีแต่เสียกับเสีย แล้วพี่จะทำยังไง? ถ้าเกิดน้องสาเอาไปฟ้องน้องพันล่ะ?”
“ก็ช่างมันปะไร เพราะยังไงน้องพันก็ปฏิเสธพี่อยู่แล้ว” ทวินนาพูดออกมา ทำเอาอัมพรถึงกับตกใจ
“พี่นาบอกน้องพันไปแล้วเหรอว่าชอบ?” อัมพรถามจริงจัง ทวินนามองเศษรูปภาพของพันธกรและปฏิคมที่ตกกระจายอยู่บนพื้น ก่อนจะส่ายหน้าออกมา
“รู้สึกพี่จะทำเกินไปแล้ว” ทวินนาเพิ่งจะรู้ตัว อัมพรก็เลยบอกเหมือนกัน
“นั่นสิ พี่ทำเกินไปแล้ว เล่นไปตบหน้าน้องสาแบบนั้น” อัมพรพยายามปลอบใจทวินนา “นี่ ถ้าน้องพันเขาไม่เลือกพี่ พี่ก็ทำใจเสียเถอะ พรว่า...”
“อย่ามายุ่ง!!” ทวินนาพูดแล้วเดินออกจากห้องไปเลย อัมพรถึงกับถอนหายใจออกมา และหันมาบอกกับกมล
“เพิ่งรู้นะว่าพี่นาขี้อิจฉาขนาดนี้” อัมพรเอ่ยพลางแบมือทั้งสองข้างออกมา “ไม่คิดว่าเขาจะอารมณ์ร้ายพอๆ กันกับฉัน”
“อืม” กมลเองก็เห็นด้วย ฝ่ายทวินนา เธอไม่รู้หรอกว่าวรรณสาเอาเรื่องนี้ไปฟ้องพันธกรหรือเปล่า? แต่เธอไม่สนใจแล้ว เธอเดินปึงปังลงมาจากชั้นสอง ก็เจอณปภากำลังทำความสะอาดบ้านอยู่ ณปภาเห็นเธอเข้าก็ถามขึ้น
“อ้าว? น้องนา มีอะไรเหรอ?”
ทวินนามองณปภาแว่บเดียวแล้วก็เดินออกไปด้านนอกทันที ณปภาจะห้ามแต่ก็ไม่ทันแล้ว ทวินนาเดินมาจนถึงประตูบานเลื่อนทางเข้าออกอาณาเขต ก่อนจะยืนนิ่งๆ จนผู้เฝ้าสังเกตการณ์ศัตรูที่อยู่บนหอคอยทางด้านขวาต้องตะโกนถามลงมาว่าจะไปไหนกันตอนนี้?
เธอมองขึ้นไปแล้วก็ไม่ตอบ ก่อนจะเดินออกห่างจากประตู แล้วก็ตัดสินใจยังไม่กลับเข้าบ้านณปภา เธอออกเดินไปตามทางในหมู่บ้าน มีแสงไฟสว่างเปิดอยู่ทั่ว ทำให้บรรยากาศไม่ได้มืดและวังเวงเลย แต่ก็ไม่มีใครสักคนที่ออกมาจากบ้านตอนนี้ เธอเดินไปสักพักก็เผลอชนกับคนคนหนึ่งเข้า จนทวินนาถึงกับเซไปเลย
“โอ๊ย! ระวังหน่อยสิ” ทวินนาที่กำลังหงุดหงิดเป็นทุนเดิมก็เผลอตวาดออกไปเลย เธอเงยหน้าขึ้นมาก็พบว่าคนที่มาชนเธอเป็นเด็กหนุ่ม น่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่ท่าทางของเขาเหมือนจะหวาดกลัวทวินนา เขาเอ่ยออกมาเสียงสั่น
“ขะ ขอโทษครับ ผมเดินไม่ดูทางเอง” เด็กหนุ่มคนนั้นยกมือไหว้ขอโทษทวินนา ทำเอาทวินนาต้องรีบรับไหว้
“ไม่จำเป็นต้องไหว้ก็ได้ค่ะ แค่ขอโทษก็พอแล้ว” ทวินนาบอก แล้วเด็กหนุ่มคนนั้นก็มองหน้าเธอ ก่อนจะชี้นิ้วมาที่เธอ
“คุณเป็น...” เด็กหนุมคนนั้นถามขึ้นมา “เป็นหนึ่งในเด็กทหารม.ปลายนี่! ผมจำได้ ผมเคยเห็นคุณที่โรงเรียน ไม่ทราบคุณจำผมได้หรือเปล่า?”
“จะไปจำได้ยังไงล่ะ?” ทวินนาพูดออกมาอย่างอารมณ์ไม่ดี ฝ่ายเด็กหนุ่มก็เข้ามาจับมือเธอเลย ทำเอาเธอตกใจและกำลังจะต่อว่า แต่เด็กหนุ่มคนนั้นแนะนำตัวออกมาก่อน
“ผมชื่อชนินทร์นะ เรียกว่านินเฉยๆ ก็ได้” อีกฝ่ายแนะนำตัวออกมา “ผมเคยเห็นคุณนั่งทานข้าวคนเดียว นั่งอยู่คนเดียว คุณไม่มีเพื่อนเหรอ?”
“ก็ใช่สิ นิสัยฉันมันไม่ดี” ทวินนาว่าอย่างประชดตัวเอง แต่อีกฝ่ายหรืออีกชื่อคือชนินทร์กลับบอกออกมาอีกอย่าง
“ผมไม่เชื่อหรอก” เขาบอก “เมื่อวันก่อนผมยังเห็นคุณให้อาหารแมวอยู่เลย ถ้านิสัยไม่ดีจริง ไม่มีทางทำแบบนั้นหรอกครับ”
ทวินนาถึงกับเงยหน้าขึ้นมามองชนินทร์ แล้วเธอก็จำได้ว่าหลายวันก่อน เธอให้อาหารแมวจรจัดในอาณาเขตไปจริงๆ ด้วย แล้วชนินทร์มองเห็นหรือ?
“ฉันนิสัยไม่ดีหรอก ขี้อิจฉา” ทวินนายังคงพูด แต่ชนินทร์ส่ายหน้า
“ผมก็พอดูคนเป็นน่า” ท่าทางเขาดูเป็นกันเองมากขึ้น ต่างจากเมื่อกี้ “คุณไม่ใช่คนไม่ดีหรอก ผมรู้”
ทวินนาถึงกับหันขวับมามองเขา ฝ่ายชนินทร์ก็ยิ้มให้เธอ แล้วเขาก็บอกว่าเขาอยู่ม.หกทับห้า ทวินนาก็บอกไปว่าเธออยู่ม.หกทับหนึ่ง
“โอ้โห แสดงว่าต้องเรียนเก่งแน่เลย แบบเนี้ย ถึงอยู่ห้องหนึ่ง” ชนินทร์ว่าออกมา แต่ทวินนาส่ายหน้าออกมา
“ไม่ได้เก่งอะไรหรอกค่ะ แค่เดินดุ่มๆ เข้าไปในห้องเลย” เธอบอก “แต่ก็อย่างที่บอก ห้องหนึ่งมีแต่คนเรียนเก่งจริงๆ นั่นแหละ”
“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ คุณ...” ชนินทร์จะเรียกชื่อเธอแต่ก็ไม่รู้ ทวินนาเลยบอกชื่อตัวเองออกไป
“ชื่อทวินนาเหรอครับ?” ชนินทร์ยิ้มให้เธอ “ชื่อเพราะใช้ได้นะ”
ทวินนามองเขาอีกครั้งหนึ่ง ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอกับเขาต้องมายืนคุยกันตรงนี้? เธอก็เลยขอตัวกลับบ้านณปภาไป ฝ่ายชนินทร์ก็โบกมือลาแล้วก็บอกเสียงดัง
“ไว้เจอกันพรุ่งนี้ที่โรงเรียนนะครับ คุณนา”
ทวินนาถึงกับหันมามองชนินทร์ ก็พบว่าเขาวิ่งออกไปแล้ว และหายไปจากซอย ทวินนาส่ายหน้าออกมา ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในบ้านของณปภา