เพลิงอสูรกลืนสวรรค์

    บทที่ 55 ประหลาดใจ

    หลินตงทุบโต๊ะเบาๆ เส้นเสียงพยายามจะตะคอก กลับแผ่วลงกลางคันโดยไม่รู้ตัว

    "นี่ เจ้าคิดว่ามันง่ายหรือ!"

    "ก็ไม่ง่ายนัก คราแรกข้าประเมินตนเองไว้สูง เมื่อได้พบทั้งบุตรและธิดาศักดิ์สิทธิ์ของแต่ละตระกูลแล้ว พวกนั้นย่อมมีฝีมือโดดเด่น บางคนย่อมเหนือกว่าข้า" ภาพร่างสตรีชุดม่วงผุดขึ้นในหัว

    "แล้วเจ้าจะเอาชนะได้อย่างไร"

    เขาวางถุงผ้ามิติลงบนโต๊ะ จานอาหารเบื้องหน้าถูกหลินตงกวาดมือเก็บเข้าแหวนมิติจนหมด

    หลินเย่กวาดมือลงบนโต๊ะที่ว่างเปล่า สิ่งของที่พกติดตัวมาตลอดปรากฏขึ้นเรียงราย ยันต์ระเบิดชั้นดีเจ็ดใบ โอสถฟื้นฟูปราณที่เหลืออยู่ในขวดสี่เม็ด ตำราเคล็ดกระบี่ไร้ลักษณ์ และเหรียญตราเหล็กจากท่านนายพล

    หลินตงจ้องมองของเบื้องหน้า กำปั้นแน่นจนข้อนิ้วขาว เหวี่ยงขึ้นเหนือหัวทำท่าจะทุบลงมา

    "เจ้ามีเพียงแค่นี้ คิดจะเหิมเกริมเอาชนะพวกนั้นหรือ!"

    เขายกมือป้องอย่างไว ท่าทางคุ้นชินราวกับเป็นเรื่องปกติ นางชี้นิ้วไปทั่วของเหล่านั้น

    "ไหนของวิเศษของเจ้า อาวุธชั้นดีสักชิ้นก็ยังไม่มี ยังคิดจะเอาชนะ" เสียงของนางแหลมขึ้น "หากเทียบกับอาวุธวิเศษของเหล่าเด็กพวกนั้น ของพวกนี้ไม่ต่างจากเศษขยะ"

    นางยืนขึ้นด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว ก่อนจะค่อยๆ นั่งลงบนเก้าอี้เช่นเดิม ถอนหายใจออกมาเบาๆ

    "เจ้ามีแผนว่าอย่างไร"

    "ข้าอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมของบททดสอบ" เขาหยุดไปนิดหนึ่ง "เมื่อช่วงเช้าท่านก็เห็นอานุภาพแรงระเบิดจากยันต์ของข้าแล้ว" นางก้มมองแผ่นยันต์ที่วางอยู่

    "มันรุนแรงชนิดทำร้ายพวกเจียงซือหุ่นศพให้ล้มตายในทีเดียวได้"

    นางพอเข้าใจ ในสนามแข่ง คนที่ไม่ละสายตาจากหลินเย่เลยก็คือนาง ทุกการกระทำถูกนางจ้องมองตลอด ยามเมื่อเขาใช้ยันต์เอาชนะจ้างเหอ นางเองก็แปลกใจไม่น้อยที่อานุภาพรุนแรงกว่ายันต์ทั่วไป ไม่มากนัก พอสังเกตได้

    สายตาของนางเลื่อนลงไปจับที่ลายเลือดบนยันต์เหล่านั้น

    "นี่ เจ้าเขียนมันด้วยวิชาอักษรโลหิตเก้าดาราหรือ" เขาพยักหน้า

    "ไม่ใช่ว่าตำราเล่มนั้นโดนเหม่ยหลินยึดคืนไปแล้วหรือ"

    เขาดึงตำราเล่มหนึ่งออกจากถุงมิติวางลงเบื้องหน้านาง อักษรโลหิตเก้าดาราฉบับคัดลอก

    "นี่... เจ้าเขียนมันขึ้นมาใหม่ทั้งหมด"

    นางเปิดอ่านทีละหน้า คิ้วขมวดแน่นขึ้นทุกหน้าที่พลิก แม้ไม่เคยอ่านต้นฉบับ เนื้อหาที่เขียนบนหนังสือเล่มนี้กลับไม่ผิดแม้แต่ตัวเดียว เรียบเรียงถูกต้องทุกบรรทัด

    "ข้าแค่พอจะจำได้"

    "นี่เรียกว่าพอจำได้หรือ" นางวางตำราลงเสียงดัง "เรียกให้ถูกคงเป็นวางทับเสียมากกว่า"

    นางมองหน้าหลินเย่อีกครั้ง สีหน้าเต็มไปด้วยความตกอกตกใจ ส่วนเขาได้แต่ทำหน้าสงสัยตอบกลับ

    "เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้ามีความสามารถอะไรอยู่กับตัวอีก"

    เขาเกาหัว ไม่ค่อยเข้าใจ หลินตงไม่ตอบ นางลุกขึ้นจากเก้าอี้ ชักดาบออกจากฝัก

    "ดูให้ดีๆ"

    สองเท้าของนางสลับก้าวซ้ายขวาในห้องสี่เหลี่ยมอันคับแคบ อาศัยการบิดหมุนช่วงเอวและพลิกแพลงท่วงท่าเพื่อหลบหลีกข้อจำกัดของพื้นที่

    พลัน ดาบยาวถูกตวัดออกเป็นวงกว้าง ประกายเงินวาววับตัดผ่านความสลัว สาดสะท้อนกระทบผนังทั้งสี่ด้านจนเกิดเป็นเงาวูบวาบ เสียงคมดาบกรีดแหวกอากาศดังก้อง ระลอกลมดาบเฉียบคมพัดจนฝุ่นละอองบนพื้นปลิวว่อน

    ทุกท่วงท่าแฝงจิตสังหารเยือกเย็น กระนั้นก็ถูกควบคุมไว้แน่นหนา คมดาบตวัดเฉียดขอบโต๊ะและผนังไปเพียงเส้นผมโดยไม่สร้างรอยขีดข่วนแม้แต่น้อย

    ปลายดาบชี้ตรงตระหง่าน เงาร่างของนางกับดาบหลอมรวมเข้าด้วยกันภายใต้พื้นที่เล็กๆ นั้น นางเก็บดาบเข้าฝัก

    "เจ้าเห็นมันดีหรือไม่"

    เขาพยักหน้าเบาๆ นางโยนมีดเล่มเล็กที่ข้อแขนให้ เขารับมันมาด้วยความประหลาดใจ

    "ไหน เจ้าลองแสดงกระบวนท่าเมื่อครู่ให้ข้าดู"

    เขาเริ่มเข้าใจว่านางอยากทดสอบสิ่งใด จึงเดินหาพื้นที่โล่งพอเหมาะ ภาพกระบวนท่าของนางเมื่อครู่ฉายซ้อนทับอยู่ในหัว ชัดเจนราวกับมีร่างของนางมาร่ายรำกระบวนดาบอยู่ข้างๆ

    ก้าวแรก สลับซ้ายขวาในจังหวะเดียวกับที่นางทำเมื่อครู่ มีดสั้นถูกตวัดออกเป็นวงกว้าง คมมีดกรีดแหวกอากาศดังก้อง ระลอกลมเฉียบคมพัดจนฝุ่นปลิวว่อน

    หลินตงที่ยืนดูอยู่ข้างผนัง มือที่กอดอกค่อยๆ คลายออกโดยไม่รู้ตัว

    ท่าที่สอง บิดเอวหมุน มีดตวัดเฉียดขอบโต๊ะในมุมเดียวกับที่ดาบของนางผ่านไปก่อนหน้า ไม่ขาด ไม่เกิน ฝีเท้ากลับตัวในพื้นที่แคบโดยไม่สะดุด ริมฝีปากของนางเผยอออกเล็กน้อย

    ท่าสุดท้าย คมมีดพลิกกลับตวัดขึ้นแล้วหยุดนิ่ง ปลายชี้ตรงตระหง่านในตำแหน่งเดียวกับที่ปลายดาบของนางจบลงเมื่อครู่ ทุกองศาถูกวางทับแบบเดิม ราวกับภาพสะท้อนในกระจกที่เปลี่ยนเพียงอาวุธในมือ

    ดวงตาของหลินตงเบิกกว้าง นางรีบก้าวมาจับแขนเขาไว้ทั้งสองข้าง

    "นี่ เจ้าทำได้ถึงขั้นนี้เลย!"

    แม้เขาเคยบอกกับนางว่าตนจดจำการเคลื่อนไหว สัมผัส การเหวี่ยง และแรง ได้ นั่นยังพออยู่ในสามัญสำนึกของคนที่เรียนรู้เพื่อเอาชนะศัตรู สิ่งที่นางเห็นเมื่อครู่กลับหลุดออกจากสามัญสำนึกทั่วไปไปไกล ไม่ใช่การเรียนรู้เพื่อเอาชนะ หากเป็นการคัดลอกวางทับสิ่งที่ผู้อื่นมี

    นางมองไปที่ตำราอักษรโลหิตเก้าดาราอีกครั้ง ส่วนหลินเย่มีเพียงใบหน้าสงสัย ไม่เคยรับรู้เลยว่าสิ่งที่ตนมีนั้นเหนือกว่าคนทั่วไป คิดมาตลอดว่าใครๆ ก็ทำได้เช่นกัน

    "ทั้งหมดนี่ ทั้งวิชาโลหิตเก้าดารา ทั้งวิชากระบี่ใบไม้ปลิว" นางหยุดไปครู่หนึ่ง

    "เจ้าแค่ จำ พวกมัน ใช่หรือไม่" เขาพยักหน้า

    ทุกสิ่งที่ผ่านสายตา สำหรับเขาเป็นภาพจำที่ถูกเก็บเข้าสู่ส่วนลึกที่สุดของสมอง หากตั้งใจมองจะจดจำได้ทุกระเบียดนิ้ว หากมองเพียงชั่วครู่ก็จดรายละเอียดพื้นฐานไว้ได้ ด้วยนิสัยระแวดระวัง ทุกใบหน้าที่เดินผ่าน ทุกสายตาที่กวาดมาเพียงชั่วอึดใจ ล้วนถูกเก็บเอาไว้ เผื่อว่าหนึ่งในใบหน้าเหล่านั้นจะเป็นภัยแก่ตนในภายหน้า

    หลินตงนั่งยองลง วันนี้มีหลายสิ่งที่นางรับรู้มามากจนสมองหมุนตามไม่ทัน เรื่องทั้งหมดของหลินเย่ที่ฟังมา นางไม่แปลกใจเลยสักนิดหากจะมีคนหมายเอาชีวิต หรือมีคนที่หมายจะนำยอดเพชรเม็ดนี้ไปขัดเกลาต่อ

    "ถึงข้าจะเลียนแบบหรือจดจำสิ่งที่เห็นได้" เขาพูดต่อขณะที่นางยังนั่งยองอยู่

    "ทว่าวิชายุทธ์นั้นต่างออกไป เส้นทางการขับเคลื่อนปราณเพื่อออกวรยุทธ์ ข้าเคลื่อนตามที่เห็นแล้วกลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น" หลินตงเงยหน้าขึ้นรับฟัง

    "ก่อนหน้านี้ข้าพยายามลองใช้กระบี่ใบไม้ปลิวของตระกูลหลินหลายครั้ง ไม่มีครั้งไหนที่ถ่ายเทลมปราณได้แบบเดียวกับจวิ้นเฉิง แม้ท่วงท่าจะถูกต้องตามแบบฉบับก็ตาม หากหลังจากใช้พฤกษาฟื้นคืนแล้ว เหมือนเส้นลมปราณบางสายในร่างถูกเปิดออก พอลองใช้อีกคราก็สำเร็จ"

    นางลุกขึ้น ใช้นิ้วจิ้มไปที่ส่วนท้องของเขา

    "เจ้าสัมผัสแก่นปราณในตันเถียนของเจ้าเป็นเช่นไร" เขาหลับตาสัมผัส

    "คล้ายก้อนกลมๆ ที่มีสายน้ำไหลเข้าและไหลออกจากแกนกลางขอรับ"

    "สิ่งนี้เรียกว่า แก่นพลังต้นกำเนิด" นางกล่าว

    "คือจุดตั้งต้นของการฝึกยุทธ์ เป็นทั้งที่กักเก็บและที่ปลดปล่อย หากวิชาของเจ้าไม่สอดคล้องกับแก่นพลังต้นกำเนิดในร่าง เจ้าย่อมดึงพลังปราณมาใช้กับวิชานั้นไม่ได้" เขาก้มลงมองที่ตันเถียนของตัวเอง

    "เช่นนั้นหมายถึงข้ามีแก่นพลังต้นกำเนิดแบบเดียวกับจวิ้นเฉิงหรือขอรับ"

    "เรื่องนั้นก็บอกไม่ถูก" นางเว้นจังหวะ "หากเจ้าเลียนแบบและใช้ได้ตั้งแต่คราแรก ย่อมมีแบบเดียวกัน ทว่าที่เจ้าบอกข้า คือเจ้าใช้ได้ หลังจากนั้น"

    "หมายถึง..."

    "แก่นพลังต้นกำเนิดของเจ้าไม่ได้มีเพียงอย่างเดียว"

    สีหน้าของเขานิ่งเงียบลง ความวิเศษเบื้องหน้าเริ่มลอยขึ้นมาในหัว หลินตงมองหน้าน้องของตนแล้วรู้ทันทีว่ากำลังหลงอยู่ในความตื่นเต้น นางจึงรีบพูดปัดออก

    "ไม่ใช่เรื่องวิเศษอะไร คนปกติทั่วไปก็มีถมไป"

    "ทว่าเมื่อถึงเวลา เจ้าต้องไปตรวจสอบให้แน่ใจว่าแก่นพลังต้นกำเนิดของเจ้าคืออะไร เพื่อบอกถึงเส้นทางการฝึกยุทธ์ในอนาคต"

    "เหตุใดคนในตระกูลจึงไม่ได้รับการตรวจสอบตั้งแต่ต้น"

    "ค่าใช้จ่ายสูง"

    "เด็กเป็นร้อยคน หากนำไปตรวจสอบทั้งหมด เจ้าคิดเช่นไร การตรวจสอบหนึ่งครั้งมีค่าเท่ากับห้าเหรียญทอง"

    ตัวเลขนั้นหนักอึ้ง ด้วยราคาเช่นนั้น ตระกูลจึงเลือกให้เด็กร่ำเรียนวิชายุทธ์พื้นฐานที่ไม่ต้องพึ่งพาแก่นพลังต้นกำเนิด เขาพอเข้าใจแล้วว่าเหตุใดวิชาในหอคัมภีร์ตระกูลหลินจึงดูธรรมดา เมื่อเทียบกับบุตรศักดิ์สิทธิ์อย่างจวิ้นเฉิงที่รับรู้แก่นพลังของตนและถูกยัดวิชาเฉพาะให้จนอิ่มหนำ

    หลินตงนั่งลงบนเก้าอี้อีกครั้ง ถอนหายใจเบาๆ

    "เรื่องนั้นไม่สำคัญตอนนี้ แค่รู้ว่าเจ้ามีความสามารถเหนือสามัญสำนึก ข้าก็เวียนหัวจะตายแล้ว"

    "หากประเมินความสามารถของเจ้าตอนนี้กับพวกสิบอันดับแรกบนหัวตาราง" นางเอนหลังพิง "ข้าคิดว่าเจ้าพอไหว ถึงจะลำบากอยู่บ้าง"

    เขาพยักหน้า ตัวเองก็คิดตรงกัน พอสู้ไหวหากเป็นตัวต่อตัว ยังพอใช้เล่ห์เหลี่ยมเอาชนะได้บ้าง อย่างน้อยก็พอจับจุดอ่อนได้

    "หากนั่นเป็นการต่อสู้หนึ่งต่อหนึ่ง" สีหน้าของนางพลันจริงจัง

    "ทว่าบททดสอบหลังจากนี้ เจ้าต้องเข้าไปยังถ้ำสวรรค์ฝูตี้"

    "บททดสอบสุดท้ายคือการเก็บคะแนนจากถ้ำสวรรค์ฝูตี้ สมบัติ สัตว์อสูร สมุนไพร ทุกสิ่งทุกอย่างในนั้นจะถูกนับเป็นคะแนน มีเวลาจำกัด"

    นางเว้นจังหวะให้เรื่องนั้นซึมลงไปในหัวของเขา

    "อันดับของบททดสอบสุดท้ายจะวัดกัน ณ ที่นั่น เช่นนั้นแล้ว สิ่งที่เจ้าต้องเผชิญไม่ใช่การต่อสู้หนึ่งต่อหนึ่งอีกต่อไป หากเป็นเด็กที่ผ่านเข้ารอบมาทั้งร้อยยี่สิบเจ็ดคน"

    เขากลืนน้ำลายลงไปหนึ่งอึก สนามแข่งขันต่อไปคือการปะทะกันโดยไม่จำกัดว่าผู้ใดจะเข้าปะทะกับใคร เพื่อแย่งชิงคะแนนย่อมเกิดการปะทะ หรือไม่ก็เกิดการจับกลุ่มกัน

    "เจ้ามีเรื่องกับตระกูลมู่ แถมยังโดนเพ่งเล็งจากสำนักดารา" นางยกมือขึ้นนับนิ้ว

    "จะทำเช่นไร"

    เขายืนอ้ำอึ้ง หากมู่หว่านหรงต้องการชำระหนี้ค้าง ช่วงบททดสอบสุดท้ายย่อมเหมาะสมที่สุด จากท่าทีของนางที่ไม่ต่างจากนกยูงรำแพน คงมีบุรุษเดินตามต้อยๆ เพื่อหวังพิชิตใจ หากต้องรับมือทั้งนางและบุรุษข้างกาย ย่อมเป็นเรื่องยาก

    กู้หมิงก็อีกคน ยังไม่มั่นใจว่านางจะรอดพ้นจากการสืบสวนเรื่องจ้างเหอหรือไม่ หากนางรอด คนที่จะถูกเพ่งเล็งเป็นคนแรกคงเป็นเขา

    เขากดมือลงบนขอบโต๊ะ สีหน้าบึ้งตึงกว่าเก่า หากต้องการเข้าสำนักย่อมต้องติดห้าสิบอันดับแรก เพียงแค่เก็บคะแนนและหลบซ่อนคงพอมีหนทาง หากอยากติดหนึ่งในห้าของรุ่น ย่อมต้องเป็นคนที่โดดเด่นที่สุดจนทำคะแนนไม่ให้ผู้ใดไล่ทัน นั่นก็หมายถึงการถูกจับตาจากทุกทิศเช่นกัน

    "ดูเหมือนข้าจะตายจริงๆ แล้วละ พี่ตง"

    "จะตายบ้าบออะไรกัน!"

    มือของนางเหวี่ยงขึ้นทำท่าจะทุบ กลับปาดลงบนโต๊ะแทน แสงวาบจากแหวนมิติ สิ่งของหลากหลายชนิดปรากฏเรียงรายให้น้องชายได้เลือกสรร

    ของเหล่านั้นไม่ได้หรูหรา เป็นเพียงยุทธภัณฑ์พื้นฐานสำหรับการเริ่มต้นเดินทาง ขวดยาเคลือบดินเผาสีหม่น ถุงผ้าใส่หินปราณระดับต่ำสองสามก้อน ม้วนตำราเก่าๆ ที่ขอบเริ่มหลุดลุ่ย

    นางปาดมือลงบนโต๊ะอีกครั้ง แสงสลัววูบหนึ่ง

    เกราะเหล็กตัวหนาเตอะสีดำทึมวางตระหง่านเป็นชิ้นสุดท้าย ผิวโลหะมีรอยฟันดาบขีดข่วนพาดทแยงตรงหน้าอก ลึกพอจะบอกว่าครั้งหนึ่งมันเคยรับคมกระบี่แทนเจ้าของ

    "หากมีสิ่งของเหล่านี้ บางทีอาจช่วยให้เจ้าพลิกสถานการณ์ได้บ้าง" นิ้วแตะลงบนรอยฟันดาบที่ผิวเกราะ เย็นเข้ากระดูก

    คล้ายกับเรื่องเพลิงอสูรกลืนสวรรค์ ที่คุณอ่าน