เทพมังกรครองพิภพไซอิ๋ว

    ตอนที่ 58 ศูนย์รวมพลังค่ายกล

             

            “วิชาหมัดอสรพิษ——คลื่นพันชั่ง!”

             

            ตูมตูมตูม!

             

            ภายในความทรงจำของฮวานอวิ๋นกลับมีศิลปะการต่อสู้ที่ทางโลกมักใช้กันอยู่น้อยเป็นอย่างยิ่งวิชาหมัดแขนงนี้ก็ถือได้ว่าเป็นวิชาที่แข็งแกร่งที่สุดกันแล้วอีกทั้งยังเป็นวิชาที่สามารถโจมตีเป็นหมู่ได้ในเวลาเดียวกันก็ถือได้ว่าเป็นเคล็ดวิชาที่มีความเหมาะสมมากที่สุดแล้ว

             

            เจวี๋ยหวู่หมิงที่ฉวยโอกาสเพียงแค่ช่วงแสงไฟแลบผ่านพลังแห่งกลิ่นอายเลือดที่สลับซับซ้อนอย่างไร้ที่เปรียบซึ่งเกิดจากพลังลมปราณเย็นเยือกพลันระเบิดเป็นพลังกรรโชกรุนแรงพริบตานั้นพลันเกิดเป็นพลังหมัดแผ่ซ่านออกมานับร้อยพันเกิดเป็นเสียงระเบิดดังตูมตามออกมา

             

            หมัดที่แฝงไว้ด้วยความหนักหน่วงกว่าพันชั่งจนเกิดเป็นคลื่นแรงปะทะกันออกมา รุนแรงหนักหน่วงดั่งขุนเขาเกิดเป็นพลังหมัดที่แฝงเร้นเอาไว้ด้วยรังสีอำมหิต!

             

            เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียวพลันก่อเกิดเป็นพลังหมัดประทับขึ้นทั่วทั้งฟ้าดิน ดุจดั่งดอกธนูหลุดจากแล่งเข้าปะทะกับสะเก็ดเพลิงไฟสายฟ้านับไม่ถ้วนไปอย่างพร้อมเพรียงกัน

             

            เปรี้ยงเปรี้ยงปังปัง! เปรี้ยงเปรี้ยงปังปัง!

             

            เมื่อผ่านไปได้หลายช่วงลมหายใจในระหว่างที่เกิดเป็นรอยประทับหมัดดุจดั่งคมเขี้ยวอสรพิษฝังคมเขี้ยว จนทำให้เพลิงไฟสายฟ้านับไม่ถ้วนถูกกลืนกินเข้าไป

             

            สะเก็ดเพลิงไฟสายฟ้าที่ถูกลบล้าง แตกดับสลายไปทีละจุดแต่ภายในยังแฝงเศษเสี้ยวของเพลิงไฟสายฟ้าผุดออกมาอยู่สาดและโถมเข้าหาร่างของเจวี๋ยหวู่หมิง

             

            เพียงแต่ในด้านของพลังทำลายที่หลงเหลืออยู่นั้นแทบจะไม่อาจทำอะไรเจวี๋ยหวู่หมิงได้นอกเสียจากสามารถเผาอาภรณ์ชั้นนอกไปได้จนแทบจะไม่หลงเหลือพลังทำลายที่เกิดจากพลังของสวรรค์ได้เลยแม้แต่น้อย

             

            บนร่างกายของเขาที่แดงฉาน เหมือนกับเทพสงครามมาจุติแววตาที่เฉียบคมดั่งสายฟ้าแลบ ก็หันไปเหม่อมองเมฆทัณฑ์ที่ครอบคลุมอยู่เต็มผืนฟ้า

             

            ในเวลานี้ เมฆทัณฑ์ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงกลับกรายเกิดเป็นทัณฑ์สายฟ้าสามสายไหลเวียนแล้วก่อเกิด

             

            “ขั้นผลิโอสถ โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีเมฆทัณฑ์เพียงสามระลอกนี่ย่อมสมควรที่จะเป็นระลอกสุดท้ายกันแล้วหากก้าวข้ามผ่านไปได้ก็จะสามารถสำเร็จสู่มหามรรคโอสถ ที่สามารถเทียบเทียมฟ้าไม่อย่างนั้นหากหมื่นทัณฑ์ไม่ฟื้นคืน ย่อมมีแต่สลายหายไปเหลือเพียงแค่ฝุ่น”

             

            ในระหว่างที่เจวี๋ยหวู่หมิงครุ่นคิดอยู่เพลิงไฟสายฟ้าอันรุนแรงก็พลันโถมเข้าใส่

             

            บรึมมมม!

             

            ในช่วงวินาทีนั้นเอง ฟ้าดินพลันกลายเป็นสีขาวโพลนภายในอาณาบริเวณกว่าพันลี้ ล้วนแต่กลายเป็นเพียงผลึกสีขาวโพลน

             

            หากย้อนกลับไปมองเมฆทัณฑ์แต่เมฆดำทมิฬที่ลอยท่วมท้นไปทั้งเมืองก็มิปาน กดทับลงมาจนต่ำเตี้ยเป็นอย่างยิ่งหากวัดจากพื้นกลับมีความสูงที่ไม่ได้น้อยไปกว่าหลายร้อยลี้เลยด้วยซ้ำ

             

            จนเกิดเป็นลมหายใจที่น่าเบื่อหน่ายที่เพียงพอจะทำให้รู้สึกน่ารำคาญใจขึ้นมา

             

            ครืนครืนครืนนนน

             

            เปลวเพลิงที่พุ่งลงมาแต่ละดวง ทั้งกระชั้นชิดแล้วก็มั่นคงในทุกวงล้วนแล้วแต่มีขนาดใหญ่เท่าชามข้าวถ้วยหนึ่งที่ด้านบนยังรายล้อมเอาไว้ด้วยอักขระโองการดั่งเกสรพฤกษา

             

            หากจะถกถึงวิถีแห่งอัสนีอัคคี แต่เดิมก็มีพลังในการทำลายล้างในตัวเองกันอยู่แล้ว

             

            ทัณฑ์อัคคีอสนีแต่ละระลอกที่เพิ่มขึ้นที่มีแต่จะยิ่งรุนแรงมากยิ่งขึ้นจนเกิดเป็นความรุนแรงที่น่าพิศวง

             

            “นี่ถือเป็นระลอกสุดท้ายแล้ว ยังไงก็มีแต่ต้องเข้าทำลายปราณเทวะอัสนีอัคคีให้ได้”

             

            เจวี๋ยหวู่หมิงพลันเกิดอาการแตกตื่นตกใจแล้วพลันหยิบยกจิตสมาธินับหมื่นขึ้นมา

             

            พลังทำลายปราณเทวะเพลิงไฟสายฟ้า

             

            รวมไปจนถึงหลังจากที่บ่มเพาะพลังสายฟ้าจนถึงขีดสุดไปแล้วยังถึงกับสามารถแฝงเอาไว้ด้วยพลังทำลายอันน่าสะพรึงกลัวของเปลวเพลิงชนิดหนึ่งออกมาได้ทันทีที่พบเจอกับวิกฤติเปลวไฟ หากไม่ตายก็คงจะเลี้ยงไม่โตแล้ว

             

            หากว่าใช้ร่างเดิมเข้าไปต่อกรนั่นก็ไม่ถือเป็นอะไรกันอยู่แล้วทมิฬพิฆาตอัคคีแท้ถึงยังไงก็มีชัยเหนือกว่าพลังทำลายปราณเทวะเพลิงไฟสายฟ้าอยู่ขุมหนึ่งกันอยู่แล้ว

             

            แต่ทว่าหากมองจากในตอนนี้เขาที่ใช้เพียงกายหยาบร่างมนุษย์ในระดับขั้นผลิโอสถเข้าต่อกรยังคงมีแต่ต้องระวังยิ่งขึ้น รอบคอบมากยิ่งกว่า

             

            ในระหว่างที่พูดอยู่ ท่ามกลางมิติอันเวิ้งว้างก็เกิดพลังทำลายล้างกระจายออกมา จนเกินเป็นแสงระยิบระยับผุดขึ้น

             

            จากบนลงล่างด้วยตัวเอง ทั้งเบาและเบาแม้นจะดูไม่สมบูรณ์แต่ก็เกิดผลสูงสุด ผ่องขาวดุจหยกใสและยังมีเสียงของกระดิ่งผุดออกมา

             

            กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง……

             

            เจวี๋ยหวู่หมิงละสายตาหันไปมอง ไม่ใช่แค่เพียงอัสนีอัคคีในทางกลับกันกลับเป็นเหมือนกับดอกดวงน้ำแข็งที่สุดแสนบริสุทธิ์ ที่ทั้งขึ้นทั้งลงจนเกิดเป็นสัมผัสอันงดงามชนิดหนึ่งที่ไม่อาจสัมผัสได้

             

            ครืนครืนครืน

             

            สะเก็ดดอกไม้ไฟที่ทั้งหนาและเบาบางอีกทั้งยังสาดเป็นประกายระยิบระยับ ขยายปริมาณออกมาอีกหลายพัน

             

            พลังทำลายปราณเทวะเพลิงไฟสายฟ้าภายในยังแฝงเอาไว้ด้วยพลังสภาวะที่น่าสะพรึงกลัวและงดงามอย่างถึงที่สุดเอาไว้

             

            ผู้ทำลายวิญญาณ ลบล้างจิตวิญญาณจนสัมผัสได้ถึงดวงจิตวิญญาณที่กระจายตัวกันออกไป

             

            หนึ่งนั่นที่เหมือนดั่งคลื่นเมฆา ทันทีที่ลบล้างออกแม้กระทั่งผีสางดวงวิญญาณก็ยังยากที่จะหลีกหนี

             

            ถึงแม้จะเป็นครั้งแรกที่เจวี๋ยหวู่หมิงพบพานกับเปลวเพลิงที่ทรงอำนาจเช่นนี้แต่ก็ยังสัมผัสได้ ว่าสิ่งนี้จะต้องแฝงเอาไว้ด้วยพลังที่น่าหวาดกลัวกันเลยทีเดียว

             

            “กระสุนพันไข่มุก!”

             

            เจวี๋ยหวู่หมิงพลันเกิดความคิดขึ้นวูบพร้อมกับมาตรการรับมือ โดยแสดงเคล็ดบนนิ้วมือแผ่ซ่านพลังลมปราณออกมาจากทั่วทั้งร่าง จนก่อเกิดเป็นอักขระโองการสีครามสายหนึ่ง

             

            อักขระโองการสีครามลอยล่องอยู่ท่ามกลางอากาศ สูงขึ้นเป็นฉากๆ ขึ้นรับกับทางด้านบน

             

            เปรี้ยง!

             

            ในระหว่างที่ยังลอยอยู่ท่ามกลางอากาศทันใดนั้นก็พลันเกิดเป็นแรงระเบิดขึ้นอย่างกะทันหันจนเกิดเป็นสะเก็ดน้ำดุจไข่มุกนับร้อยพัน

             

            ไข่มุกวารีทุกหยดล้วนแต่แฝงเร้นเอาไว้ด้วยพลังลมปราณในการกัดกร่อนอย่างถึงขีดสุดหากเป็นประกายแสงโดยทั่วไป แทบจะไม่อาจเทียบกันได้เลย

             

            บรึมมมม!

             

            ช่วงวินาทีที่พลังทำลายแสงสีขาวจากปราณเทวะเพลิงไฟสายฟ้าปะทะเข้ากับปราณไข่มุกวารีเยือกแข็งทันทีที่ปะทะกันพลันเกิดเป็นสภาวะอันรุนแรงแผ่ซ่านออกมา จนระเบิดขึ้นเป็นระลอกก่อเกิดเป็นพลังอันมหาศาลจากการทำลายล้างในทุกจุดจนเหมือนกับไม่ได้เป็นพลังที่ระเบิดมาจากผู้บำเพ็ญระดับผนึกรากฐานช่วงต้นเลยด้วยซ้ำ

             

            บรึมมม บรึมมม……

             

            แรงระเบิดหลายระลอกที่ดังมาจากด้านบนเวหา ได้เกิดเป็นพลังเกลียวคลื่นทีละวงจนคล้ายกับแรงยุบตัวของมิติอากาศจนราวกับว่ากำลังดูดซึ่งทุกอย่างทั้งหมดที่อยู่โดยรอบไปจนหมดสิ้น

             

            ประกายแสงนับร้อยพันที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวมันนั้นเรียกได้ว่าเป็นที่แสบนัยน์ตาอย่างยิ่งยวดและยากที่จะเชื่อได้ว่าจะเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้

             

            เพียงแค่พลังทำลายปราณเทวะเพลิงไฟสายฟ้าไม่ว่าจะมีมากแค่ไหนก็แทบจะไม่ได้เป็นคาถามนตราสักสายที่จะสามารถเข้ามาปกคลุมได้

             

            ราวกับว่าชั่วพริบตานั้นเปลวเพลิงที่เหลืออยู่นั้นก็พลันจุติกดดันเข้ามาจนถึงบนหัวของเจวี๋ยหวู่หมิง

             

            ในระหว่างที่เจวี๋ยหวู่หมิงกำลังรีบร้อนอยู่นั้นก็ทำได้แต่เพียงปลดปล่อยพลังลมปราณสีครามออกมา เข้าทำการคุ้มครองร่างกายเอาไว้

             

            ทันใดนั้นเปลวเพลิงมากมายนับไม่ถ้วนล้วนแต่ได้ปกคลุมกันเข้ามาจนเกิดเป็นเสียงที่เกิดจากเปลวไฟดัง “เปรี้ยงเปรี้ยงเปรี้ยง” ลุกไหม้ขึ้นมาพลังลมปราณของเจวี๋ยหวู่หมิงเองก็ถูกบริโภคใช้ไปอย่างรวดเร็ว

             

            เพียงแค่การยืนหยัดไปได้สักพักก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่กินแรงสำหรับเจวี๋ยหวู่หมิงแล้วถึงกับต้องลอบกล่าวออกมาว่า :“ไม่ว่ายังไงก็ไม่อาจที่จะปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปได้อีกแล้ว ยังไงก็มีแต่ต้องทำลายให้สิ้นซากตั้งแต่ต้นตอจึงจะสามารถก้าวข้ามทัณฑ์ในครั้งนี้ได้”

             

            เมื่อคิดได้เช่นนี้เจวี๋ยหวู่หมิงก็ยิ่งรู้ได้ว่าควรจะทำยังไงกันต่อแล้ว

             

            แม้แต่ในยามนี้ทันใดนั้นเจวี๋ยหวู่หมิงก็ระเบิดเสียงร้องดังกึกก้องแล้วหันไปมองเมฆทัณฑ์สีดำทมิฬที่ลอยกดทับลงมาภายในแววตาพลันสาดเป็นประกายประหลาดออกมา

             

            ตลอดทั้งร่างที่อัดแน่นเต็มไปด้วยกระแสพลังอันร้อนระอุและตรงส่วนของร่างกายยังเกิดเป็นพลังที่คมชัดออกมาอีกชั้นทำให้เจวี๋ยหวู่หมิงดูไปแล้วเหมือนกับเทพสงครามผู้หนึ่งเลยก็ไม่ปาน

             

            สองหมัดของเขาถือเป็นศัสตราวุธซึ่งดีที่สุดเมื่อระเบิดพลังลมปราณออกมา ทั่วร่างที่เหมือนกับขยับวูบขึ้นมาพลันแปรเปลี่ยนจนเป็นประกายแสงสายหนึ่ง พุ่งเข้าสู่ความเวิ้งว้างทางด้านบนทัณฑ์สายฟ้าที่ถูกสร้างมาจากท่ามกลางหมู่เมฆกลุ่มนั้น

             

            ทันทีที่โถมเข้าใส่เมฆทัณฑ์เจวี๋ยหวู่หมิงยิ่งเป็นเหมือนกับอาบแช่อยู่ท่ามกลางทะเลอสนีบาตกลุ่มก้อนสายฟ้าอันคลุ้มคลั่งคล้ายกับกำลังจะทำให้เขาแตกระเบิดออก ลุกไหม้จนย่อยยับไปในที่สุด

             

            เขาเองก็ไม่กล้าชักช้ารีรอ ทำได้แค่กระตุ้นไหลเวียน《เคล็ดกายาหลอมโลหิต》ออกมาด้วยพลังทั้งหมดอาการบาดเจ็บในแต่ละครั้งที่เกิดกับร่างกาย จึงได้รับการฟื้นฟูภายใต้วงจรระหว่างทำลายและฟื้นฟูกลับทำให้เกิดเป็นพลังของการหล่อหลอมที่แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

             

            แต่เขาก็ไม่ได้ไปสนใจสิ่งเหล่านี้ เพียงแต่ปลดจิตปล่อยใจลอยล่องอยู่ท่ามกลางทะเลอสนีบาต เสาะหาศูนย์กลางแห่งทัณฑ์สายฟ้านั้นให้เจอโดยไว

             

            เมฆแห่งทัณฑ์สายฟ้าความจริงแล้วจะบอกว่าเป็นวิชาค่ายกลอีกแห่งขอเพียงสามารถหาศูนย์รวมพลังค่ายกลจนพบ ก็จะสามารถทำลายลงได้ในทันทีนั่นก็จะสามารถจบซึ่งทุกเรื่องกันได้แล้ว

             

            แต่ทว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกลับไม่ได้ง่ายดายเหมือนอย่างที่เขาได้คาดคิดเอาไว้เช่นนั้น

             

            จิตสำนึกบางส่วนที่คล้ายกับพึ่งจะหลุดลอยออกจากร่างภายใต้ท่ามกลางพลังสายอสนีบาตที่มีอยู่นับไม่ถ้วนพริบตานั้นล้วนแต่ถูกกวาดล้างไปอย่างสิ้นซาก

             

            โชคยังดีที่ก่อนหน้านี้เขาได้กลืนกินดวงวิญญาณอาฆาตเข้าไปในปริมาณมากมายมหาศาลจึงได้ทำให้สำนึกแข็งแกร่งขึ้นเป็นอย่างมากจึงค่อยสามารถคอยหนุนเสริมฝ่าฟันผ่านพ้นมาได้

             

            แต่ทว่าภายใต้สถานการณ์เช่นนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสามารถยืนหยัดต่อไปได้ไม่อย่างนั้นภายใต้ดวงจิตยังไงก็ต้องพบพานกับความสูญเสียที่พลิกฟ้าขึ้นได้อย่างแน่นอน

             

            “ภายในช่วงเวลาเพียงหนึ่งเคอจง ยังไงก็ต้องหาศูนย์รวมพลังค่ายกลเจอให้ได้ไม่อย่างนั้นแล้ว……”

             

            เจวี๋ยหวู่หมิงขมวดคิ้วเล็กน้อย พร้อมกับทำการประเมินออกมา

            .

            .

            .

    คล้ายกับเรื่องเทพมังกรครองพิภพไซอิ๋ว ที่คุณอ่าน