แหวนมิติ

    ตอนที่38 สเต็กสีม่วง



    หลางหลินนำมีดเล่มใหม่ออกมาจากแหวนมิติ มีดเล่มนี้เป็นมีดที่เขาซื้อไว้หั่นเนื้อจากอีกมิติโดยเฉพาะ ส่วนมีดขึ้นสนิมก็ยังใช้อยู่ แต่ไม่ได้เอามาหั่นเพราะมันสกปรก
    ฉับ! หลางหลินสับลงที่แขนของยักษ์ชาลี ตอนนี้ความแข็งแกร่งของร่างกายมีสามสิบกว่าหน่วย การสับลงบนแขนของยักษ์ชาลีจึงค่อนข้างง่าย
    เลือดสีม่วงของยักษ์ชาลีไหล พร้อมกับกลิ่นหอมฟุ้ง เหมือนกับบลูเบอร์รี่ นี่ก็ผ่านมาเป็นเดือนแล้วแต่ร่างกายของยักษ์ชาลีก็ไม่เน่า นั่นเพราะภายในแหวนมิติ ไม่มีการคงอยู่ของมิติเวลา เรียกได้ว่ามันเป็นพื้นที่สัมบูรณ์!
    หลางหลินนำร่างของยักษ์ชาลีกลับเข้าไปในแหวนมิติ ก่อนจะมองแขนขนาดใหญ่ของยักษ์ชาลีตรงหน้า
    "ไม่ว่ายังไง มันก็ดูไม่น่ากินจริงๆ" หลางหลินเริ่มใช้มีดกรีดแขนของยักษ์ชาลีเป็นทางยาว เพื่อดึงหนังออก ผิวหนังของยักษ์ชาลีมีขนเส้นเล็กๆ เหมือนกับมนุษย์ หากไม่จัดการแล้วกินเลยแบบนั้น มันดูน่าขนลุกเกินไป จึงต้องถลกหนังออกซะก่อน
    หลังจากถลกหนังออก หลางหลินก็ได้แขนสีม่วงเช่นเดิม มันเต็มไปด้วยเส้นเลือดใหญ่ แต่ก็ดูเงางามกว่าเก่าพร้อมกับกลิ่นหอมๆ ปะทะเข้าจมูก
    หลางหลินตัดมันเป็นชิ้นเล็กๆ เหมือนกับซาซิมิ หลังจากนั้นก็ล้างที่บ่อน้ำข้างๆ ก่อนจะมองมันครั้งสุดท้ายพลางถอนหายใจ
    "เอาล่ะ หวังว่ารสชาติของมันจะไม่แย่เกินไป" จริงๆ หลางหลินก็อยากกินสุขๆ นะ แต่อย่างไรก็ดี ตอนนี้สภาพเขาแย่มาก จำเป็นต้องฟื้นฟูพลังฉีและเลือดก่อน เขามองเนื้อบนมืออีกครั้งก่อนจะนำเข้าปาก
    เนื้อมันนุ่มและหวานมาก ทันทีที่กัดลงไปมันก็แตกกระจายภายในปาก ชายหนุ่มเคี้ยวและลืนลงกระเพาะ รู้สึกได้ถึงพละกำลังที่กำลังถูกฟื้นฟูนิดหน่อย แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น มันก็ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก
    "เนื้อนี้..รสชาติก็ไม่ได้แย่นัก แต่เมื่อนึกถึงรางของยักษ์ชาลีแล้ว มันก็ทำให้ฉันแทบอ้วกเลย" หลางหลินหั่นเนื้อบางๆ อีกชิ้นก่อนจะโยนเข้าปากและเคี้ยวอย่างรวดเร็ว
    เขากินไปสี่ถึงห้าชิ้นและนั่งฟื้นฟูสักพัก ก่อนจะหั่นมันเป็นก้อน ก้อนละ 1 กิโลกรัม 2 ก้อน
    "เนื้อของยักษ์ชาลีไม่ได้เพิ่มพลังจิตเหมือนกับสมองของมัน แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น มันก็ไม่ได้ไร้ประโยชน์ เนื้อของมันเต็มไปด้วยพลังงาน ถึงแม้มันจะเล็กน้อยแต่ก็ดีกว่าเนื้อสัตว์ธรรมดาบนโลกนี้" หลางหลินเก็บแขนและเนื้อที่หั่นเป็นก้อนก่อนจะลุกขึ้นปัดฝุ่นบนตัว
    "การกินดิบๆ มันก็อร่อยดีอยู่หรอก แต่ว่า...ฉันชอบกินสุกๆ มากกว่า" หลังจากที่ฟื้นฟูตัวเองได้ในระดับหนึ่ง หลางหลินก็เดินกลับบ้าน สิ่งแรกที่เขาทำคือไปหาจางเปาเพื่อให้ทำเนื้อ 2 กิโลกรัม
    และที่เขาต้องหั่นเนื้อเป็นก้อน เพราะหากเอามันมาแบบเป็นแขนเลย นั่นก็จะทำให้จางเปารู้ได้ทันทีว่านี่ ไม่ใช่เนื้อของสัตว์บนโลกนี้ และปัญหาก็จะตามมาอีก หลางหลินจึงเลือกที่จะหั่นมันมาเพื่อตัดปัญหานั้น
    "เปา ช่วยทำสเต็กเนื้อนี่ให้ฉันหน่อยสิ" หลางหลินเรียกจางเปาก่อนจะส่งเนื้อสองก้อนให้
    จางเปาเมื่อเห็นเนื้อก็รู้ได้เลยว่ามันไม่ใช่เนื้อธรรมดา จึงถามพร้อมกับกลืนน้ำลาย "บอสครับ จางเปาขอกินหนึ่งก้อนได้มั้ย?"
    "นายไม่สงสัยเหรอว่าเนื้อนี่คืออะไร?" หลางหลินลูบคาง ขณะมองสีหน้าของจางเปา จางเปาไม่เปลี่ยนสีหน้าเพียงแค่กลืนน้ำลายเท่านั้น ดูเหมือนว่านอกจากกินแล้ว จางเปาก็ไม่สนอย่างอื่นเลยว่าจะเป็นเนื้ออะไร
    "แล้วมันเป็นเนื้ออะไรล่ะครับบอส?"
    "เนี่ยเหรอ?....ความลับ นายแค่ทำมันตามที่ฉันสั่งก็พอแล้ว ส่วนเนื้ออีกก้อนเป็นของนาย" เขาตอบแบบปัดๆ
    "เข้าใจแล้วครับบอส" จางเปาเริ่มเข้าครัวเเละทำอาหาร จริงๆ แล้วเขาไม่สนหรอกว่ามันคือเนื้ออะไร ขอแค่มันอร่อยจะเนื้ออะไรก็ช่าง และบอสเองก็มีเรื่องไม่อยากให้รู้ หากพูดมากไปกว่านี้ก็กลัวอดกิน
    หลางหลินไม่ได้เสียดายเนื้อแค่นั้น เนื้อ 2 กิโลกรัมเขากินมันไม่หมดอยู่แล้ว และแน่นอนว่าต้องให้จางเปากินด้วย เพราะตัวตะกละนี้มีเหรอที่จะยืนเห็นเขากินอาหารคนเดียว มันต้องมาขอกินด้วยแน่เลย หลางหลินจึงได้เตรียมเนื้อไว้สองก้อน
    ชี่--! จางเปาหั่นเนื้อเป็นชิ้นบางกว่าเดิม เพราะเนื้อที่มีอยู่ก้อนละ 1 กิโลกรัม มันหนาเกินไปและอาจจะไม่สุกทั้งหมดได้ จากนั้นก็ย่างลงบนกระทะที่มีเนยอยู่ด้วย จางเปาไม่ถือว่าไร้สมอง เพราะฝีมือการทำอาหารของเขานั้นอร่อยเป็นอย่างมาก
    หลางหลินยืนมองด้านข้าง จางเปาไม่ได้ใส่อะไรเลยนอกจากเนย และหลางหลินก็ไม่พูดอะไร เพราะถึงจะไม่ได้ปรุงอะไร แต่เนื้อนี่ก็อร่อยอยู่แล้ว เพราะงั้นถึงไม่จำเป็นเลยที่จะต้องปรุงรสมากไปกว่านี้
    มิ้ว--!กระต่ายน้อยวิ่งมาพร้อมกับมองไปยังอาหารที่กำลังทำ "กลิ่นหอมนี้มาจากที่มนุษย์หน้าโง่ร่างยักษ์นี่เป็นคนทำ?"
    หลางหลินเห็นมันมา จึงอุ้มมันขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม "เป็นไง ได้กลิ่นหอมล่ะสิถึงมา แกนี่กินและนอนจนจะเป็นหมูแล้วนะ นี่ออกกำลังกายบ้างหรือเปล่า?"
    มิ้ว-! กระต่ายน้อยเชิดหน้า "กระต่ายน้อยเป็นเด็ก เป็นเด็กก็ต้องกินและนอนสิ! ส่วนเจ้าแค่ทำอาหารให้กระต่ายน้อยกินก็พอแล้ว"
    "เอาล่ะไปรอที่โต๊ะกันดีกว่า" หลางหลินเกาคางกระต่ายน้อยก่อนจะพูดบอกจางเปา "เปา นายช่วยหั่นเนื้อเป็นชิ้นเล็กๆ ให้กระต่ายน้อยด้วยนะ"
    "เข้าใจแล้วครับบอส"
    ไม่นานนักเนื้อสเต็กสีม่วงก็เสร็จ กลิ่นของมันหอมเป็นอย่างมาก ถึงแม้จะไม่มีอะไรเลยนอกจากเนยที่ใส่ลงไป แต่รสชาติของมันต้องวิเศษแน่! หากมันอยู่บนภัตตาคารอาหาร มันจะต้องเป็นอาหารที่มีราคาแพงที่สุด!
    ไม่มีใครพูดเพียงมองไปที่เนื้อบนจานเท่านั้น หลางหลินหันมามองจานเล็กๆ ของกระต่ายน้อยก่อนจะเทน้ำเย็นใส่ลงไปบนจานสเต็ก
    มิ้ว-!
    "เอาล่ะเรามากินกันดีกว่า" ทันทีที่คำพูดของหลางหลินจบลง จางเปาเป็นคนแรกที่กินเนื้อ เขาดูเหมือนกับวัวบ้าพลัง ที่กินโดยไม่ต้องเคี้ยวแม้แต่น้อย
    "ความเร็วระดับนี้มันคืออะไร?" หลางหลินรู้สึกตะลึงในความเร็วของจางเปา เขาไม่หยุดกินแม้แต่คำเดียวตั้งแต่เริ่มกิน เพียงไม่นานเนื้อบนจานก็แทบหมด
    "แบบนี้ไม่ดีแน่ ถ้าหากเปากินหมดแล้วมากินของฉัน!" หลางหลินรู้นิสัยจางเปาดี นอกจากความตะกละแล้วมันก็ไม่มีอะไรดีเลย หากเขาปล่อยให้จางเปากินหมดแล้วยังเห็นเนื้อบนจานของเขาที่เหลืออยู่เต็ม จางเปาจะเหมือนกับวัวคลั่ง มันจะไม่สนอะไรเลยเมื่อเห็นอาหารเหลืออยู่บนโต๊ะ
    จางเปาจะกวาดเลียบจนไม่เหลือ!
    และเพราะแบบนี้ จานในแต่ละวันจึงไม่มีอาหารเหลือแม้แต่น้อย เพราะถูกจางเปากินไปจนหมด
    หลางหลินเองก็รีบกิน ทันทีที่เนื้อเข้าปากความชุ่มฉ่ำก็ระเบิดภายใน พร้อมกับน้ำไหลออกมา
    "อร่อยมาก! ถึงแม้กินดิบๆ จะอร่อย แต่พอเอามาทำอาหารแล้วมันคนละเรื่องเลย เเละที่เป็นแบบนี้ก็เพราะ...เปา!" เนื้อของยักษ์ชาลีอร่อยหลางหลินรู้เรื่องนี้ดี และฝีมือการทำอาหารของจางเปาที่อยู่ในระดับสุดยอด ก็สามารถดึงรสชาติของอาหารให้ออกมาถึงขีดสุด!
    ถ้าหากเปลี่ยนเป็นหลางหลินทำ รสชาติจะไม่ออกมาเช่นนี้ ถึงแม้เนื้อจะสุดยอดแต่ยังไงฝีมือการทำอาหารก็มีส่วนเหมือนกัน
    มิ้ว-! กระต่ายน้อยเกาพุง "อาหารมื้อนี้อร่อยมาก กระต่ายน้อยไม่เคยกินอาหารที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย ไม่นึกว่าเจ้ามนุษย์ร่างยักษ์หน้าโง่ จะทำอาหารได้อร่อยขนาดนี้ กระต่ายน้อยชื่นชมจริงๆ"
    แน่นอนว่าพวกเขาไม่รู้ว่ากระต่ายน้อยบ่นอะไร มีเพียงกินแล้วก็กินเท่านั้น
    จางเปากินเนื้อ 1 กิโลกรัมหมดภายในไม่กี่นาที ส่วนหลางหลินกินได้แค่ครึ่งกิโลกรัมก็อิ่มแล้ว ส่วนที่เหลือเลยตกเป็นของจางเปา
    ถึงแม้หลางหลินจะเดินบนเส้นทางบ่มเพาะ แต่เขาก็ยังไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ผลาญทรัพยากรจำนวนมาก นั่นเพราะเขายังอยู่ในระดับต่ำ การบริโภคอาหารจึงมีขีดจำกัด และเนื้อของยักษ์ชาลีก็เต็มไปด้วยพลังงานฟื้นฟู
    ตอนนี้หลางหลินฟื้นฟูเสร็จแล้ว ร่างของเขาเต็มไปด้วยพลังงาน!
    คืนนั้นหลางหลินยังไม่ได้นอน หลังจากกินอาหารเสร็จเขาก็เข้าห้อง พร้อมกับนำหุ่นเชิดวิญญาณออกมา
    "ไหนว่าดูซิว่ารูนระดับสี่ ที่ใช้กับอาวุธเวทมนตร์จะใช้กับสมบัติเวทมนตร์ระดับสี่ได้มั้ย!" พูดแล้วหลางหลินก็เริ่มวาดรูน
    รูนมีสีใสเหมือนกับสายน้ำ มันมีขนาดเล็กและเต็มไปด้วยความซับซ้อน ยิ่งระดับของรูนสูงเท่าไรความยากมันก็จะเพิ่มขึ้นเท่านั้น รวมทั้งพลังจิตและฉีที่ต้องใช้ก็มากขึ้นด้วย!
    "ไป!" หลางหลินสะบัดมือเบาๆ รูนโปร่งใส ก็ลอยมาอยู่ด้านหน้าหุ่นเชิดวิญญาณตัวหนึ่ง หุ่นเชิดวิญญาณแต่ละตัวจะมีรูนเชื่อมต่ออยู่ที่หัว
    หัวของหุ่นมีรูนตัวเล็กๆ สลักอยู่ หากไม่มองดูดีๆ ก็จะไม่มีทางเห็นได้เลย การจะเชื่อมต่อหุ่นเชิดวิญญาณเองนั้นต้องเชื่อมต่อทีละตัว ซึ่งต่างกับแหวนมิติที่เชื่อมต่อในครั้งเดียวทั้งหมด 15 ตัว แต่ก็ต้องแลกด้วยแต้มประสบการณ์
    การจะผูกวิญญาณไว้ในหุ่นเชิดวิญญาณ จำเป็นต้องเชื่อมต่อรูนของผู้เป็นนายก่อน จากนั้นจะเชื่อมต่อด้วยเลือดของทาสเพื่อให้ทำตามคำสั่ง
    เลือดตั้งแต่สมัยโบราณ มักจะถูกนำมาใช้บูชายัญภูติผีปิศาจหรือเทพเจ้า เรียกได้ว่ามันเป็นสื่อกลางที่พันธนาการดวงวิญญาณ! หรือเรียกว่าพิธีกรรมเลือด!