ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 101 ออกเดินทาง

            หลินหยางเดินกลับไปที่พระตำหนักไท่เหอด้วยสีหน้าครุ่นคิดส่วนหลินเฮ่ายวนที่นั่งอยู่ด้านในก็กำลังมองมาที่ตัวเขาพร้อมกับรอยยิ้ม ไม่รู้เหมือนกันว่าคนผู้นี้ได้เห็นการต่อสู้ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้หรือเปล่า

            ส่วนหั่วเอ๋อร์นั้นเพิ่งจะเขมือบเกี๊ยวชิ้นสุดท้ายจากเกี๊ยวทั้งหมดจำนวนสองชั่งลงไปพร้อมกับส่งเสียงเรอออกมาด้วยความอิ่มเอม

            “กลับได้แล้ว” หลินหยางคว้าหมับเอาตัวหั่วเอ๋อร์ไป

            การต่อสู้ที่เกิดขึ้นในค่ำคืนนี้นั้นได้สร้างผลกระทบทางจิตใจให้เขาเป็นอย่างมาก เขาจำเป็นต้องรีบกลับไปทบทวนและสรุปสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดอีกครั้ง

            ขณะเดียวกันเขาก็ยังต้องเริ่มเตรียมตัวเพื่อที่จะออกเดินทางไปยังทะเลสาบฟ้าสมุทรด้วย

            “เดินทางกลับกันดีๆ ล่ะ”คำพูดแบบกลางๆ ของหลินเฮ่ายวนลอยตามหลังมาเข้าหูของหลินหยางด้วยความอบอุ่น

            หลินหยางหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็เดินต่อไปโดยไม่หันหลังกลับมา

            ฝั่งของหลินเฮ่ายวนนั้นกลับหัวเราะฮ่าฮ่าไปพร้อมกับเงาร่างของหลินหยางที่ค่อยๆเลือนหายไป แล้วค่อยพูดขึ้นอย่างเชื่องช้าว่า “รอบนี้เล่นแรงเกินไปรึเปล่านะ แต่ดูจากท่าทางการตอบสนองของเจ้าหนูนี่แล้วถือว่าใช้ได้...”

            ข้างกายเขานั้นมีต้วนเทียนหยาที่ไม่รู้ว่าโผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่กำลังยืนอยู่ตรงมุมอับสายตา

            ซึ่งแววตาที่ดูลึกลับของต้วนเทียนหยานั้นก็ยังคงจ้องมองไปที่เงาหลังของหลินหยางที่เดินจากไปไกลแล้วราวกับว่าสามารถมองเห็นอีกฝ่ายได้ ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลออกไปมากแค่ไหนก็ตาม

            ..................................

            หลินหยางและหั่วเอ๋อร์พากันเดินทางกลับมายังคฤหาสน์ตระกูลเวิน

            ระหว่างทางนั้น หั่วเอ๋อร์ก็ได้ยินว่าจะได้เดินทางออกไปผจญภัยจึงเกิดอาการตื่นเต้นยินดีสุดขีด จนแม้แต่คำขอที่จะเด็ดเอาขนนกอัคคีของปี้ฟังออกมามันยังตอบตกลงเลย

            เมื่อกลับมาถึงห้องการช่างแล้วเจ้าตัวตะกละน้อยนี่ก็เด็ดขนนกของตัวเองออกมาทีเดียว 4 เส้นถึงแม้มันจะเจ็บจนร้องจ้ากก็ตาม แต่หลินหยางสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเจ้าหั่วเอ๋อร์ไม่ได้ดูหมดแรงเหมือนครั้งที่แล้ว

            พลังของเจ้านกนี้ก็กำลังค่อยๆ ฟื้นคืนกลับมาอยู่ตลอดเวลาเช่นกันถึงแม้ว่าในเวลาปกติแล้วจะเห็นมันทำตัวไร้สาระไปวันๆ แบบนี้แต่เกรงว่าภายในใจของมันก็คงไม่เคยคิดที่จะหยุดฟื้นฟูเอาพลังสุดแข็งแกร่งของตัวเองกลับมา

            “มีอะไรมองข้าด้วยสายตาแบบนั้นทำไม? หัวสิงโตเล่า?” หั่วเอ๋อร์เห็นสายตาที่มองมาด้วยความครุ่นคิดนั่นของหลินหยางแล้วก็รู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว

            ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างมันกับหลินหยางนั้นจะเกิดจากการที่ถูกจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วบังคับให้มาอยู่ด้วยกันก็ตาม แต่พอได้อยู่ด้วยกันมาสักระยะเวลาหนึ่งแล้วหั่วเอ๋อร์ก็ต้องยอมรับว่ามันค่อนข้างจะรู้สึกดีที่ได้ติดตามหลินหยางไปแบบนี้

            ของอร่อยให้กินก็เยอะมีสาวงามมารุมล้อม แถมยังได้วิวาทอย่างหนำใจอีก...

            การดำเนินชีวิตแบบนี้ทำให้มันรู้สึกคุ้นเคยแบบบอกไม่ถูกราวกับว่าชีวิตของมันแต่เดิมก็ควรจะเป็นแบบนี้อยู่แล้ว

            “ไม่มีอะไรกลับไปพักผ่อนซะให้เต็มที่ ไม่เกินครึ่งเดือนเราจะออกเดินทางกัน”

            “ครึ่งเดือน? ระดับข้าแค่สิบวันก็แข็งแรงเต็มสูบแล้ว!”

            “อย่างนั้นเจ้าก็เด็ดขนนกมาให้ข้าเพิ่มอีกสักสองเส้นสิ”

            “เรื่องอะไร!!”

            หั่วเอ๋อร์พลันรีบคาบหัวสิงโตไว้แล้วบินจากไปทันที

            หลินหยางที่ยืนอยู่คนเดียวก็จมลงสู่ภวังค์แห่งความคิด

            การเดินทางไปยังทะเลสาบฟ้าสมุทรนับเป็นเรื่องที่สำคัญมากช่วงเวลาเตรียมตัวอีกครึ่งเดือนนี้จะปล่อยให้เสียเปล่าไปไม่ได้เลยแม้แต่วันเดียว

            เรื่องที่เขาต้องทำมีค่อนข้างเยอะ

            แต่เรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือการซ่อมแซมและยกระดับโล่หัวกะโหลกใช้ทักษะการช่างของเขาในการสร้างยุทธภัณฑ์ระดับวิถีราชันขั้นสูงที่แท้จริงขึ้นมาเพื่อใช้เป็นไพ่ตายในระหว่างการออกผจญภัยในทะเลสาบฟ้าสมุทร

            รองลงมาก็คือการยกระดับความสามารถของตัวเองให้สูงขึ้น

            เวลาครึ่งเดือนนี้ หากหลินหยางใช้โอสถระดับสี่ที่ไปหามาได้จากเมืองฮุยยื่อเมื่อก่อนหน้านี้แล้วเขาจะสามารถยกระดับพลังไปถึงระดับสูงสุดของเซียนเทียนขั้นท้ายได้เมื่อสวมใส่ชุดเกราะราชันเหล็กขาวแล้วพลังต่อสู้ของเขาจะสามารถเทียบได้กับระดับสูงสุดของอวิ้นหลิงขั้นกลางเลยทีเดียว

            ซึ่งนั่นแทบจะเป็นระดับที่แข็งแกร่งมากที่สุดในทวีปชี่อู่แห่งนี้เเล้วแต่แน่นอนว่าหลินหยางจะไม่รู้สึกประหลาดใจเลยถ้าในกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าจะมีขุมพลังสุดแข็งแกร่งอย่างพวกยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นท้ายอยู่ด้วยแต่หลินหยางยังมีขนนกอัคคีของปี้ฟังอยู่ในมือ แถมยังมีโล่ที่สร้างขึ้นใหม่ด้วยอีก ต่อให้ต้องประมือกันก็ไม่รู้สึกเกรงกลัวแต่อย่างใด

            อีกเรื่องที่ต้องทำก็คือการฝึกฝนวิชาลับของต้วนเทียนหยา“เพลงดาบสามวิถี”

            หลังจากการปะทะกันที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้หลินหยางก็เหมือนได้เปิดประตูบานใหม่เพื่อก้าวเข้าสู่โลกของวรยุทธ์อันกว้างใหญ่นี้

            เขาจะยังคงใช้งานเพลงดาบเฟิ่งอู่หวังหลีต่อไปแต่ในช่วงครึ่งเดือนนี้อย่างน้อยก็ต้องฝึกฝนวิชา หนึ่งดาบผ่ามิติที่เป็นหนึ่งในเพลงดาบสามวิถีให้สำเร็จให้ได้

            นี่เป็นจุดเริ่มต้นในการค้นหาวิถียุทธ์ตามแบบฉบับของตัวเองของหลินหยางถึงแม้นี่จะเป็นขั้นตอนที่ช้าและนานมากๆ ก็ตาม แต่พอได้เริ่มต้นแล้วมันก็นับเป็นการเริ่มต้นที่ดูหน้าตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย

            เขายังต้องวางกฎระเบียบเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างตระกูลเวินและสมาคมการค้าตระกูลจ้าวให้เรียบร้อยด้วย

            การเดินทางครั้งนี้ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนตระกูลเวินจะต้องขยายใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่องขณะเดียวกันก็ต้องสร้างชุดเกราะวิญญาณเหล็กทมิฬและแหวนพระสุเมรุให้อาณาจักรชูอวิ๋นอีกจำนวนมากด้วยเพื่อที่จะสามารถยกระดับกำลังรบพื้นฐานของทั้งอาณาจักรนี้ให้สูงขึ้นในเวลาสั้นๆ ได้

            ในขณะเดียวกันก็ต้องใช้งานขุมพลังของสมาคมการค้าใต้หล้าและหอฟ้าสมุทรเพื่อช่วยในการพัฒนาขีดความสามารถของทั้งสองฝ่ายให้สูงขึ้นไปควบคู่กันด้วยเรื่องทั้งหมดนี้เขาต้องรีบจัดการกำหนดทิศทางการทำงานให้เสร็จก่อนออกเดินทาง

            หลินหยางถึงจะสามารถออกเดินทางได้อย่างสบายใจ

            และท้ายที่สุดคือเรื่องของการฝึกซ้อมให้กับลูกศิษย์ส่วนตัวอย่างหน่วยเกราะเหล็กดำทั้งยี่สิบคน

            นี่คือกำลังรบที่หลินหยางลงแรงสร้างขึ้นด้วยตนเองตามแผนที่หลินหยางวางไว้นั้น คนเหล่านี้จะกลายเป็นยอดฝีมือระดับสูงสุดของทวีปชี่อู่ในอนาคตซึ่งปัจจุบันนี้มีอยู่สามคนจากทั้งหมดยี่สิบคนที่สามารถบรรลุไปถึงระดับเซียนเทียนได้แล้วพวกของเวินชิงชิงเองก็ไปถึงจุดสูงสุดก่อนที่จะก้าวข้ามขอบเขตความสามารถระดับเดิมได้แล้ว

            ก่อนจะออกเดินทางไปหลินหยางจะต้องค้นหาเอาทักษะเคล็ดวิชาบางส่วนที่เหมาะสมกับพวกเขาจากในความทรงจำด้านวิถียุทธ์ของจักรพรรดิฟ้าออกมาเพื่อให้พวกเขาสืบทอดต่อไป

            เรื่องทั้งหมดนี้ล้วนต้องใช้เวลาทั้งนั้น

            เป็นการใช้เวลาครึ่งเดือนเพื่อเตรียมตัวอย่างเร่งรีบจนแทบไม่ได้หลับได้นอนอีกครั้ง

            ผู้คนต่างก็เคยเห็นแต่ภาพของเขาที่สามารถแสดงอิทธิฤทธิ์สะเทือนฟ้าสะเทือนดินได้ด้วยตัวคนเดียวแต่จะมีใครบ้างเล่าที่จะสามารถเข้าใจความรู้สึกของการที่ต้องแบกรับภาระอันใหญ่โตเหล่านี้ด้วยตัวคนเดียวจะมีใครบ้างที่รู้ว่าเบื้องหลังความแข็งแกร่งเหล่านั้นต้องแลกมาด้วยความทรหดมากแค่ไหน

            แต่มันเป็นความรับผิดชอบที่เขาเลือกจะแบกรับเอาไว้เองเขาจึงไม่สามารถปริปากบ่นหรือรู้สึกเสียใจในภายหลังได้ได้แต่ลงมือปฏิบัติให้มันเสร็จสิ้นไปแต่นั่นก็ถือเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับเหล่าคนที่ศรัทธาในตัวเขาด้วยเหมือนกัน

            ต้วนเทียนหยาเองก็เคยบอกไว้เหมือนกันว่า“ลูกผู้ชายต้องเข้มแข็ง!!”

            หลินหยางเริ่มลงมือปฏิบัติแล้ว

            ในเวลาครึ่งเดือนนี้ หลินหยางทั้งสร้างอาวุธฝึกพลัง ฝึกวิชาหนึ่งดาบผ่ามิติ ประชุมหารือกับเวินติ่งเทียนเขียนจดหมายปรึกษาโต้ตอบกันทางไกลกับสวี่เหยา เขานั้นต้องหัวหมุนแทบจะตลอดเวลา

            ช่วงเวลาเดียวที่เขาสามารถใช้พักผ่อนสมองได้ก็มีแค่ตอนที่เขาไปร่วมฝึกสอนกับหั่วเอ๋อร์ให้หน่วยเกราะเหล็กดำทั้งยี่สิบคนภายในห้องฝึกซ้อมลับเท่านั้น

            และนั่นก็เป็นช่วงเวลาครึ่งเดือนที่โหดร้ายและดำมืดที่สุดของหน่วยรบนี้ซึ่งมีเวินเทาเป็นผู้นำด้วยเช่นกันก่อนหน้านี้แค่หั่วเอ๋อร์ตัวเดียวก็ทำเอาพวกเขาแทบจะร้องขอชีวิตกันไม่ทันอยู่แล้วมาคราวนี้มีหลินหยางแถมเพิ่มอีกคนเรียกได้ว่าดุเดือดสะใจราวกับจะได้ขึ้นสวรรค์ไปจริงๆ เลยทีเดียว

            แต่มีแค่หนึ่งคนเท่านั้นที่สภาพแตกต่างจากคนอื่นๆอย่างชัดเจน คนๆ นั้นย่อมต้องเป็นเวินชิงชิงอย่างไม่ต้องสงสัย

            ณ ตอนนี้ไม่ว่าใครต่างก็ดูออกว่าหลินหยางนั้นดูแลเวินชิงชิงดีเป็นพิเศษแต่เจ้าชายผู้นี้กับงานยุ่งมากเสียเหลือเกิน ยุ่งมากจนอย่าว่าแต่จะจับมือกันหรือออกไปเดินเล่นด้วยกันเลยแค่เวลาจะพูดคุยกันยังไม่มีด้วยซ้ำไป

            ทางเดียวที่ทั้งสองคนจะได้ไกล้ชิดกันก็คือการที่หลินหยางฝึกสอนวิชานารีใจพิสุทธิ์ให้นางเท่านั้นแต่ที่น่าประทับใจก็คือ หลังจากที่เวินชิงชิงที่ผ่านเรื่องราวต่างๆ มามากมายแล้ว นางดูจะเติบโตขึ้นไม่น้อยเลยจริงๆ

            นอกจากนางจะไม่ไปรบกวนหลินหยางตอนกำลังยุ่งแล้วนางยังคอยบรรจงต้มยาสมุนไพรบำรุงร่างกายไปมอบให้กับหลินหยางอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันอีกด้วยส่วนเวลาที่เหลือนางก็จะเอาแต่ฝึกวิชาอย่างบ้าคลั่งเช่นกัน

            สาวน้อยหัวใสผู้นี้ทราบดีว่าหนทางเดียวที่จะทำให้นางสามารถเข้าใกล้หลินหยางได้มากขึ้นกว่านี้ก็คือนางต้องเพิ่มระดับความสามารถของตัวเองให้สูงนางถึงจะสามารถเข้าใกล้เขาได้มากขึ้นทีละน้อยๆ

            หลินหยางทำงานหัวหมุนอยู่อย่างนี้อยู่ตลอดเวลาจนในที่สุดก็ผ่านไปครึ่งเดือนแล้ว

            ในที่สุดก็มาถึงวันที่เขานัดกับจีหยูยี่เอาไว้แล้วเสียทีเรื่องทั้งหมดที่เขาต้องทำก็สำเร็จไปแล้วระดับหนึ่งด้วย

            ถึงเวลาที่เขาจะต้องออกเดินทางแล้ว

            เช้าวันนั้นเองภายในห้องฝึกซ้อมลับของตระกูลเวินเวินติ่งเทียนและเหล่านักรบเหล็กดำทั้งยี่สิบคนก็ได้มายืนมองหลินหยางเดินจากไปพร้อมกับหั่วเอ๋อร์แบบเงียบๆ

            พวกเขาต่างก็รู้ดีว่าสถานที่ที่หลินหยางกำลังจะไปนั้นค่อนข้างจะเสี่ยงอันตรายแต่หลินหยางไม่ได้บอกรายละเอียดให้ใครได้รู้เลยแม้แต่คนเดียว

            “เอาละก่อนหน้านี้ข้าได้ถ่ายทอดเคล็ดวิชาศักดิ์ศิทธิ์ขั้นกลางกับพวกเจ้าไปคนละชุดแล้ว หากพวกเจ้าสามารถบรรลุถึงขั้นเซียนเทียนได้แล้วละก็เมื่อรวมกับชุดเกราะวิญญาณเหล็กทมิฬแล้วพวกเจ้าจะสามารถแสดงพลังในระดับที่เทียบเท่ากับระดับเซียนเทียนขั้นท้ายได้เลยทีเดียวดังนั้นตอนนี้พวกเจ้าต้องตั้งใจฝึกซ้อมเพื่อไปถึงขั้นนั้นกันด้วย!”

            ก่อนจากไป หลินหยางยังได้มอบคำสั่งสุดท้ายทิ้งเอาไว้ให้เหล่าลูกศิษย์ อีกด้วย

            “ขอรับท่านผู้อาวุโสหลิน!”

            พวกเขาต่างก็มองไปที่หลินหยาง อย่างไรแล้วพวกเขาก็ถนัดที่จะเรียกหลินหยางว่าผู้อาวุโสหลินมากกว่า

            ภายในแววตาของพวกเขาต่างก็เป็นประกายถึงแม้ว่าหลินหยางจะพูดอยู่เสมอว่าการเดินทางครั้งนี้ไม่มีอันตรายอะไรน่าเป็นห่วงแต่ในใจของพวกเขาก็ยังคงอวยพรให้กับหลินหยางแบบเงียบๆอยู่ดี

            “ดี อย่างนั้นข้าไปละ”สายตาสุดท้ายของหลินหยางนั่งจ้องมองข้ามหัวเวินติ่งเทียนไปสุดท้ายก็ไปหยุดอยู่ที่ใบหน้าของเวินชิงชิง

            เขาจ้องมองเวินชิงชิงแบบเงียบๆสายตาของทั้งสองนั้นประสานกันอยู่นานหลายวิ หลินหยางแย้มยิ้มออกมาเบาๆ “รอข้ากลับมา”

            พอกล่าวจบ เขาก็บีบไข่มุก...ในมือจนแตกเละ หลังจากนั้นก็ช่องว่างแห่งมิติที่ไม่รู้ว่าจะนำพาไปยังสถานที่แห่งใดช่องหนึ่งปรากฏขึ้นบนอากาศ

            หลินหยางไม่ลังเลอีกต่อไปเขาหันหลังกลับไปเพื่อจะออกเดินทาง

            แต่ในจังหวะที่กำลังหันหลังอยู่นั่นเองก็มีเสียงพูดที่ปนด้วยเสียงสะอื้นเสียงหนึ่งดังขึ้น “รอก่อน!!”

            หืม?

            ในจังหวะที่หลินหยางกำลังยืนชะงักอยู่นั่นเอง

            เรือนร่างอันอบอุ่นนุ่มนวลของสตรีนางหนึ่งพลันโถมเข้าใส่อ้อมอกของเขา

            ริมฝีปากที่อัดแน่นไปด้วยความรู้สึกอันเร่าร้อนของหญิงสาวประทับหนักๆลงไปบนใบหน้าของหลินหยาง

            จุ๊บ!

            หลินหยางรู้แต่เพียงว่าใบหน้าของตัวเองไม่เคยร้อนผ่าวแบบนี้มาก่อนเลยสักครั้ง

            เกิดความรู้สึกแปลกๆ แบบที่ยากจะอธิบายได้เหมือนกับมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ค่อยๆ ไหลผ่านไปทั่วร่างกายจนรู้สึกชาไปหมดทำเอาในหัวของเขานั้นขาวโพลนไปทันที

            เป็นความรู้สึกประหลาดที่ไม่รู้จะอธิบายมันออกมาอย่างไรจริงๆ

            หลังจากหอมแก้มเสร็จเวินชิงชิงก็กุมมือสองข้างของตัวเองไขว้หลังไว้พร้อมกับก้าวถอยหลังออกมาสองก้าวจ้องมองไปที่หลินหยางด้วยสีหน้าที่ดูเขินอายแต่ก็หนักแน่นเข้มแข็ง

            “รับปากข้าสิ ว่าเจ้าจะไม่เอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงกับภัยอันตรายอะไรข้ารอเจ้าอยู่นะ...”

            หือ?

            อื้อ!

            หลินหยางพยักหน้ารับแบบงุนงง

            หัวใจอันแสนเย็นชาและแข็งกระด้างเพราะความโกรธแค้นของเขา บัดนี้มันได้ถูกจุมพิตอันเร่าร้อนและตรงไปตรงมาของเวินชิงชิงเข้าไปทำให้มันเริ่มเกิดความอ่อนไหวขึ้นมาบ้างเล็กน้อยแล้ว

            ในที่สุดหลินหยางก็ก้าวเข้าไปข้างในช่องว่างแห่งมิติแล้ว

            สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือความห่วงใยและคำอวยพรจากคนจำนวนมหาศาลที่ส่งมอบไปให้กับเขา

            ..................................

            ทวีปชี่อู่อันกว้างใหญ่นี้หลังจากผ่านพ้นการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลานานนับพันนับหมื่นปีแล้วบัดนี้มันได้ถูกแบ่งออกเป็นทั้งหมดห้าภูมิภาคใหญ่ๆ ดังนี้

            พื้นที่ป่าทึบภาคตะวันออกดินแดนทุ่งหิมะภาคเหนือ ผืนทะเลทรายภาคตะวันตก ทะเลสาบขนาดยักษ์ภาคใต้และภาคกลางที่เป็นพื้นที่ราบอันเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของทวีป

            อาณาจักรชูอวิ๋นที่หลินหยางอาศัยอยู่นั้นตั้งอยู่บนชายแดนระหว่างพื้นที่ภาคตะวันตกและภาคใต้ ส่วนราชอาณาจักรโล่ยื่อที่อยู่ใกล้เคียงกับอาณาจักรชูอวิ๋นนั้นเป็นหนึ่งในอาณาจักรที่ใหญ่ที่สุดของพื้นที่ภาคตะวันตกเฉียงใต้

            แต่อาณาจักรที่ดูทรงอำนาจมากๆ แบบราชอาณาจักรโล่ยื่อนั้นเมื่ออยู่ต่อหน้าเหล่าอาณาจักรมหาอำนาจที่แท้จริงของภาคตะวันตกและภาคใต้แล้วก็ดูจะยังอ่อนแอกว่าอยู่บางส่วน

            ในพื้นที่ภาคตะวันตกนั้นมีอยู่ราชอาณาจักรหนึ่งที่มีฉายาว่า “ราชอาณาจักรทองคำ” ตั้งอยู่ มีชื่อจริงๆ ว่าราชอาณาจักรเทียนฉาง ผืนดินบริเวณนั้นเป็นผืนดินศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับการดูแลโดยสรวงสวรรค์ใต้ผืนแผ่นดินนั้นมีทองคำจำนวนมหาศาลจนนับไม่ถ้วนถูกเก็บซ่อนเอาไว้

            มีคำร่ำลือกันว่าความมั่งคั่งร่ำรวยของราชอาณาจักรเทียนฉางเพียงอาณาจักรเดียวก็สามารถเทียบได้กับความั่งคั่งของทวีปชี่อู่ครึ่งทวีปได้เลยประชาชนของที่นั่นทุกคนล้วนเกิดขึ้นท่ามกลางกองเงินกองทอง ได้เสพสุขกับชีวิตที่หรูหราฟู่ฟ่ามากที่สุดในโลกตั้งแต่เกิดเลยทีเดียว

            ขณะเดียวกันก็ยังมีอีกหนึ่งอาณาจักรที่ถูกเรียกว่า“พญาหมาป่าแห่งมหาทะเลทราย” อย่าง ราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยซึ่งเป็นอาณาจักรอันทรงพลังที่สามารถยืนหยัดอยู่บนทะเลทรายขนาดใหญ่ที่ซึ่งมีสภาพแวดล้อมอันแสนโหดร้ายได้อย่างห้าวหาญ

            ในประวัติศาสตร์อันแสนยาวนานนั้น ทุกๆร้อยปีก็มักจะมียอดฝีมือสะท้านภพที่ก้าวออกมาจากราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยและสามารถก้าวขึ้นไปอยู่ ณ จุดสูงสุดของวิถียุทธ์แห่งทวีปชี่อู่ได้

            ทางด้านภาคใต้ของทวีปชี่อู่นั้นก็เป็นทะเลสาบไร้ขอบขนาดมหึมาจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดสามารถข้ามผ่านทะเลสาบยักษ์แห่งนี้ไปได้เลย และก็ยังไม่มีใครรู้ด้วยว่าบริเวณสุดขอบของทะเลสาบยักษ์แห่งนี้ได้เก็บซ่อนความลับอะไรเอาไว้มากมายขนาดไหน

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน