ยามเช้าตรู่เสียงนกแข่งกันประชันเสียงสดใส แสงแดดยามเช้าลอดผ่านหน้าต่างลงไปที่ใบหน้าของเด็กสาว ขยี้ตาเบาและลุกออกจากเตียงและบิดขี้เกียจ มู่เยว่ชิงดำเนินกิจวัตรในยามเช้า
วันนี้เป็นวันที่นางรอคอยมานานกว่าสามเดือน
ในระหว่างสามเดือนนี้มู่เยว่ชิงได้ฝึก การกลั่นเก้าดาวจนไปถึงระดับที่ 9 แล้ว แต่นางสามารถเปิดเส้นลมปราณหลักได้เพิ่มขึ้นเพียง 3 จุด นั่นคือที่ ตา รอบเอว และใกล้จุดตันเถียน นอกจากนี้นางยังสามารถออกแรงได้มากกว่า 2000 กว่าจิน อีกทั้งร่างกายของนางตอนนี่มองแล้วเหมือนเด็กอายุ 9 หรือ 10 ปี เป็นผลมาจากการปรับสภาพร่างกายหลังการฝึก
ไม่เพียงแค่นั้นถ้ามองเข้าไปภายในมิติแหวนเงินของนางตอนนี้ มันไม่ได้โล่งเหมือนกับตอนแรกที่นางพึ่งได้แหวนมา ตอนนี้ภายในที่ดินเต็มไปด้วยผักและผลไม้ๆนานาชนิด จากมีแค่กระท่อมไม้เก่าและที่ดินว่างเปล่ากับวัชพืชโดยรอบ ตอนนี่มันดูอุดมสมบูรณ์ขึ้นเยอะ
มองไปรอบๆห้องของนาง นี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่นางอาจจะได้อยู่ที่นี่ ภายในบ้านหลังนี้นางเคยอยู่มาตั้งแต่เด็ก ถ้าให้บอกว่าไม่มีความคิดถึงสถานที่แห่งนี้เลยก็คงจะไม่ได้ หลังจากจดจำทุกอย่างเป็นครั้งสุดท้าย นางตรวจสิ่งของจำเป็นต่างๆที่จะเอาไปด้วยอีกรอบ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางตรวจ ด้วยความตื่นเต้นเหมือนเด็กที่จะได้ไปเที่ยว ทำเอานางตรวจของในแหวนของเธอหลายครั้งอีกทั้งเมื่อคืนยังทำเอานางนอนไม่หลับอีกต่างหาก
แต่สำหรับร่างกายของนางตอนนี้หากไม่นอนสัก 2-3 วันก็ไม่มีปัญหาอะไร
สวมชุดฝ้ายหยาบสีขาวกางเกงขายาวสีขาวธรรมดา ข้างเอวมีถุงผ้าหยาบอย่างง่ายๆ ซึ่งภายในมีเพียงเนื้อแห้งและผลไม้แห้งและถุงน้ำ เดินไปออกจากประตูห้องไป ก่อนปิดประตูเธอมองเข้าไปในห้องอีกครั้ง
พึมพำกับตัวเอง "นี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ข้าจะมาที่นี่...ลาก่อน" หลังจากทั้งหมดสถานที่นี่เก็บความทรงจำของนางและปู่ของเธอไว้ แต่ตอนนี้นางได้ตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว ชีวิตคนเราต้องเดินไปข้างหน้าตลอด จะให้สิ่งที่อยู่เบื้องหลังมาทำให้การตัดสินใจของนางผิดพลาดไม่ได้
โดยไม่ลังเลนางปิดประตูและไปข้างหน้าบ้านอีกครั้งโดยไม่ได้มองย้อนกลับมาข้างหลัง
ที่หน้าบ้านของนางป้าหลี่ยืนรอคอยอยู่
วันนี้ป้าหลี่ของนางแต่ตัวด้วยชุดไหมสีฟ้าตัดกับกระโปรงยาวสีขาว ซึ่งทำให้ป้าของนางดูสาวขึ้นกว่าเดิมมาก คงจะเป็นที่น่าแปลกใจแก่คนโดยรอบหากนางและป้าเดินคู่กัน เนื่องจากเครื่องแต่งกายของทั้งคู่นั่นดูแตกต่างกันมากจนไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน จริงๆแล้วไม่ใช้ว่าเธอไม่มีชุดที่สวยงามแต่นางชอบใส่ชุดธรรมดาๆมากกว่า
ในระหว่างสามเดือนที่นางออกไปเดินซื้อของในเมือง ชาวเมืองโดยรอบก็มักจะคุยซุบซิบกันบางคนถึงกับชี้นิ้วมาที่นาง ซึ่งทำให้นางงุนงงเป็นอย่างมาก หลังจากกลับมาที่บ้านนางก็ไปถามป้าของนางว่ามีเรื่องอะไรเกี่ยวกับนางรึเปล่าทำไมชาวเมืองถึงเป็นอย่างงั้น
ป้าหลี่มองนางแล้วไม่ได้พูดอะไร นางเพียงแค่ยิ้มแล้วกล่าว " แหม หลานของป้าทั้งน่ารักและสวยงามขนาดนี้หากคนไม่มองก็คงจะถือว่าไม่มีตาแล้วละ"
ได้ฟังป้านางกล่าวเช่นนั้นเธอก็พอเข้าใจ หลังจากฝึกกลั่นเก้าดาวแล้ว ไม่ใช่แค่ร่างกายของนางเท่านั้นที่โตและดูดีขึ้นแม้แต่หน้าตาเองก็ดูดีขึ้นมาก หากแต่ก่อนเป็นน่ารัก สัก 7 ส่วนสวยงาม 3 ส่วน ตอนนี้ก็คงจะเป็นงดงามถึง 8 ส่วนและน่ารักสัก 2 ส่วน หากโตไปนางคงจะมีความงามระดับล่มเมืองเป็นแน่
ตั้งแต่วันนั้นมานางก็ใส่ชุดธรรมดาๆตลอด เนื่องจากไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง คิดเช่นนั้นนางจึงพยายามทำตัวเองให้ดูธรรมดาตลอด แต่หารู้ไม่ว่ายิ่งทำแบบนั้นนางจะยิ่งเด่นเข้าไปอีก
ทักทายหลานของนางป้าหลี่เดินเข้าไปจูงมือมู่เยว่ชิงแล้วกล่าว
"ไปกันเถอะชิงเอ๋อร์ ใกล้จะได้เวลาลงทะเบียนแล้ว"
เพียงแค่พยักหน้ามู่เยว่ชิงจับมือป้าของนางและเดินตามอย่างว่าง่าย
ตอนนี่ที่ใจกลางของเมือง ณ ลานศาลากลางที่ปกติยามเช้าจะเงียบสงบ เวลานี่กลับพลุ่งพล่านไปด้วยผู้คน นอกจากตึกรามบ้านช่องที่ตั้งอยู่แล้ว ร้านรวงต่างๆที่เพิ่มขึ้นมาพ่อค้าแม่ค้าที่ตะโกนเสียงดังชวนเข้าร้านของตัวเอง รวมทั้งชาวเมืองที่อยู่ภายในเมืองหรือมาจากหมู่บ้านโดยรอบต่างก็อยู่พากันมาที่นี่ในวันนี้ บ้างก็ต่อคิวซื้อของกินหรือกำลังยืนคุยกันอยู่
มองไปโดยรอบไม่ใช้ครั้งแรกที่มู่เยว่ชิงเห็นบรรยากาศแบบนี่เนื่องจากงานถูกจัดขึ้นทุกปี ถึงแม้ว่านางไม่ได้มาคัดเลือกด้วยนางก็จะมาเที่ยวดูงานที่คล้ายงานเทศกาลตลอดทุกปี ซึ่งช่วงแรกนางยังไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร จนกระทั้งป้าหลี่บอกนางเมื่อปีที่แล้ว
ตรงกลางของลานมีเวทีและโต๊ะที่เรียบง่ายตั้งอยู่ซึ่งมีผู้ปกครองหลายคนพาบุตรหลานของตนไปต่อแถวเพื่อลงทะเบียนอยู่
ป้าหลี่ดึงแขนของนางด้วยความกระตือรือร้นแล้วไปเข้าแถว
ถึงคิวของนาง ข้างหน้านางเป็นชายวัยกลางคนสวมชุดสีขาวของนิกาย นั่งอยู่บนเก้าอี้ก้มหน้าจดรายชื่อบนสมุดอยู่เงยหน้าขึ้นมามองนางแล้วถาม
"ชื่ออะไร ?,อายุเท่าไหร่ ?"
โค้งคำนับนางตอบ "ผู้อาวุโส, ข้าแซ่ มู่ ชื่อ เยว่ชิง ปีนี้ 6 ขวบเจ้าค่ะ" ชายวัยกลางคนฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉยและเพียงแค่พยักหน้าเท่าและก้มลงไปเขียนลงในสมุด จากนั้นจึงยื่นแผ่นไม้บางสีดำมาให้นาง
"ต่อไป!"
เดินออกจากแถวและไปหาที่นั่งตามหมายเลขป้ายของนาง ขณะที่ป้าหลี่ของนางชูนิ้วโป้งและเดินแยกออกไปที่นั่งของผู้ปกครอง
หลังจากผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม หลายแสงสีรุ้งก็บินตรงมายังนาง ถ้าจะพูดให้ถูกก็ควรจะเป็นพุ่งตรงไปที่เวทีใจกลางศาลากลางเสียมากกว่า เมื่อแสงสีขาวหยุดอยู่เหนือ ที่ลงทะเบียนมองแล้วเห็นเป็นศิษย์ของสำนักเมฆสวรรค์ ถามว่าเธอรู้ได้อย่างไร? ในขณะที่เธอนั่งรออยู่เธอได้ยินเด็กข้างๆนางคุยกันว่าสำนักที่จะมาคัดเลือกเขตนี้ในปีนี่มาจากสำนักลำดับที่ 2 ของทวีป นั่นคือนิกายเมฆสวรรค์
นิกายเมฆสวรรค์ เป็นอันดับที่ 2 ของทวีปมังกรสวรรค์ แม้ว่าจะยังมีชื่อเสียงอยู่ในภาคกลาง แต่ก็มีการลดลงในหลายปีที่ผ่านมาและไม่ได้รักษาต่ำแหน่งที่รุ่งเรืองเหมือนในอดีตมากนัก ปัจจุบันถ้าเปรียบเทียบกับนิกายอันดับ 3 และอันดับ 4 ก็ไม่ค่อยมีความแตกต่างกันมากนัก
ที่ถูกเรียกว่านิกายเมฆสวรรค์มีที่มาของมัน บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งนิกายนี่เมื่อ 3000 พันปีมาแล้วเชี่ยวชาญด้านท่าเท้าเมฆสวรรค์ลอยล่อง เนื่องจากมันได้แสดงฝีมือการใช้ท่าเท้าในสมัยนั้นจนได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง หลังจากที่บรรพบุรุษได้ก่อตั้งนิกายมันจึงใช้ชื่อที่ได้รับการยอมรับมาตั้งเป็นชื่อนิกายของมัน จึงทำให้กลายมาเป็นชื่อเรียกจนทุกวันนี้
สำหรับดาบแต่ละเล่มที่หยุดลงมีศิษย์ของนิกายเมฆสวรรค์ ตามมาด้วยเด็กหลายคนตั้งแต่อายุประมาณ 5-15 ปี มีทั้งเยวชนชายและหญิง ขณะที่พวกเขาลงจอดเยาวชนหลายคนมีการแสดงออกที่ตื่นเต้นคล้ายกับกลุ่มเยาวชนที่นั่งรออยู่แล้ว จ้องไปที่ฉากด้านหน้าของพวกเขาบางคนมีการแสดงออกที่แตกต่างกัน
หลังจากบรรดาสาวกของนิกายเมฆสวรรค์ นำเยาวชนมารวมกันที่ลงทะเบียนและเริ่มแนะนำ หลังจากรอสักครู่เด็กทุกคนได้ลงทะเบียนและเข้าไปหาที่นั่งเรียบร้อยแล้ว ด้านหลังของสาวกของนิกาย เป็นชายวัยกลางคนสวมชุดสีขาว มองไปรอบพื้นที่คัดเลือก
เขาเพียงแค่กล่าว "เงียบ"
เพียงประโยคง่ายๆเบาๆไม่รีบไม่ช้า แต่มู่เยว่ชิงกลับได้ยินชัดเจนเหมือนคนมาตะโกนใส่หูทำให้เธอตกใจ ในทันทีบริเวณโดยรอบที่มีเสียงดังของคนคุยกันเงียบกริบ จนแม้แต่เสียงเข็มที่ตกลงมาอาจจะสามารถได้ยิน จากนั้นเขาก็มองไปทางที่นั่งของผู้เข้ารับการคัดเลือก "ในหมู่พวกเจ้าอาจจะมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะได้รับเลือกให้เป็นสาวกของนิกายเมฆสวรรค์"
เด็กทุกคนที่มาคัดเลือกได้ยินดังนั้นกรีดร้องตกใจ แต่มู่เยว่ชิงเพียงแค่มองไปที่ชายชุดดำและฟังอย่างสงบเท่านั้น
มองไปรอบๆมู่เยว่ชิงนับรวมที่มาเพิ่มเมื่อกี้มีคนเข้ารับการคัดเลือกเพียง 124 คน
"การเพาะปลูกเป็นเส้นทางสู่การเป็นอมตะขึ้นอยู่กับความสามารถโดยธรรมชาติของพวกเจ้าการทดสอบมีสามอย่าง การทดสอบครั้งแรกคือการดูว่าจิตวิญญานของพวกเจ้าแข็งแรงพอหรือไม่ ตอนนี้ใครก็ตามที่ข้าเรียกจะขึ้นมาและรับการทดสอบ"กล่าวจบชายวัยกลางคนเรียกเด็กหนุ่มหมายเลขแรก
ขาของเด็กหนุ่มสั่น เขาเดินไปที่เวทีอย่างระมัดระวัง ชายวัยกลางคนยื่นแผ่นหยกไปให้เขา เด็กหนุ่มจับหลังจากนั้นชายวัยกลางคนดึงกลับไปและมอง"ไม่ผ่าน ไปกลับไปนั่งรอ"
เงียบๆเด็กหนุ่มเดินก้มหน้าอย่างหดหู่ใจ ใบหน้าของเขาว่างเปล่าและดวงตาเหมือนปลาตายเขาเดินกลับไปที่นั่ง
จากนั้นชายกลางคนเรียกหมายเลขต่อไป คนที่สองเดินไปข้างหน้าพร้อมด้วยความกลัว
"ไม่ผ่าน กลับไปนั่งรอ"
"ไม่ผ่าน กลับไปนั่งรอ"
"ไม่ผ่าน กลับไปนั่งรอ"
"ไม่ผ่าน กลับไปนั่งรอ"
สี่คนตามหมายเลขไม่ผ่านการทดสอบทั้งหมด จนถึงขณะนี่ยังไม่มีใครได้เข้าไปนั่งข้างหลังของชายกลางคนเลย
หลังจากผ่านไปหลายหมายเลข คราวนี้มันเป็นเด็กหนุ่มวัยประมาณ 13 ปี ขณะที่เข้าขึ้นไปมีเสียงพูดคุยมาจากเด็กที่อยู่ข้างๆนาง
"เฮ้ เจ้าเห็นไหม นั่นคือ หลี่ชิงยู ลูกชายของเจ้าเมืองชิงหยาง เห็นว่าก่อนจะมาคัดเลือกพ่อของมันได้เชิญอมตะให้มาวัดคุณสมบัติที่บ้านของมัน ว่ากันว่ามันเป็นรากไฟเดียวซึ่งมีความบริสุทธิสูงมาก จนผู้อาวุโสของแผนกปรุงยาอยากรับมันไปเป็นเด็กฝึกงาน " ด้านข้างของมูเยว่ชิง สาวน้อยอายุประมาณ 10 ขวบ หันมากระซิบทางเธอ สาวน้อยมีใบหน้ากลมหน้าหยิก ผิวขาว คิ้วบาง นัยตาสีน้ำตาล ริมฝีปากสีชมพูได้รูป บนหัวของเธอเป็นขนมปัง 2 ก้อนผูกกันไว้
หลังจากที่คุยกันมามู่เยว่ชิงจึงรู้ว่านางคือลูกสาวของหัวหน้าตระกูลเย่ ซึ่งถือว่าเป็นตระกูลใหญ่ในเมืองชิงหยาง ตอนเด็กๆ เย่หมิงหยูชอบฟังเรื่องราวเกี่ยวกับอมตะ เนื่องจากพ่อของเธอไม่ยอมให้นางมาคัดเลือกก่อนที่นางจะอายุครบ 10 ปีเนื่องจากอันตรายนางจึงต้องรอมานานและในปีนี้นางได้ครบ 10 ปีตามสัญญา ด้วยความไม่เต็มใจพ่อของนางยอมพานางมาคัดเลือก
ได้ฟังเย่หมิงหยูพูดมู่เยว่ชิงเพียงพยักหน้าเบาๆและหันไปมองทาง หลี่ชิงหยู ชายหนุ่มมีลักษณะ คิ้วคม ดวงตาขี้เล่นแต่ภายในแฝงความเย่อหยิ่งเอาไว้ ผิวขาวไปทางคล้ำ นัยตาสีดำ ทรงผมตัดสั้น จมูกเชิด และปากที่มีรอยยิ้มนิดๆซึ่งเต็มไปด้วยความมั่นใจ
มองไปที่คนนี่มู่เยว่ชิงไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ หยิ่ง!
มันเป็นตาของ หลี่ชิงหยู ใบหน้าของเขามองมั่นใจเขาก้าวเดินออกไปข้างหน้าเพื่อรับแผ่นหยก
หลังจากที่ชายกลางคนดึงแผ่นหยกกลับมาใบหน้าของเขาก็สว่างขึ้นและถามว่า "เจ้าชื่ออะไร?"
หลี่ ชิงหยูตอบอย่างสุภาพ "อมตะ หยางหลิง,ข้าชื่อ หลี่ชิงหยู"
ชายกลางคนพยักหน้า เขายิ้มและพูด"งั้นเข้าก็เป็นคนที่อาวุโสหมิง ลู่ กล่าวถึง , ดี หลี่ชิงหยู เจ้าผ่านเข้าไปนั่ง"
หลี่ชิงหยูเต็มไปด้วยความภูมิใจและเดินเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ที่จัดไว้ด้านหลังชายกลางคน ภายใต้ความชื่นชมของทุกคน ดวงตามของเขาเต็มไปด้วยความเย่อหยิงและรอยยิ้มที่มุมปากก็ค่อยๆกว้างขึ้นขณะที่เขามองไปที่เหล่าเด็กที่มาคัดเลือก
"หยิ่งจริงๆ! ข้าไม่ค่อยชอบหมอนี่เลย เยว่ชิงเจ้าก็คิดเช่นเดียวกับข้าใช้หรือไม่?" เย่หมิงหยูบ่นกับมู่เซว่หยิง ขณะมองไปที่หลี่ชิงยู
นอกจากพยักหน้าเห็นด้วยมู่เซว่หยิงไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่มองไปที่การทดสอบเท่านั้น
การทดสอบยังคงดำเนินต่อไป "ใช้ได้ , เจ้าไปข้างใน" ชายวัยกลางคนพยักหน้าด้วยความพอใจกับเด็กสาวที่อยู่ข้างหน้าเขา
หลังจากผ่านไปไม่นานเกือบทั้งหมดของเด็กที่มารับเลือก ได้รับการทดสอบ
ยิ่งเวลาผ่านไปใบหน้าของเด็กทุกคนที่มาทดสอบและล้มเหลวยิ่งแย่ลง มีแม้กระทั้งบางคนที่ถึงกับร้องไห้ออกมา ทุกคนรู้สึกหดหู่มาก
ชายกลางคนเพียงแค่มองไปและขมวดคิ้ว เขาตะโกน "เงียบ!" เด็กๆหยุดร้องทันที
ชายวัยกลางคนเรียกหมายเลขต่อไป และจากนั้น "หมายเลข 98"
นี่คือหมายเลขของมู่เยว่ชิง ก่อนหน้านางไม่นานเย่หมิงหยูได้เรียกทำการทดสอบแล้ว ผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ นางผ่าน แน่นอนมูเซว่หยิงย่อมดีใจด้วยสำหรับเพื่อนคนแรกของเธอที่ผ่าน
ด้วยความสงบ แต่ภายในมู่เยว่ชิงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น นางหายใจเข้าลึกๆ และเดินไปยังด้านหน้าของชายกลางคน ในใจนางเพียงแค่บ่นอย่างเงียบๆถ้าการทดสอบนี่ข้าไม่ผ่านก็คงจะไม่มีใครอื่นที่ผ่านแล้ว! หลังจากฝึกการกลั่นเก้าดาวไปจนถึงระดับ 9 ทะเลจิตวิญญาณนั่น เมื่อเทียบกับผู้เพาะปลูกรวบรวมลมปราณขั้นแรก นั้นต่างกันเหมือนกับสวรรค์และโลก ทะเลจิตวิญญาณของนางทั้งปริมาณและคุณภาพต่างกันไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่าดังนั้นนางจึงเต็มไปด้วยความมั่นใจ
ชายกลางคนยื่นแผ่นหยก , หลังจากดึงแผ่นหยกไปมองจากใบหน้าปกติของเขาตาของเขาค่อยๆกว้างขึ้น เหงื่อเริ่มไหลบริเวณแก้มของเขา "เป็นไปไม่ได้!"เขาพึมพำด้วยเสียงริบหรี่
มองไปที่ชายกลางคนมู่เย่วชิงขมวดคิ้ว "ผู้อาวุโส ข้าผ่านหรือไม่"
ได้ยินเสียงชายวัยกลางคนที่จดจ่ออยู่ก็ได้สติขึ้นมากล่าวด้วยเสียงตะหนก "อะ... อืม เจ้าผ่านเข้าไปข้างใน"
ได้ยินมู่เยว่ชิงยิ้มและกล่าว "ขอบคุณ ผู้อาวุโส" ท่ามกลางสายตาชื่นชมและอิจฉานางเดินเข้าไปนั่งถัดจากเย่หมิงหยู