เมื่อเป็นเช่นนี้กังหลงจึงทราบว่าการที่จะสำเร็จทักษะลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติได้ ต้องหลอมรวมธาตุต่าง ๆ ในร่างกายเข้าด้วยกันเป็นเนื้อเดียวกัน ทั้งยังหลอมรวมได้หลายธาตุ หากเพิ่มจำนวนธาตุความก้าวหน้าของทักษะลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติก็จะยิ่งเพิ่มระดับขึ้น และสิ่งที่จำเป็นก็คือตนเองจำเป็นต้องมีจำนวนธาตุที่มากชนิดขึ้นด้วยเช่นกัน ขณะนี้ตนโชคดีมีธาตุในกายถึงสองธาตุ หากแม้นต้องการจะสำเร็จทักษะลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติในระดับที่ยิ่งสูงขึ้นก็ต้องเพียรหาเมล็ดพลังธาตุอื่น ๆ ที่ยังไม่ได้ครอบครองเพื่อดูดกลืนให้มากขึ้นเช่นกัน แต่การจะหาเม็ดพลังธาตุแต่ละชนิดหาใช่ง่ายดายไม่ คงต้องฝากไว้กับวาสนาแล้ว
บัดนี้ตนได้สำเร็จทักษะลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติระดับหนึ่ง สามารถดูดกลืนธาตุธรรมชาติทุกชนิดได้รวดเร็วกว่าปกติถึงสองเท่าตัว กระดูกกล้ามเนื้อจะได้รับการปรับเปลี่ยนจนกายาแข็งแกร่งมีพลังกว่าเดิมถึงสองเท่าตัวเช่นกัน ทนทานรับน้ำหนักได้ห้าพันชั่ง การใช้ดาบอัคคีโลกันต์อเวจีที่มีน้ำหนักหนึ่งพันชั่งขณะนี้นับว่าง่ายดายยิ่ง กังหลงทดลองเรียกดาบอัคคีโลกันต์อเวจีออกมาถือไว้ด้วยมีอด้านขวามือเดียว บัดนี้การกวัดแกว่งดาบหนักก็ง่ายดายตุจกวัดแกว่งกระบี่ทั่วไป แต่พลังลมจากการกวัดแกว่งขณะนี้ทำให้ทำให้ทะเลลาวาเกิดระลอกคลื่นขนาดใหญ่สาดกระทบรอบฝั่งดังครืนครั่น
หลังจากใช้ดาบใหญ่จนชำนาญและคล่องมือ กังหลงนั่งลงหวังคิดสำรวมจิตดูดกลืนพลังทุกชนิดจากรอบกายภายในทะเลลาวาเพื่อสะสมพลังปราณให้เต็มสำหรับการเลื่อนระดับครั้งต่อไป
แต่หลังจากที่ทะเลลาวาได้สูญเสียเมล็ดพลังธาตุอัคคีโลกันต์อเวจีไป ระดับความร้อนและปราณอัคคีในทะเลลาวาก็ลดลงตามไปมากมายเช่นกัน เมื่อเห็นว่าหลังจากใช้ทักษะลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติระดับหนึ่งดูดกลืนธาตุธรรมชาติทุกชนิดได้ไม่เป็นที่น่าพอใจเช่นก่อนหน้านี้ กังหลงจึงตัดสินใจเหินบินขึ้นกลับสู่ยอดเขาด้านบน
เมื่อขึ้นมาสู่ด้านบน เขตภูเขาที่ดูแห้งแล้งเริ่มมีสัตว์อสูรระดับสามที่เทียบเท่าผู้ฝึกยุทธปราณจักรพรรดิสงคราม ราชสีห์เมฆาม่วง รุกล้ำเข้ามาสูเขตด้านในสุดแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้มีเม็ดพลังธาตุอัคคีโลกันต์อเวจีที่ร้อนแรงยิ่งในรัศมีหนึ่งร้อยลี้จึงมิมีสัตว์อสูรตัวใดกล้าล่วงล้ำเข้ามา บัดนี้เมื่อพลังดังกล่าวได้สูญหายไป สัตว์อสูรระดับสามทยอยเพิ่มเข้ามาเรื่อย ๆ เห็นเช่นนั้นกังหลงเริ่มวิตก จึงคิดจัดการสัตว์อสูรเหล่านี้ให้รวดเร็วที่สุดก่อนที่ทั้งหมดจะรวมตัวกัน มิเช่นนั้นคงต้องถอยหนีกันวุ่นวายอีกแน่
กังหลงนำดาบเก็บสะพายไว้กลางหลัง คิดจะใช้น้ำหนักหนึ่งพันชั่งทดสอบความเร็วและพลังฝ่ามือสัตตะมรณาสองท่วงท่าทดสอบว่าหากเจอสัตว์อสูรระดับสามจะสามารถต่อกรได้หรือไม่ และอีกทางหนึ่งอาศัยโอกาสนี้ฝึกปรือพลังฝีมือด้านต่าง ๆ ขณะแบกน้ำหนักหนึ่งพันชั่งไปด้วยเพราะขณะที่แบกดาบโดยมิได้ใช้ท่าร่างเก้ากายาอัสนีไม่ทิ้งรอยกังหลงสัมผัสได้ว่าการเคลื่อนไหวเชื่องช้าลงกว่าปกติถึงสามส่วน
"กรรซ์"
"อัสนีคำรณ"
"บึ้ม !! "
"พรึ่บ"
ราชสีห์เมฆาม่วงที่พุ่งเข้ามาตัวแรกโดนสายฟ้าวายุคำรณฟาดเข้าไปทั้งตัวจนร่างแหลกสลายหลงเหลือเพียงแก่นอสูรสีน้ำเงินเท่านั้น กังหลงเห็นเช่นนั้นยินดียิ่ง สามารถสังหารราชสีห์เมฆาม่วงได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียวแถมยังได้แก่นอสูรที่ล้ำค่ายิ่งด้วย และขณะนี้เมื่อโจมตีด้วยท่าสัตตะมรณาแม้จะสูญเสียพลังไปแทบหมดสิ้น แต่เพียงชั่วครู่ลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติระดับหนึ่งก็สามารถดูดกลืนพลังธาตุธรรมชาติรอบกายทุกชนิดฟื้นฟูพลังให้แก่ตนทันทีเพียงสามลมหายใจก็กลับมาฟื้นฟูดังเดิม
ภายนอกหอนิรทุกข์พยายมหน้าจอแสดงผลขณะนี้ได้มีผู้คนที่หันไปสังเกตุเห็นจอแสดงผลหอชั้นที่หนึ่งจุดสีเหลืองได้เริ่มเคลื่อนไหวและคะแนนบนจอได้เพิ่มขึ้นด้วยต่างตะโกนบอกชวนให้ดูและพูดคุยกันลั่น
"นั่น...นั่น..เห็นหรือไม่จุดสีเหลืองของหอชั้นที่หนึ่งเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว โอ้...คะแนนก็เริ่มเพิ่มขึ้นด้วยมาดูกันเร็ว"
"อา....จริงด้วย..หรือเทพบุตรอัสนีจะคิดผ่านไปหอชั้นอื่นแล้วแต่เหตุใดจึงได้หยุดนิ่งอยู่นานถึงเจ็ดวันกว่าจะเคลื่อนไหวต่อเจ้าหนุ่มนั่นทำอะไรอยู่ในช่วงเจ็ดวันที่ผ่านมา"
ในช่วงเจ็ดวันที่ผ่านมานี้ผู้คนต่างหันไปสนใจมองจอแสดงผลของหอชั้นที่สาม..สี่..และห้า เพราะในเจ็ดวันที่ผ่านมานี้มีจุดสีเหลืองถึงสองจุดที่ก้าวผ่านไปจนถึงหอชั้นที่หา้แล้ว ส่วนจุดสีเหลืองบนชั้นที่สามหลังจากหยุดนิ่งอยูถึงห้าวันก็โดนดีดออกมาจากหอในที่สุดทุกคนจึงได้เห็นว่าเป็นบุรุษหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่กล้ามเป็นมัด ๆไว้ผมยาวประบ่าแต่งตัวด้วยผ้าสีทองมีราคาระดับปราณยุทธอยู่ที่ปราณขุนพลระดับสามขั้นหนึ่ง ขั้นสุด ขณะนี้บุรุษหนุ่มดูอิดโรยอย่างยิ่ง
ทันใดชายกลางคนรูปร่างท้วมสมบูรณ์ใส่ชุดสีทองได้เข้าไปหาบุรุษหนุ่ม ประคองจับไว้มิให้ล้มลงพร้อมพูดอย่างนิ่มนวลดุจชายชราผู้โอบอ้อมอารีย์ ว่า
"หยางเอ๋อร์ทนทานไหวหรือไม่ เกิดเป็นชายชาตรี จงยืนหยัดให้นานที่สุดเจ้าทำได้ดีมากแล้วที่สามารถขึ้นไปสู่หอชั้นที่สามได้ด้วยระดับปราณเพียงเท่านี้ โอ๊ะ..แปดวันนี้เจ้าถึงกับยกระดับปราณไปถึงปราณยุทธอยู่ที่ปราณขุนพลระดับสามขั้นหนึ่งขั้นสุดได้ถือว่าไม่เลว แค่นี้บิดาก็ภูมิใจในตัวเจ้ามากแล้วเจ้ารีบพักผ่อนฟื้นฟูพลังลมปราณเถอะแล้วมาชมดูให้กำลงัใจพี่สาวเจ้าต่อบัดนี้พี่สาวของเจ้าก็เข้าทดสอบหอนิรทุกข์พยายมด้วยเช่นกันขณะนี้ขึ้นไปสู่ชั้นที่ห้าของหอแล้ว"
"ท่านพ่อ..ขอบคุณท่าน...โอ๊ะ..พี่สาวถึงกับทดสอบผ่านไปสู่หอชั้นที่ห้าแล้วช่างน่ายินดียิ่ง"
บุรุษหนุ่มกล่าวขึ้นเมื่อได้พบเจอผู้เป็นบิดาและส่งสายตายินดียิ่งเมื่อได้ยินเรื่องที่บิดาบอกกล่าว
............................................................................................................................................................
ทันทีที่ราชสีห์เมฆาม่วงตัวแรกถูกสังหารลงด้วยจักระสายฟ้าวายุคำรณหลายตัวที่เหลือต่างกรูเข้ามาพร้อมกันอย่างโกรธแค้น
"กรรรซ์"
ทุกตัวต่างพ่นลูกอัคคีขนาดใหญ่จู่โจมใส่กังหลงดวงอัคคีอันร้อนแรงหลายสิบลูกพรั่งพรูเข้าสู่ร่างบุรษหนุ่มในทันที กังหลงเกร็งลมปราณต้านทานพลังความร้อนเหล่านี้ทันใดเกิดม่านพลังบางใสสีแดงเพลิงห่อหุ้มร่างกายกังหลง แต่แท้จริงแล้วกังหลงหาทราบไม่นับแต่ที่ตนได้กลืนกินเม็ดพลังธาตุอัคคีโลกันต์อเวจีซึ่งเป็นราชาแห่งอัคคีทั้งปวงเข้าไปหลังจากย่อยสลายเม็ดพลังจนหมดสิ้น อัคคีต่าง ๆ หรือความร้อนใด ๆก็มิอาจกล้ำกรายหรือมีผลคุกคามต่อตนอีก เมื่อเกร็งลมปราณจนเกิดม่านพลังอัคคีจากราชสีห์เมฆาม่วงจึงมิอาจทำอันตรายต่อกังหลงเห็นเหล่าราชสีห์เมฆาม่วงหลายสิบตัวกรูเข้ามาเช่นนั้น กังหลงเรียกดาบอัคคีโลกันต์อเวจีมาถือไว้ในมือและฟาดออกไปในแนวขวางอย่างสุดกำลัง
"เปรี้ยง"
"โฮกกกกก"
บังเกิดเสียงดังสะท้านพร้อมเสียงร้องอย่างโหยหวนราชสีห์เมฆาม่วงจำนวนห้าตัวที่ดาหน้ามาถูกฟาดแหลกเหลวดุจก้อนเต้าหู้หลงเหลือไว้เพียงแก่นอสูรสีทองที่มิโดนทำลายไป กังหลงถึงกับชื่นชมในพลังและความคมกล้าของดาบใหญ่เล่มนี้กวัดแกว่งดาบยักษ์เล่มโต จนเกิดคลื่นพายุเป็นทาง เสียงหวีดหวิวจนสะท้านจิต
"วูบบบ"
"ฟ้าวววว"
โคจรลมปราณจากจุดจักระธาตุสายฟ้าจนเกิดพลังสีน้ำเงินวิ่งสู่ตัวดาบและฟาดโจมตีไปยังกลุ่มของราชสีห์เมฆาม่วงสามตัวที่พุ่งโจมตีมาทางเวหา