ยามที่โม่ชิงเยว่ตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เป็เช้าวันใหม่แล้วเพราะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ไม่ได้ลุกขึ้นมาไอกลางดึกอีกทำให้นางหลับรวดเดียวมาจนถึงเช้ากลิ่นหอมของอาหารทำให้นางยิ้มออกมาเสียงเด็กสองคนพูดคุยกันอย่างสนุกสนานอยู่ด้านนอกพร้อมด้วยเสียงของชุ่ยเหมยที่คอยห้ามปรามพวกเขาไม่ให้ซุกซนทำให้บรรยากาศด้านนอกเต็มไปด้วยความสดใส โม่ชิงเยว่จึงค่อยๆขยับกายลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องนอนของตนไปหาพวกเขา
“ฮูหยิน! ท่านตื่นแล้วหรือเ้าคะ”ชุ่ยเหมยเอ่ยทักทายด้วยความยินดีการที่เ้านายของนางลุกขึ้นมาจากเตียงด้วยตนเองได้ทำให้นางโล่งใจแม้ว่าอากาศภายนอกเรือนจะยังคงหนาวเย็นอยู่แต่เพราะได้กระถางไฟคอยให้ความอบอุ่นทำให้สีหน้าของทุกคนสดชื่นแจ่มใสชุ่ยเหมยรีบกุลีกุจอไปช่วยพยุงเ้านายของตนมานั่งที่โต๊ะอาหารแล้วตักโจ๊กข้าวขาวเนื้อข้นให้เ้านายของตนด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“บ่าวต้มโจ๊กเสร็จแล้วเ้าค่ะทั้งคุณหนูและคุณชายก็ต่างพากันชื่นชมว่าฝีมือของบ่าวดีขึ้นมาก”เมื่อชุ่ยเหมยเอ่ยเช่นนี้เด็กๆ ทั้งสองก็ต่างพยักหน้าพร้อมพูดเป็เสียงเดียวกันว่า “อร่อย!”
โม่ชิงเยว่ใช้ช้อนคนโจ๊กเนื้อเนียนหอมกรุ่นด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวังพอตักโจ๊กเข้าไปในปากแล้วก็ได้ลิ้มรสข้าวขาวอันอ่อนนุ่มและหอมกรุ่นมีความเค็มเพียงเล็กน้อยจากการใส่เกลือมีกลิ่นหอมของน้ำแกงไก่ที่ใช้ต้มโจ๊กแม้ว่าจะไม่ถือว่าอร่อยล้ำแต่รสชาติเช่นนี้ถือว่าชุ่ยเหมยพัฒนาฝีมือการทำอาหารขึ้นมาแล้วจริงๆ
“อร่อย”โม่ชิงเยว่เอ่ยชื่นชมออกมาแล้วตักค่อยๆ ตักโจ๊กใส่ปากอย่างช้าๆ จนหมดชามทำให้ชุ่ยเหมยพลันยิ้มกริ่มอยู่ตลอดเวลาด้วยความพึงพอใจ
สิ่งที่นางทำแล้วไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จเท่าใดนักก็คือการทำอาหารั้แ่ย้ายมาอยู่ที่เรือนเหมันต์แห่งนี้โม่ชิงเยว่รับหน้าที่ปรุงอาหารด้วยตนเองเป็ประจำจวบจนโม่ชิงเยว่ล้มป่วยคนลงมือทำอาหารจึงเป็นางเดิมทีก็ขาดแคลนวัตถุดิบอยู่แล้วคนปรุงอาหารยังขาดแคลนฝีมืออีกดังนั้นที่ผ่านมาทั้งคนป่วยและเด็กต้องผอมลงเพราะกินอาหารไม่ถูกปากและกินอาหารได้ไม่อิ่มท้องกันมาเนิ่นนานทำให้นางที่คิดว่าตนเองนั้นเก่งกาจแทบจะทุกเื่ต้องพลอยเสียความมั่นใจกับเื่การทำอาหารยามนี้พอได้รับคำชมสีหน้าของนางจึงเบ่งบานหัวใจดวงน้อยก็พลันพองโตจนแทบจะะเิออกมาด้วยความปลาบปลื้มใจ
“ยังดีกว่าโจ๊กไหม้ๆที่ท่านทำเมื่อสองวันที่แล้วเป็อย่างมาก”เสียงเล็กของซ่งจื่อเยว่ทำให้สีหน้าของนางพลันเปลี่ยนแปลงไป
“เ้าอย่าปากมาก”เสียงตำหนิของซ่งจื่อเหยาทำให้สีหน้าของซ่งจื่อเยว่พลันสลดลงไป
“อาหารที่พี่ทำอร่อยแล้วต้องโทษที่เมื่อก่อนวัตถุดิบไม่เพียงพอแท้จริงแล้วพี่ชุ่ยเหมยมีความสามารถที่ไม่ธรรมดา”ซ่งจื่อเหยาเอ่ยออกเพื่อปลอบใจชุ่ยเหมยโดยจดจำคำแก้ตัวในการทำอาหารที่ล้มเหลวในครั้งก่อนของชุ่ยเหมยแล้วนำมาใช้พูดจาปลอบอกปลอบใจนางด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความจริงใจ
“เป็คุณหนูเหยาเหยาที่น่ารักที่สุด”เมื่อชุ่ยเหมยเอ่ยเช่นนี้ซ่งจื่อเยว่ก็ไม่ยอมแพ้
“ยิ่งทำฝีมือของท่านก็ยิ่งดีขึ้นข้ายังไม่เคยกินโจ๊กที่ไหนที่อร่อยเท่าโจ๊กที่พี่ชุ่ยเหมยทำเลย”เมื่อซ่งจื่อเยว่เอ่ยเช่นนี้ชุ่ยเหมยก็พยักหน้าแม้จะรู้ว่าเป็แค่เพียงการยกยอที่เกินจริงของเด็กชายตัวน้อยเพียงเท่านั้นแต่นางก็ยังคงรู้สึกชื่นอกชื่นใจอยู่ดีที่เด็กๆ รู้จักพูดจายกยอนาง
“คุณชายจื่อเยว่ก็น่ารักเช่นกัน”นางพูดพลางเอื้อมมือไปเช็ดคราบเปื้อนที่มุมปากของเขาด้วยความเอ็นดูพอทุกคนกินอาหารเช้าเสร็จแล้วเด็กๆก็ไปนั่งเล่นใกล้กระถางไฟที่มอบไออุ่นให้เป็อย่างดีส่วนโม่ชิงเยว่และชุ่ยเหมยก็มานั่งพูดคุยกันถึงเื่ที่ชุ่ยเหมยได้ เผชิญมาเมื่อวานนี้
"นี่คือเงินที่เหลือจากการซื้อของเ้าค่ะบ่าวได้มาสิบห้าตำลึง ใช้ซื้อของไปสองตำลึงกับแปดก้วนจึงเหลือเงินกลับมาสิบสองตำลึงกับสองก้วนส่วนนี่คือเงินสามก้วนที่ฮูหยินให้บ่าวไปเ้าค่ะบ่าวไม่ได้ใช้จึงนำมาคืนฮูหยิน" โม่ชิงเยว่รับเงินจากชุ่ยเหมยมานับ แล้วจึงแบ่งออกแล้วส่งคืนให้ชุ่ยเหมยห้าตำลึง
“เงินนี่เ้าเก็บติดตัวเอาไว้เ้าไม่ได้รับเงินเดือนจากข้ามานานแล้วข้าสัญญาว่าต่อไปข้าจะไม่ทำให้เ้าต้องเงินขาดมืออีก”เมื่อโม่ชิงเยว่เอ่ยเช่นนี้ชุ่ยเหมยก็รับเงินไปและคิดในใจว่านางจะเก็บเอาไว้ใช้ซื้อของให้แก่เ้านายในยามที่เ้านายของนางขาดแคลนเงินทอง
“บ่าวไม่ได้เงินก็ไม่เป็ไรเ้าค่ะขอแค่ได้ปรนนิบัติท่านบ่าวก็พอใจแล้วเ้าค่ะ”คำพูดของชุ่ยเหมยทำให้โม่ชิงเยว่ยิ้มออกมา
“เ้ารับไปเถิด จริงสิ!เหตุใดเงินสามก้วนนี้เ้าจึงไม่ได้ใช้เล่าแล้วตอนที่ไปร้านขายยาเ้าใช้เงินจากที่ใดซื้อยามาให้ข้า”เมื่อโม่ชิงเยว่ถามเช่นนี้ชุ่ยเหมยก็ยิ้มออกมา
“เดิมทีที่ฮูหยินให้เงินสามก้วนนี้แก่บ่าวก็เพื่อให้บ่าวไปซื้อยาที่ร้านแล้วใช้โอกาสนี้สลัดคนของสุ่ยอี๋เหนียงนี่เ้าคะเพียงแต่คนของสุ่ยอี๋เหนียงนั้นพอรู้ว่าบ่าวไปร้านยาเพื่อซื้อยาให้ฮูหยินพวกเขาก็รีบวิ่งแจ้นกลับไปรายงานเ้านายของพวกเขาแล้วบ่าวก็เลยเก็บเงินสามก้วนนี้เอาไว้เพราะบ่าวรู้ดีว่าเป็เงินที่โม่ฮูหยินทิ้งเอาไว้ให้ท่านพอบ่าวได้เงินจากสกุลเจียงแล้วจึงได้นำเงินที่ได้จากสกุลเจียงไปจ่ายค่ายาที่ร้านยาเ้าค่ะ”เมื่อชุ่ยเหมยเอ่ยเช่นนี้โม่ชิงเยว่ก็หัวเราะออกมาเบาๆ
“ไหวพริบของเ้ายังดีเช่นเดิมว่าแต่ทางร้านผ้าสกุลเจียงเล่า พอพวกเขาเห็นลวดลายผ้าปักของข้า พวกเขาได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับที่มาของผ้าปักหรือไม่”
“ถามเ้าค่ะพวกเขาถามว่าเ้านายของบ่าวคือผู้ใด ใช่ฮูหยินของจวนนิ่งอันโหวหรือไม่”เมื่อชุ่ยเหมยเอ่ยเช่นนี้โม่ชิงเยว่ก็พึมพำออกมา
“ที่แท้พวกเขาก็ยังไม่ได้ลืมว่ามีข้าอยู่แถมยังรู้ด้วยว่าข้าแต่งเข้าจวนนิ่งอันโหว” คำพูดของนางทำให้ชุ่ยเหมยพยักหน้า
“บ่าวก็เลยบอกกับพวกเขาว่ายามนี้ท่านโหวไม่อยู่ที่จวนท่านอยู่ในจวนโหวอย่างยากลำบาก จึงให้บ่าวนำผ้าปักไปขายที่ร้านผ้าสกุลเจียงอีกทั้งยังบอกว่าหากทางร้านให้ราคาดีฮูหยินก็ยินดีที่จะปักผ้าส่งไปขายอีกพวกเขาก็เลยมอบเงินจำนวนนี้ให้บ่าวมาเ้าค่ะ แล้วบอกกับบ่าวว่าพวกเขายินดีรับซื้อผ้าปีกของฮูหยินทั้งหมดบ่าวคิดว่าที่เถ้าแก่เอ่ยมาเช่นนี้คงตั้งใจจะช่วยเหลือท่านนะเ้าคะ”คำพูดของชุ่ยเหมยทำให้โม่ชิงเยว่พยักหน้า
“่นี้คงต้องพึ่งพาเงินจากสกุลเจียงไปก่อนพอข้าหายป่วยแล้วค่อยไปคารวะขอบคุณที่สกุลเจียง”คำพูดของโม่ชิงเยว่ทำให้ชุ่ยเหมยพลันกลืนน้ำลาย
“ฮูหยินคิดจะลักลอบออกจากจวนหรือเ้าคะ”คำถามของชุ่ยเหมยทำให้โม่ชิงเยว่ส่ายหน้า
“ข้าจะออกไปอย่างสง่าผ่าเผยต่างหากข้าไม่ได้ทำผิดอะไรเหตุใดจึงต้องกลัวพวกนางที่ผ่านมาเพราะคิดว่าเมื่อท่านโหวกลับมาข้าก็จะหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาแต่ยามนี้ข้ารอไม่ไหวแล้ว าแดนใต้ยังคงยืดเยื้อทางทิศอุดรก็ไม่สงบเขาต้องดูแลกองกำลังทั้งสองฝั่งไม่มีทางมาสนใจเื่ในเรือนหลังแน่ดังนั้นหลังจากนี้ข้าคงได้แต่ต้องพึ่งพาตนเองแล้ว” โม่ชิงเยว่เอ่ยพลางไอออกมา
“เพียงแต่่นี้ข้าคงต้องอาศัยการขายผ้าปักให้แก่ร้านผ้าสกุลเจียงไปก่อนรอข้าแข็งแรงดีแล้วจึงค่อยลงมือ”เมื่อโม่ชิงเยว่เอ่ยเช่นนี้ชุ่ยเหมยก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“ถ้าเช่นนั้นฮูหยินจะต้องหมั่นบำรุงร่างกายของตนเองให้ดีนะเ้าคะ”ชุ่ยเหมยเอ่ยพลางช่วยลูบหลังให้นางอย่างอ่อนโยนส่วนโม่ชิงเยว่นั้นกำเงินในมือเอาไว้อย่างแแ่ในใจก็คิดว่าหากจะตอบโต้ทางเรือนใหญ่นางจะต้องแข็งแรงให้มากกว่านี้และสิ่งสำคัญก็คือถ้าจะต้องออกจากจวนโหวนางจะต้องมั่นใจว่าตนเองจะสามารถมอบสถานที่พักพิงให้แก่ลูกๆได้