บทที่ 36
ก้อนหินกับท้องฟ้า 3
ผาด้านบนค่อยๆไกลออกไปสิ่งที่เคลื่อนเข้ามาใกล้คือพื้นเบื้องล่าง ทั้งสองหมุนเคว้งอยู่แบบนั้น เอวาถูกโอบกอดไว้แน่น ทุกสิ่งที่ดูเล็กพอเคลื่อนเข้ามาใกล้กลับดูใหญ่ขึ้นภาพผู้คนกำลังฆ่าฟันนองเลือดบนพื้นดินเบื้องล่างนั้นชัดเจน กองทัพขนาดใหญ่เข้าฟาดฟันกันประกายพลังอันหลากหลายสะท้อนรับกันไปทั่ว พื้นดินบางส่วนแยกออกจากกัน ทั้งแห้งแร้งร้อนระอุไม่ต่างอะไรกับจุดจบของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง พวกเธอเผลอตัวมองภาพเหล่านั้นที่กำลังบอกเล่าเรื่องราวของโลกใบนี้ มันทั้งน่าอัศจรรย์และน่าลุ่มหลงไปพร้อมกันแต่แฝงไปด้วยกลิ่นอายของความสูญสิ้น มันไม่สำคัญว่าพวกเธอจะเคยเป็นใคร หรือจะเป็นอะไรนับจากนี้ ภาพของสิ่งปลูกสร้างที่กำลังล่มสลายช่างสวยงามกับหลายชีวิตกำลังจบลงอาจรวมถึงชีวิตของพวกเธอด้วย
เอวาหันมามองใบหน้าเด็กหญิงผมหยักศก ที่เหมือนกำลังยอมรับต่อโชคชะตาแต่สองมืออันไร้พลังก็รัดร่างอีกร่างไว้แน่น
"อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ ยัยก้อนหินซื่อบื้อ..."
"ว่ายังไงนะ!" เธอพยายามเอียงหูฟังแต่กระแสลมกลบเสียงแทบทุกอย่าง ใบหน้าทั้งสองเคลื่อนเข้าหากันครั้งนี้อาจเป็นการพูดคุยกันครั้งสุดท้าย
"ฉันไม่ยอมให้ก้อนหินแบบเธอต้องแตกสลายหรอก...ได้ยินมั้ย!" เอวาตะโกนข้างหูสุดเสียง แต่มันถูกกระแสลมรบกวน
"ฉันไม่ได้ยินอะไรเลย!" เด็กหญิงผมหยักศกพยายามตะโกนตอบโต้
"เธอไม่มีพลัง! แต่ฉันมี!"
"ฮะ!...ว่ายังไงนะ!"
"จงมองดูให้ดี...ท้องฟ้าที่เธอต้องปกป้อง ว่ามันยิ่งใหญ่ขนาดไหน..." เอวายิ้มให้ใบหน้าที่ดูงุนงงพยายามจับคำพูดของเธอ ถึงแม้ความตายกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาทุกระยะ
ไอน้ำแข็งภายในอากาศหลอมรวมกัน แผ่นหลังของเอวาร้อนผ่าวถึงแม้ความเย็นกำลังปกคลุม เส้นเลือดกลางหลังมันเดือดจนระเบิดออกมาต้านรับพลังอันมหาศาลที่ยากหยั่งถึงภายในร่างเล็กๆที่กำลังประทุ
"ฉันไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดต่อจากนี้...แต่นั่นก็คือทั้งหมดที่ฉันมี!" ใบหน้าครึ่งหนึ่งของเอวามีผลึกสีฟ้าปกคลุม มันหมุนวนอย่างบ้าคลั่งพร้อมเลื่อนริมฝีปากเข้าไปใกล้
เด็กหญิงผมหยักศกตาเบิกกว้างเมื่อเห็นริมฝีปากอันบอบบางแทนคำตอบของทุกสรรพสิ่ง มันกำลังประชิดเข้ามาใกล้เหมือนทุกอย่างในใจถูกคลี่คลาย เธอเข้าใจความหมายของมันเป็นอย่างดีแม้ใบหน้าของเด็กหญิงผมฟ้าจะเริ่มบิดเบี้ยวจากพลังหาใช่ปัญหา กำแพงในใจของเธอถูกทำลายคำตอบของเธอไม่ต้องรอคำถามอีกต่อไป เธอกระชับวงแขนไร้พลังให้แน่นยิ่งขึ้นซึ่งกำลังกลายเป็นน้ำแข็งเริ่มแตกออกจากกัน ไม่จำเป็นต้องได้ยินสิ่งใดอีกมันเป็นเธอมาเสมอแต่ไม่เคยรู้ตัว ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็นผมสีฟ้าเคลื่อนผ่านวันแล้ววันเล่าที่เธอพยายามเข้าหา อาการใจเต้นทุกครั้งเมื่ออยู่ใกล้แม้แต่คำพูดแปลกๆที่ได้พูดออกไป
ไม่ต้องรอสิ่งใดอีกดอกไม้ในใจกำลังผลิบาน
ไม่ต้องคอยให้เธอพร่ำบอกอยู่เสมอบอกใบ้ความในใจใดใดอีก
จูบแรกจูบนี้ตอกกลับริมฝีปากที่กำลังเคลื่อนเข้ามานั่นเป็นสิ่งที่เธอควรรู้สึกตัวเมื่อนานมาแล้ว เอวาได้แต่ขยิบตากับสิ่งไม่คาดฝันที่เกิดขึ้น มันเป็นรอยจูบของเด็กน้อยที่รุนแรงทรงพลังแม้ริมฝีปากของเธอที่เข้าหากำลังถูกแช่แข็งเธอก็ไม่หวั่นเกรงต่อสิ่งใด
ตรงกลางระหว่างฟากฟ้าและผืนดินพลังทั้งหมดประทุอย่างแรงกล้า ผู้คนบนพื้นต้องหยุดการฆ่าฟันหันมาเหลียวมองยังเบื้องบน แผ่นฟ้ากว้างใหญ่อีกแผ่นกำลังกางออกมันแผ่ออกจนสุดพาดผ่านผู้คนทั้งหมดปกคลุมอาณาบริเวณจนทั่ว
พลังอันเกินขีดจำกัดไหลออกไปไม่มีที่สิ้นสุดทั้งรุนแรงทรงพลังทิ่มทะลุแท่นผาเป็นเสาค้ำจุน เบื้องล่างถูกปกคลุมด้วยแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ไม่เคยมีใครพบเห็นมาก่อน ชั่ววินาทีที่ความเป็นความตายได้หยุดลงมันช่างเนิ่นนานดั่งไร้จุดสิ้นสุด
ร่างอันสวยงามที่ถูกหลอมรวมกับแผ่นน้ำแข็งกำลังแตกสลาย เหมือนกับดอกไม้ที่ถึงวันเวลาล่วงโรย
"ไม่ๆ! มันต้องไม่เป็นแบบนี้! ฉันรู้สิ่งที่เธอต้องการสื่อมาโดยตลอดแล้ว! ให้โอกาสฉัน! ขอโอกาสฉันครั้งนี้ครั้งเดียว!" เด็กหญิงผมหยักศกน้ำตาไหลพราก กับร่างในอ้อมกอดที่กำลังแตกร้าว
"เห็นไหม...ทุกอย่างมันหยุดลงแล้ว..."
"....."
"ผืนฟ้าที่แท้จริงของเธอไงล่ะ...เธอไม่ต้องมองมันจากด้านบนอีกต่อไป" แม้มือข้างนั้นพยายามจะเอื้อมจับใบหน้าที่กำลังฟูมฟายแต่มันก็แตกละเอียดออก
ร่างสองร่างขนานกันด้วยแผ่นฟ้าเบื้องบนกับแผ่นสีฟ้าอันหนาวเหน็บเบื้องล่าง
"เห็นไหมล่ะ...ใครว่าเธอไม่มีพลังกัน...พลังนี้มันช่างเหมาะกับเธอเสียจริง..." ทุกความคิดของเด็กหญิงผมฟ้าดับวูบลง เห็นเพียงละอองเลือดสาดกระเซ็นดั่งมีชีวิตกลางอากาศมันขดหมุนวนดั่งมีชีวิต
ร่างไร้แขนของเด็กหญิงผมหยักศกกำลังดิ้นรน เพื่อกอบโกยชิ้นส่วนร่างไร้สติที่กำลังแตกสลายของเด็กหญิงผมฟ้าเอาไว้ ทุกการเคลื่อนไหวด้วยสองขาอันยากเย็นบนพื้นน้ำแข็งถึงแม้จะลื่นล้มครั้งแล้วครั้งเล่า เธอใช้ฟันกัดชิ้นเนื้อของตนเองแทบทุกที่ที่ซี่ฟันจะไปถึงร่างส่วนบนของเธอแหว่งออกเศษเนื้อชิ้นเล็กกระจายบนพื้นหนาวเหน็บ
"เลือด!! ฉันต้องการเลือดมากกว่านี้! ทุกอย่าง....มันจะไม่เป็นไร...ตอบฉันหน่อยสิ...ได้โปรด!" เลือดสีแดงสดสาดไปทั่ว มันทั้งอบอุ่นบ้าคลั่ง เธอพยายามควบคุมมันแต่ไม่ได้ดั่งใจเลยซักอย่างเหมือนคำสั่งของเธอไม่สามารถควบคุมของเหลวสีแดงที่ออกมาจากร่างอย่างง่ายดาย กระดูกที่กำลังงอกออกมาเธอรีบหดมันแทงเข้าสีข้าง เลือดทุกหยดนั้นมีค่าเพียงแค่เธอจะรีดเร้นออกมาได้มากเพียงไหน
คำสั่งสุดท้ายของร่างกายที่โชกไปด้วยเลือดกำลังก่อตัวโอบอุ้มร่างอันหนาวเย็นที่กำลังแตกสลาย เธออยากเข้าไปโอบกอดร่างนั้นอีกซักครั้ง แต่ท่อนแขนของเธอมันก็เป็นน้ำแข็งติดอยู่บนแผ่นหลังเด็กหญิงผมฟ้า ส่วนที่กำลังงอกขึ้นมาใหม่เธอก็ใช้มันกระหน่ำรีดเลือดบนร่างจนถึงที่สุด
"นี่หรือพลังของฉัน...มันช่างบัดซบเสียจริง..." เธอพูดพร้อมรีดกำลังครั้งสุดท้ายแทงกระดูกที่กำลังก่อขึ้นมาบนแขนอีกข้าง ปักลึกเอาไว้บนหน้าอกแล้วคาไว้อย่างนั้น
"ฉันจะไม่ยอมให้เธอหายไปไหนหรอก...ท้องฟ้าของฉัน..."
"............."
โลหิตสีแดงหลายสายไหลรินหมุนวนก่อตัวเป็นทรงกลมห่อหุ้มร่างทั้งสองจนมิด
"เธอเห็นหรือเปล่า...มันอาจไม่ใช่อะไรที่ร้อนแรง...หรือส่องแสงในตอนกลางคืนได้....." สติของเธอเริ่มพร่าเลือน ภาพรอบตัวค่อยๆจางลง จนกลายเป็นความมืดแต่สัมผัสความอุ่นของอีกร่างเพียงเล็กน้อยมันก็ทำให้หัวใจสิ้นหวังเริ่มมีหวังอันริบหรี่
"......."
"แต่ฉันว่า...ว่าอะไรดีล่ะ...." มันเหมือนสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเป็นเรื่องโกหก ดวงตาของเธอค่อยๆปิดลง ใบหน้าของเธอฟุบลงบนร่างอันหนาวเย็นที่มันเริ่มมีไออุ่นออกมาบ้าง
'อาจไม่เหมือนที่พูดไว้ซะทีเดียว....'
"แต่มันก็.....มันก็....กลมดีเหมือนกัน....."
".........."
"....................."
"........................."
...ปัจจุบัน...
บนเรือพายลำเล็กไม่ไกลออกไปบนผืนน้ำยามค่ำคืน ผู้โดยสารเพียงคนเดียวบนนั้นหรี่ตามองเปลวเพลิงที่กำลังลุกโหมกระหน่ำบริเวณท่าเรือ มันสาดส่องให้ความสว่างท่ามกลางความมืดได้อย่างชัดเจน เธอเสยผมสีน้ำตาลหยักศกไปด้านหลัง จ้องมองขวดใสใสในมือที่มันเหลือสุราข้างในแทบจะติดก้นขวด มันทำให้เธอรู้สึกเหมือนพลาดอะไรไปบางอย่าง หลังจากลอยล่องบนทะเลมาหลายสัปดาห์
"ใจเย็นจูเลี่ยน ที่นั่นจะมีเหล้าให้เธอกินจนหายอยากอย่างแน่นอน แล้วที่เหลือค่อยว่ากัน..." เธอพูดให้กำลังใจตัวเอง มือไม้สั่นด้วยความอยากสุรายกกระดกส่วนสุดท้ายเข้าปาก รีบโยนขวดเปล่าทิ้งคว้าไม้พายที่ไม่ได้จับมาพักใหญ่ รีบหันหัวเรือเล็กเข้าหาชายฝั่ง สองแขนขยับอย่างแข็งขันไม่ว่าอะไรรออยู่เธอไม่หวั่นเกรงต่อสิ่งใดทั้งนั้น