เสิ่นเชียนเกอหวนนึกถึงคนขับรถม้าและผู้คุ้มกันที่เข้ามาต้อนรับนางเมื่อครู่ ทั้งสองล้วนเป็คนเก่าคนแก่ที่คอยรับใช้ข้างกายท่านย่ามานาน แต่อาภรณ์ที่สวมใส่อยู่นั้นกลับเก่าและซอมซ่อเป็ที่สุด และเมื่อนึกย้อนกลับไปในภพก่อน นางก็มักจะได้ยินพ่อบ้านของจวนเอ่ยถึงท่านย่าของนางอยู่เป็ครั้งคราว ั้แ่ท่านย่าพาท่านอาย้ายไปอาศัยอยู่ในสวนรองหอหนิงโช่ว ใต้เท้าเสิ่นและเสิ่นฮูหยินก็ไม่เคยแบ่งเงินไปให้ท่านย่าใช้สอยแม้แต่อีแปะเดียว ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของหอหนิงโช่วก็ล้วนเป็ท่านย่าที่เป็ผู้รับผิดชอบเองทั้งหมด ส่วนกลางตระกูลเสิ่นไม่เคยออกเงินให้แม้แต่น้อย
เมื่อครั้งที่เสิ่นฮูหยินผู้เฒ่ายังเป็สาวแรกรุ่น ตระกูลเสิ่นก็ยังไม่ได้มั่งคั่งร่ำรวยเฉกเช่นทุกวันนี้ ถึงแม้ใต้เท้าผู้เฒ่าเสิ่นจะมีสถานะเป็ขุนนาง แต่ก็เป็เพียงขุนนางตงฉินชั้นผู้น้อยคนหนึ่งเท่านั้น ครั้นที่ไท่ฮูหยินของตระกูลเสิ่นยังอยู่ นางก็ได้ทำการทาบทามฮูหยินผู้เฒ่าให้กับใต้เท้าผู้เฒ่าเสิ่น
ฮูหยินผู้เฒ่ามาจากตระกูลซุนที่ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นฉู่ กิจการของครอบครัวรุ่งเรืองเฟื่องฟูเป็อย่างยิ่ง และนางก็ยังเป็บุตรที่กำเนิดจากภรรยาเอกอีกด้วย ดังนั้นสินเดิมเมื่อยามออกเรือนจึงถือว่าอลังการและมากมายมหาศาลอย่างแท้จริง
กระทั่งเสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าได้เข้ามาควบคุมดูแลสิ่งต่าง ๆ ภายในจวน ตระกูลเสิ่นจึงกลายเป็ตระกูลเสิ่นที่รุ่งเรืองเฉกเช่นทุกวันนี้ได้
ในครานั้น ฮูหยินผู้เฒ่าก็ยังไม่มีสิ่งใดให้คิดคำนึงมากนัก บิดามารดาของสามีรักใคร่เอ็นดู สามีให้ความรักและเคารพนับถือ ฮูหยินผู้เฒ่าเองก็ทุ่มเททั้งกายและใจให้ตระกูลเสิ่น นางจึงนำสินเดิมถึงครึ่งหนึ่งวางไว้ที่ส่วนกลางของตระกูลและได้กลายเป็สมบัติส่วนกลางของตระกูลไปในที่สุด
ครั้นฮูหยินผู้เฒ่าคลอดบุตรสาวได้ไม่นาน ตระกูลซุนแห่งแคว้นฉู่ก็ได้ล่มสลาย บุรุษในตระกูลถูกเนรเทศ ส่วนสตรีก็ถูกจับมาเป็ทาส ฮูหยินผู้เฒ่าที่รู้ข่าวก็รู้สึกเจ็บแค้นและโศกเศร้าเป็อย่างยิ่ง นางจึงนำสินเดิมที่ยังเหลืออยู่ออกมาขาย แล้วฝากฝังบ่าวที่ไว้ใจได้ให้นำเงินจำนวนนี้ไปให้ตระกูลฝ่ายมารดาที่แคว้นฉู่
ภายหลัง เมื่ออาหญิงใหญ่มีปัญหากับตระกูลฝ่ายสามีและกลับมายังบ้านมารดานั้น ฮูหยินผู้เฒ่าก็ได้พานางย้ายไปอาศัยอยู่ที่หอหนิงโช่ว แม้ไม่ได้ตัดขาดแต่ก็เสมือนตัดขาดกับตระกูลเสิ่นอย่างสิ้นเชิง สมบัติติดกายที่เหลืออยู่ในมือก็ร่อยหรอลงไปทุกที ไม่แปลกที่ท่านย่าและท่านอาจะใช้ชีวิตกันอย่างอัตคัดขัดสน
เหลียงเฉินที่เห็นคุณหนูรองของตนเหม่อลอยคล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง สาวใช้ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามจึงนั่งเงียบ ๆ ไม่กล้าส่งเสียงใด ๆ ออกมา
ถึงแม้รถม้าจะเก่าทรุดโทรม แต่ฝีมือการบังคับรถม้าของคนขับรถก็ยอดเยี่ยมและระมัดระวังอย่างยิ่ง ไม่นานนักรถม้าคันเก่าก็จอดเทียบที่หน้าประตูรั้วของจวนเสิ่นแล้ว ถึงแม้รถม้าจะโคลงเคลงไปมาได้ง่าย แต่เสิ่นเชียนเกอกลับไม่รู้สึกถึงแรงกระแทกกระทั้นมากมายเท่าไหร่นัก
เมื่อกล่าวขอบคุณผู้าุโคนขับรถม้าแล้ว เสิ่นเชียนเกอก็ได้เดินกลับไปยังสวนรองหอหนิงโช่วในทันที
ด้านเก๋อมามานั้นเมื่อเห็นว่าคุณหนูของตนกลับมาถึงก็รีบรุดออกมาต้อนรับทันที ขณะนี้มือทั้งสองของนางกำลังถือผ้าสีสันสดใสน่าสะดุดตาอยู่ผืนหนึ่ง
“วันนี้คุณหนูรองกลับมาเร็วจังเลยนะเ้าคะ รีบเข้ามาในเรือนแล้วดื่มน้ำแกงหวานสักถ้วยก่อนเถอะเ้าค่ะ”
เสิ่นเชียนเกอเอนหลังนั่งลงบนเก้าอี้กุหลาบในส่วนรับแขกของเรือน ก่อนจะค่อย ๆ ใช้สองมือยื่นไปรับถ้วยน้ำแกงจากเก๋อมามาแล้วลองจิบดูเล็กน้อย ระหว่าง่เวลาแห่งการพักผ่อนนั้นสายตาของนางก็มองเห็นเตาไฟที่มีถ่านหยินซือกำลังลุกไหม้อยู่ภายใน คุณหนูรองตระกูลเสิ่นเอ่ยถามขึ้นเสียงแ่เบา “มามา เรือนของพวกเราไปนำถ่านหยินซือมาจากที่ใดกัน?”
เก๋อมามาที่ได้ยินเช่นนั้นเผยรอยยิ้มอบอุ่นในทันที นางอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปลูบเส้นผมเล็กละเอียดและอ่อนหนุ่มดุจแพรไหมด้วยความเอ็นดู “ฮูหยินผู้เฒ่าให้บ่าวจากเรือนนำมาให้เ้าค่ะ ในห้องครัวก็ยังมีถ่านชนิดนี้อยู่อีกเป็กองเลยนะเ้าคะ เพียงพอที่จะให้คุณหนูรองใช้มันจนอากาศที่หนาวเย็นนี้หมดไปได้เลยล่ะเ้าค่ะ ยิ่งกว่านั้น ทั้งน้ำแกงหวานและผ้าที่อยู่ในมือของบ่าวก็ล้วนมาจากฮูหยินผู้เฒ่าที่ให้บ่าวจากเรือนนู้นส่งมาให้ทั้งสิ้นเ้าค่ะ”
สิ้นเสียงนั้น แม่นมประจำตัวคุณหนูรองก็ใช้นิ้วลูบไล้ผ้าผืนงามที่อยู่ในมืออย่างอิ่มเอม ั้แ่เล็กจนโตคุณหนูรองของพวกนางยังไม่เคยได้สวมใส่ผ้าเนื้อดีเช่นนี้เลยสักครั้ง
กาลก่อนผ้าเนื้อดีในจวนก็มักจะถูกนำไปให้คุณหนูใหญ่ก่อนเสมอ ฮูหยินมักกล่าวว่าคุณหนูรองเป็บุตรแท้ ๆ ของนาง รออีกสักหน่อยก็ไม่เป็ไร แต่คุณหนูใหญ่นั้นไม่เหมือนกัน หากออกไปข้างนอกแล้วสวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์ที่ไม่ดีก็จะถูกติฉินนินทาเอาได้ว่าแม่เลี้ยงไร้ความเมตตากับบุตรบุญธรรม
เริ่มแรกเก๋อมามาก็คล้อยตามคำกล่าวของเสิ่นฮูหยินโดยไม่นึกเอะใจ ทว่าเมื่อวันเวลาล่วงเลยไปเรื่อย ๆ นางก็มองออกอย่างชัดเจนว่าแท้จริงแล้วฮูหยินเพียงแค่ลำเอียง รักใคร่เอ็นดูคุณหนูใหญ่มากกว่าก็เท่านั้น
‘เฮ้อ ไย์ไม่มีตาลิขิตมาให้เป็เช่นนี้…คุณหนูรองที่น่าสงสารของพวกนางต่างหากที่เป็เืเนื้อเชื้อไขที่แท้จริงของตระกูลเสิ่น’
มายามนี้คุณหนูรองได้ย้ายมาพักอาศัยอยู่ที่สวนรองหอหนิงโช่วแล้ว และการที่ฮูหยินผู้เฒ่าให้ความช่วยเหลือและเมตตาคุณหนูของนางก็ทำให้เก๋อมามารู้สึกซาบซึ้งเป็อย่างยิ่ง เมื่อได้รับการปกป้องคุ้มครองจากผู้าุโในตระกูลเช่นนี้ เก๋อมามาจึงได้รู้สึกว่าชีวิตความเป็อยู่ของคุณหนูของนางเริ่มดีขึ้นมาบ้าง
การที่คุณหนูรองย้ายออกมาจากเรือนกุยเยี่ยนในครั้งนี้ สำหรับนางนับว่าเป็เื่ที่ดีจริง ๆ
เมื่อเห็นว่าเก๋อมามาลูบผ้าในมืออย่างทะนุถนอม เสิ่นเชียนเกอก็หันมองด้วยความสนใจ นางพบว่ามันเป็ผ้าหยุนต้วนสีส้มสดผืนหนึ่งที่ปักลวดลายด้วยดิ้นเงินงดงาม ยามนำไปวางภายใต้แสงอาทิตย์ ผ้าผืนงามก็จะสะท้อนแสงระยิบระยับจับตาถือเป็ผ้าชั้นดีโดยแท้ หากนำมาตัดเย็บทำกระโปรง ยามที่สวมใส่ไปท่องเที่ยวในวสันตฤดูเช่นนี้ก็คงงามไม่เป็รองผู้ใดอย่างแน่นอน
ทว่าใน่สองปีมานี้พื้นที่ในเขตเจียงหนานผลิตผ้าหยุนต้วนได้น้อย ผ้าหยุนต้วนหนึ่งผืนจึงมีราคาสูงลิบลิ่ว ตระกูลเสิ่นเองก็ไม่ได้มีทุนรอนที่จะนำไปใช้สุรุ่ยสุร่ายกับเสื้อผ้าอาภรณ์ได้มากถึงเพียงนั้น ดังนั้นแม้จะเป็เสิ่นเจียวเจียวก็คงไม่มีผ้าหยุนต้วนไว้เป็แน่
ผ้าหยุนต้วนเนื้อดีผืนนี้ของท่านย่าก็คงจะถูกเก็บรักษาด้วยความทะนุถนอมมานานหลายปี
เสิ่นเชียนเกอรู้สึกราวกับว่าท่านย่ากำลังช่วยชดเชยสิ่งต่าง ๆ ให้นางแทนตระกูลเสิ่น
ในฐานะที่เป็เืเนื้อเชื้อไขของตระกูล แต่นางกลับไม่เคยได้รับการปฏิบัติที่คู่ควรกับสถานะบุตรีตระกูลเสิ่นเลยสักครั้ง ถึงแม้ท่านย่าจะอาศัยอยู่ในสวนรองแต่ทุก ๆ เหตุการณ์ ทุก ๆ เื่ราวล้วนอยู่ในสายตาของท่านทั้งสิ้น
เนื่องจากความบาดหมางของฮูหยินผู้เฒ่ากับใต้เท้าเสิ่นและเสิ่นฮูหยิน ยามที่เสิ่นเชียนเกอยังพักอาศัยอยู่ในเรือนกุยเยี่ยน เื่บางเื่ผู้เป็ย่าจึงไม่สะดวกเข้าไปแทรกแซง
แต่มาครานี้นางได้ย้ายมาอยู่ในเขตสวนรองของท่านย่าแล้ว ท่านย่าจึงกางปีกแห่งความโอบอ้อมอารีโอบนางไว้ด้วยความรักใคร่เอ็นดู
สิ่งที่ท่านย่าทำนี้ไม่แตกต่างจากเมื่อครั้งที่นางถูกทอดทิ้งในภพก่อนแม้แต่น้อย น่าเสียดายที่ตอนนั้นมันเกิดขึ้นในเวลาที่สายเกินไป
ทว่าเมื่อนึกได้ดังนั้น เสิ่นเชียนเกอก็เกิดฮึกเหิมขึ้นมาโดยพลัน เวลานี้นางไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวอีกแล้ว นางยังมีท่านย่าและท่านอาที่คอยอยู่เคียงข้าง
หญิงสาวดื่มน้ำแกงหวานที่รับมาจากเก๋อมามาจนหมดภายในครั้งเดียว ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปี รสชาติก็ยังคงเหมือนเดิมไม่แปรเปลี่ยน เป็น้ำแกงหวานที่ท่านอาหญิงของนาง —— เสิ่นชิงชิน เคี่ยวเองกับมือ
ภพก่อน นางดูถูกดูแคลนท่านอาคนนี้เป็ที่สุด เนื่องด้วยนางเป็สตรีที่ถูกสามีทำเื่หย่าและคิดว่าท่านอาเป็คนอับโชคอย่างที่ใคร ๆ ว่ากัน สายตาที่นางใช้จ้องมองท่านอาก็มักจะแฝงไปด้วยความดูถูกดูแคลนอยู่เสมอ แต่กระนั้นรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าของท่านอาก็ไม่เคยเลือนหายไปเลยสักครั้ง อีกทั้งยังคงเคี่ยวน้ำแกงหวานให้นางดื่มเสมอมา น้ำแกงที่ช่วยบำรุงรักษาร่างกายที่อ่อนแอเพราะโรคร้ายของนาง
และเมื่อเดินทางมาจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ท่านอาก็ยังมีชีวิตที่ดีกว่านางหลายเท่า
อย่างน้อยท่านอาก็ยังมีท่านย่าที่คอยรักและปกป้องไม่เสื่อมคลาย แต่นางกลับไม่เหลือสิ่งใดเลยสักอย่าง และสุดท้ายก็จำต้องจากโลกนี้ไปด้วยโรคร้ายอย่างเดียวดายและอ้างว้าง
หลังจากดื่มน้ำแกงจนหมดถ้วย เสิ่นเชียนเกอก็เอ่ยถามเก๋อมามาเสียงหวานใส “มามา วันนี้สวนหลักได้ส่งสิ่งของอะไรมาบ้างหรือไม่?”
เก๋อมามาเมื่อถูกถามเช่นนั้นก็ถึงกับชะงักงันเอ่ยสิ่งใดไม่ออกไปครู่หนึ่ง แต่ไม่นานนักแม่นมวัยกลางคนก็หาเสียงของตนพบ “ทันทีที่คุณหนูรองเดินทางออกจากจวนในยามเช้า ฮูหยินผู้เฒ่าก็ได้ส่งไป๋มามาให้นำวัตถุดิบในการปรุงอาหารมาให้เ้าค่ะ ปริมาณนั้นเพียงพอให้คนทั้งเรือนได้รับประทานต่อไปได้อีกสองถึงสามวันเชียวนะเ้าคะ”
เสิ่นเชียนเกอจับความผิดปกติในวาจานั้นได้ทันที เก๋อมามากำลังซ่อนเร้นความจริงบางอย่าง “มามา ไม่ต้องปิดบังข้าหรอก มีอะไรก็บอกมาตรง ๆ เถอะ ท่านก็รู้ดีว่าข้าไม่ได้เอ่ยถามถึงหอหนิงโช่ว”
เก๋อมามาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะหันไปโบกมือไล่สาวใช้ที่ยืนรอรับใช้อยู่ข้าง ๆ ให้ออกไปก่อน
เมื่อภายในห้องเหลือเพียงนางและเสิ่นเชียนเกอสองคน แม่นมใจดีก็เอื้อมมือมากุมมือน้อยของอีกฝ่ายไว้พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “คุณหนูรอง ในตอนเช้าบ่าวได้ส่งคนไปเอาของใช้จำเป็ที่เรือนหลัก แต่กลับถูกพ่อบ้านไล่กลับมา แม้กระทั่งห้องครัวใหญ่ก็ไม่ได้ให้อะไรเราเลยแม้แต่ชิ้นเดียว เกรงว่าจะเป็เพราะนายท่านและฮูหยินไม่ค่อยพอใจเื่ที่คุณหนูรองย้ายออกมาโดยไม่บอกกล่าว คุณหนูรองเ้าคะ คุณหนูลองโอนอ่อนตามนายท่านและฮูหยินดูดีหรือไม่ อย่างไร คุณหนูก็เป็บุตรสาวแท้ ๆ ของพวกท่าน นายท่านและฮูหยินก็น่าจะให้ความเป็ธรรมกับคุณหนูนะเ้าคะ”
เก๋อมามาเอ่ยประโยคสุดท้ายด้วยเสียงแ่เบาราวลมพัดผ่านเพราะลึก ๆ แล้วนางเองก็รู้ดีประโยคที่ว่ามานั้นไม่มีน้ำหนักแห่งความจริงแม้แต่น้อย
ทว่าวาจาของเก๋อมามากลับทำให้แววตาของเสิ่นเชียนเกอเปลี่ยนเป็แข็งกร้าวและแน่วแน่ขึ้นทันใด “มามา หลายปีมานี้ ท่านเองก็เห็นสิ่งที่ท่านพ่อและท่านแม่กระทำมาโดยตลอด ท่านคิดว่าการที่ข้าย้ายกลับไปอีกครั้งจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้อย่างนั้นหรือ?”
การที่เรือนหลักตัดขาดไม่ยอมมอบสิ่งของจำเป็ให้เช่นนี้ ที่แท้แล้วคือบทลงโทษสำหรับคนอกตัญญูที่ใต้เท้าเสิ่นและเสิ่นฮูหยินจงใจมอบให้เสิ่นเชียนเกอ ทว่าสองสามี-ภรรยากลับไม่เคยตระหนักเลยว่าเป็พวกเขาเองต่างหากที่ไม่นิยมชมชอบในตัวบุตรสาวร่วมสายเืผู้นี้มากเสียจนพานควบคุมนางไปเสียทุกเื่ สิ่งที่พวกเขากระทำมิใช่คุณสมบัติของบิดามารดาที่รักและหวังดีต่อบุตร แต่กลับเป็ผู้ทักท้วงบุญคุณที่้าให้คนผู้หนึ่งอยู่ใต้อำนาจเพียงเท่านั้น
…พวกเขากำลังรอให้เสิ่นเชียนเกอไปคุกเข่าอ้อนวอนต่อหน้า!
…ไม่มีบิดามารดาผู้มีเมตตาใดในใต้หล้าที่จะปฏิบัติต่อบุตรสาวในอุทรของตนเช่นนี้
เก๋อมามาที่ถูกเสิ่นเชียนเกอตอบกลับด้วยความจริงอันแสนปวดร้าวก็ถึงกับนิ่งอึ้งไปไม่อาจกล่าวสิ่งใดต่อได้
คาดไม่ถึงเลยว่า คุณหนูรองที่อายุน้อยถึงเพียงนี้จะสามารถมองทุกสิ่งทุกอย่างได้ทะลุปรุโปร่งยิ่งกว่าคนที่อยู่บนโลกมานานกว่าอย่างนางเสียอีก
แม่นมผู้อยู่มานานเผยรอยยิ้มขมขื่นก่อนเอ่ยถามด้วยความห่วงใย “แต่ปีนี้คุณหนูรองเพิ่งจะอายุสิบห้าปีเองนะเ้าคะ หากไม่มีบิดามารดาที่คอยให้ความช่วยเหลือ แล้วคุณหนูจะใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างไร?”
“ไม่เห็นมีอะไรให้ต้องกังวลเลย บุตรหลานของครอบครัวที่ยากจนต้องดิ้นรนมากกว่าข้าหลายเท่านัก พวกเขายังมีชีวิตรอดและเติบโตขึ้นได้ มามา ท่านวางใจเถิด ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้ท่านมีชีวิตลำบากยากแค้นแน่นอน” อีกอย่าง ในตอนนี้นางก็ไม่ได้โดดเดี่ยวเดียวดายอีกแล้ว เสิ่นเชียนเกอผู้นี้มีทั้งท่านย่าและท่านอาที่คอยอยู่เคียงข้าง
เสิ่นเชียนเกอผู้นี้ไม่ใช่คุณหนูรองเสิ่นผู้แสนโง่งมที่เอาแต่หลับหูหลับตาทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อตระกูลเสิ่น โดยไม่คำนึงถึงตนเองเฉกเช่นในภพก่อนอีกแล้ว
เมื่อได้เห็นดวงตาเมล็ดซิ่งคู่งามเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและแน่วแน่ จิตใจที่ร้อนรุ่มของเก๋อมามาจึงค่อยสงบลงได้ ทว่าในตอนนั้นเองที่นางนึกเื่หนึ่งขึ้นได้ …ความรู้สึกหดหู่จู่โจมเก๋อมามาอีกครั้ง… อีกไม่นานคุณหนูของนางก็ต้องแต่งให้กับเยี่ยนอ๋อง บุรุษชั่วช้า ชีวิตที่น่าเวทนาของนางจะต้องยิ่งเลวร้ายกว่านี้เป็แน่
แม่นมผู้โศกเศร้าซับหยดน้ำตาที่ไหลรินออกมาด้วยความปวดใจก่อนจะเอ่ยอย่างตั้งมั่น “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มามาผู้นี้ก็จะคอยติดตามอยู่ข้างกายคุณหนูรองไม่ห่าง”
เสิ่นเชียนเกอแย้มรอยยิ้มสุกใส “มามา ตอนนี้พวกเราไม่สามารถพึ่งพาใครได้ทั้งนั้น เราทำได้เพียงแต่จะต้องพึ่งพาตนเอง! รบกวนท่านช่วยข้าคำนวณเงินที่เราเหลืออยู่ตอนนี้ และรวบรวมเครื่องประดับที่สามารถนำมาแลกเป็เงินให้ข้าด้วย”
เก๋อมามาตกปากรับคำในทันทีก่อนจะรีบเร่งทำตามคำขออย่างรวดเร็ว
ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งเค่อ เก๋อมามาก็กลับออกมารายงาน “คุณหนูรอง เรามีตั๋วเงินอยู่ห้าใบ ทุกใบล้วนเป็เงินสิบตำลึง เศษเงินอีกห้าตำลึงแปดเฉียน และยังมีแผ่นทองแดงอีกหนึ่งกว้านด้วยเ้าค่ะ ส่วนเครื่องประดับหากนำไปแลกเป็เงินก็คงแลกได้หนึ่งร้อยตำลึงเงิน ตัวบ่าวเองมีปิ่นทองเก่า ๆ อยู่อันหนึ่ง หากนำมาแลกเป็เงินแล้วก็น่าจะได้สักสิบตำลึงเป็อย่างต่ำเ้าค่ะ”
เมื่อนำเงินทั้งหมดที่มีรวมกับมูลค่าของเครื่องประดับแล้วก็มีเพียงแค่หนึ่งร้อยหกสิบตำลึงกับเศษอีกเล็กน้อยเท่านั้น นี่นับเป็เงินทั้งหมดที่เสิ่นเชียนเกอสะสมมาั้แ่ได้กลับเข้ามายังตระกูลเสิ่น
‘เฮ้อ… นางนี่ช่างยากจนเสียจริง ๆ!’
.
.
.