เล่มที่ 3 บทที่ 7
วูปปปปหยางอี้เดินผ่านประตูค่ายกลบานใหญ่เข้ามา ภายในป่าสวรรค์นั้นโดยรอบเป็นป่าทึบและจะมองเห็นเขาแฝดที่ตั้งติดกันอยู่ใจกลาง พื้นที่ทั้งหมดบนภูเขาคืออาณาเขตของส่วนใน หยางอี้เริ่มเดินสำรวจทันที เวลานั้นมีไม่มากชายหนุ่มต้องการเก็บเกี่ยวให้ได้มากที่สุด การเข้าป่าสวรรค์นั้นใช้จ่ายออกไปมิใช่น้อย เพียงแค่ป้ายเงินนี้ก็ 900 แต้มแล้ว หากเก็บเกี่ยวได้ไม่มากพอนั่นจะเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างมาก เป้าหมายของหยางอี้ในครั้งนี้คือเก็บเกี่ยวสมุนไพรตามรายการให้ได้มากที่สุด ส่วนชนิดใดหาไม่ได้ก็ค่อยไปซื้อเอาที่เขาแลกเปลี่ยน เนื่องจากหยางอี้ต้องการวัตถุดิบมาเพื่อฝึกปรุงยา มิใช่นำมาเพื่อปรุงยา หากใช้แต้มที่มีแลกมาทั้งหมดจะมิพอเป็นแน่ ดังนั้นป่าสวรรค์คือความหวังของชายหนุ่ม สำหรับยาที่หยางอี้ต้องการปรุงคือ โอสถระดับ 1 ยาเพลิงพิโรธ และยาหัวใจสมุทร ทั้งสองอย่างนี้ขั้นตอนการปรุงนับว่าไม่ยากมากนัก สิ่งที่ยากขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ของเม็ดยา ทั้งเพลิงพิโรธและหัวใจสมุทรนั้นเป็นโอสถที่ช่วยในการชำระกาย และปรับลมปราณในร่างให้คงที่ เรียกได้ว่าเป็นของคู่กันที่ต้องใช้ในการทะลวงระดับ หากแต่อย่างต่ำต้องมีความบริสุทธ์อย่างน้อย 6 ส่วน จึงจะขายได้ โอสถทั้งสองนี้เป็นที่ต้องการของศิษย์สายในจำนวนมาก เพราะมันคือสิ่งที่ช่วยให้ทะลวงระดับปฐพีได้ง่ายขึ้น ภายในเขตนอกหยางอี้วิ่งวุ่นโดยไม่หยุดพัก หลังจากสังเกตภูมิประเทศของป่าสวรรค์แล้ว เขาเริ่มลงมือทันที ด้วยความรู้ที่ศึกษาจนแตกฉานส่วนที่หนึ่งในตำราเซียนโอสถ การระบุตำแหน่งของวัตถุดิบระดับหนึ่งไม่ใช่เรื่องยาก ระหว่างรวบรวมวัตถุดิบระดับต่ำหยางอี้พบคนจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาเก็บสมุนไพรเช่นกัน บางครั้งก็มีตำแหน่งที่เล็งไว้ถูกผู้อื่นจับจองไว้แล้ว เนื่องจากป่าสวรรค์นั้นอุดมไปด้วยทรัพยากรและหยางอี้ยังไม่ต้องการนองเลือดเพื่อสมุนไพรระดับ 1 เขาจึงเปลี่ยนหาที่ใหม่แทน4 ชั่วยามผ่านไป หยางอี้รวบรวมสมุนไพรได้ไม่น้อย ตอนนี้ในถุงมิติทั้ง50ช่อง เหลือว่างเพียง 12 ช่องเท่านั้น ภายในถุงประกอบไปด้วย 6 ชนิด ที่เป็นส่วนประกอบของการปรุงยา ตอนนี้หยางอี้ยังขาดวัตถุดิบอีก 2 ชนิดในการปรุงยาเพลิงพิโรธและยาหัวใจสมุทร แต่วัตถุดิบที่ขาดอยู่นั้นค่อนข้างจะหายากสักเล็กน้อย ชายหนุ่มจึงเลือกที่จะแลกเอาจากตลาด ระหว่างทางยังมีสมุนไพรหลายอย่างที่พบ แต่เนื่องด้วยถุงมิติสามารถใส่ของได้อย่างจำกัดแม้จะน่าเสียดายแต่เขาก็ได้แต่ปล่อยผ่านไป ด้วยเวลา 4 ชั่วยามกับการเก็บเกี่ยวระดับนี้ มากพอแล้วที่จะทำให้คนอื่นต้องอ้าปากค้าง ทั้งหมดนี่ต้องขอบคุณความพยายามในการศึกษาตำราอย่างละเอียดของเขาเอง ผ่านไปอีกครึ่งชั่วยาม หยางอี้ก็มาถึงทางเข้าเขตกลาง มองไปก็ไม่นับว่าเป็นทางเข้าอะไร เพียงแต่ทั้งสองเขตจะมีกำแพงลมปราณเล็กๆลอยขึ้นมาจากค่ายกลที่ถูกวางเอาไว้ทั่วป่า เพื่อแบ่งแยกเขตนอกและเขตกลางออกจากกัน หากไม่มีป้ายเงินที่ลงอักขระของค่ายกลไว้ก็จะไม่สามารถผ่านไปได้โดยไม่เสียเวลาหยางอี้มุ่งหน้าเข้าสู่เขตกลางทันที เขตกลางนั้นต่างจากเขตนอกเพราะภายในนั้นจะไม่ได้มีเพียงสมุนไพรกับวัตถุดิบแล้ว แต่เขตกลางเป็นที่อาศัยของสัตว์อสูรอีกด้วย จากคำแนะนำนั้นในเขตกลางจะมีสัตว์อสูรตั้งแต่ก่อตั้งจิตถึงปฐพีขั้นสูง แม้จะไม่ใช่ปัญหาสำหรับหยางอี้ แต่กับศิษย์คนอื่นการมาเขตกลางก็เหมือนกับเอาชีวิตมาเสี่ยงแล้ว และหากเข้าเขตในนั่นคือการเอาชีวิตไปทิ้งสำหรับเขตกลางนั้นความหวังของหยางอี้คือโชคดีได้พบกับสมุนไพรระดับ 3 สัก 1 หรือ 2 ต้นก็ถือว่าการมารอบนี้เก็บเกี่ยวได้อย่างยอดเยี่ยม แต่หากไม่แล้ว เพียงเติมช่องว่างในถุงทั้ง 12 ที่ด้วยสมุนไพรระดับ 2 ก็ยังนับว่าไม่เลวภายในป่าเขตกลางนั้น ตลอดเวลาที่ออกค้นหาสมุนไพรจะได้ยินเสียงคำรามของสัตว์อสูรมาเป็นพักๆ หยางอี้มีเป้าหมายในใจแล้วในการออกค้นหาสมุนไพรในเขตนี้ จากการอ่านตำราตลอด 20 วันที่ผ่านมา เมื่อจดจำเนื้อหาในส่วนของระดับที่ 1 จนครบถ้วนแล้ว ก่อนจะทบทวนดูอีกครั้งหยางอี้ได้เปิดอ่านในส่วนของวัตถุดิบระดับ 2 มาพอสมควร แม้จะยังมิได้เข้าใจจนถ่องแท้เช่นส่วนแรก แต่สำหรับเรื่องที่อยู่ของพวกมันนับว่าไม่เป็นปัญหาในการค้นหาเป้าหมายของหยางอี้ครั้งนี้คือสมุนไพร ระดับ 2 ที่จะเกิดขึ้นบริเวณที่อับชื้น หญ้าบัวราตรี สมุนไพรชนิดนี้เป็นส่วนประกอบในการปรุงยาระดับ 3 ราคาของมันค่อนข้างสูง และยาบัวผลาญใจระดับ 3 นั้น คือหนึ่งในโอสถที่หยางอี้ต้องการปรุงเช่นกัน โอสถชนิดนี้ความยากในการปรุงค่อนข้างสูง แต่ผลประโยชน์และราคาเองก็สูงลิบเช่นกัน ในเขาโอสถนั้นมีเพียงศิษย์หลักเท่านั้นที่สามารถปรุงได้ แต่จำนวนคนที่ปรุงได้นั้นก็น้อยจนสามารถนับได้ด้วยนิ้วมือเดินตัดผ่านป่ามาไม่นานนัก หยางอี้ก็เริ่มได้ยินเสียงน้ำไหลกระทบหินที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล เดินต่อไปอีกไม่กี่ร้อยเมตรก็ถึงจุดหมาย เบื้องหน้าชายหนุ่มเป็นลำธารขนาดใหญ่ ด้านบนเป็นน้ำตกไหลลงมาสูง 20 เมตร บริเวณโดยรอบอุดมไปด้วยพืชพรรณนานาชนิด มีกระทั่งสมุนไพรระดับ 1 ที่หาได้ยากในเขตนอก สำหรับศิษย์ที่มีความสามารถมากพอ การใช้จ่ายเข้ามาเขตกลางนับว่าคุ้มค่าอย่างยิ่งหยางอี้เริ่มสำรวจบริเวณโดยรอบทันที ตามตำราบันทึกไว้ว่าหญ้าบัวราตรีนั้นจะเติบโตขึ้นบริเวณโขดหินชื้น ภายในลำธารแห่งนี้เองก็เต็มไปด้วยโขดหินมากมาย ซึ่งนับว่าหยางอี้เลือกสถานที่ได้เหมาะสมเพราะด้วยภูมิประเทศเช่นนี้เหมาะแก่การเติบโตของบัวราตรีจริงๆค้นหาอย่างรอบคอบไม่นานดวงตาของชายหนุ่มก็เป็นประกาย เมื่อมองไปยังโขดหินก้อนหนึ่ง ในช่องแคบๆนั้น ปรากฎต้นหญ้าขนาด 3 นิ้วหลบซ่อนอยู่ภายใน ทั้งต้นของหญ้าบัวราตรีนั้นจะมีสีฟ้าอ่อนและแสงรางๆออกมาตลอดเวลา ใบของมันที่งอกออกมาจะงุ้มงอเข้าหากันจนลักษณะคล้ายกับดอกบัวตูม และจะบานออกยามที่แสงจันทร์ตกกระทบหยางอี้ค่อยๆ เดินเข้าไปอย่างระมัดระวัง ก่อนจะขุดเอาหญ้าบัวราตรีออกมาทั้งรากและเก็บใส่ถุงมิติ สมุนไพรนั้นมีหลายประเภท และหญ้าบัวราตรีเป็นหนึ่งในประเภทที่แผ่พลังปราณออกมาเป็นแสงจางๆอยู่ตลอดเวลา เมื่อเก็บเกี่ยวออกมาแล้วภายในหนึ่งวันจำต้องใช้วิธีพิเศษในการเก็บรักษา มิเช่นนั้นแหล่งพลังปราณภายในจะสูญเสียจากการปล่อยแสงจางๆสีฟ้าจนคุณสมบัติในการเป็นวัตถุดิบปรุงยาหมดไปหยางอี้ยิ้มออกมาอย่างเบิกบาน ครั้งนี้นับว่ามีโชคไม่น้อย เพียงต้นแรกที่เก็บเกี่ยวได้ก็มีอายุถึง 5 ปีแล้ว หญ้าชนิดนี้เมื่อเกิดมาจะมีใบอยู่ 4 ใบ และจะงอกขึ้นหนึ่งใบเมื่อผ่านไปหนึ่งปี ยิ่งอายุมากเท่าไหร่ยิ่งหมายความว่าดูดซับพลังหยินมามากเท่านั้น หยางอี้หลังจากเก็บหญ้าบัวราตรีต้นแรกมาแล้วก็ฉุกคิดบางอย่างขึ้น ด้วยการอ่านตำราเพียงผิวเผินทำให้ชายหนุ่มไม่ได้ตระหนักถึงวิธีพิเศษที่กู่เทียนชางบันทึกไว้ หญ้าบัวราตรีเป็นหนึ่งในประเภทที่แผ่พลังปราณออกมา และยิ่งในเวลากลางคืนจะยิ่งแผ่ออกมามากเป็นพิเศษเมื่อใบหญ้าบานออกรับพลังหยินจากดวงจันทร์ นั่นหมายความว่าทักษะซ่อนจันทร์ของหยางอี้จะเป็นดั่งเครื่องมือชั้นเลิศในการเก็บเกี่ยวครั้งนี้ตอนนี้ฟ้าเองก็เริ่มมืดแล้ว หยางอี้เมื่อคิดได้ในใจก็ยิ่งปลื้มปริ่มลิงโลดไปด้วยความยินดี ชายหนุ่มไม่ต้องการทำลายทรัพยากรพวกนี้ไปโดยเปล่าประโยชน์ แน่นอนว่าหยางอี้ต้องการต้นหญ้าที่มีอายุมากที่สุดดังนั้นจึงตั้งใจเก็บช่องว่างที่เหลือทั้ง 11 ที่ไว้รอยามค่ำคืนเพื่อเก็บเกี่ยวหญ้าบัวราตรีหยางอี้เลือกโขดหินใหญ่ก้อนหนึ่งเพื่อนั่งทำสมาธิ อีก 1 ชั่วยามท้องฟ้าจะเข้าสู่ราตรีแล้ว ชายหนุ่มจึงเลือกที่จะรอการเก็บเกี่ยวครั้งใหญ่อยู่เงียบๆ และโคจรทักษะซ่อนจันทร์บังคับแผ่ระลอกพลังปราณไปโดยรอบ 1 กิโลเมตรเพื่อคอยจับตาดูสัตว์อสูรบริเวณนี้อย่างระมัดระวัง ผ่านไปครึ่งชั่วยามหยางอี้ก็ต้องขมวดคิ้ว เพราะตอนนี้มีคนกลุ่มหนึ่ง กำลังมุ่งหน้ามาทางลำธารแห่งนี้ ด้วยลักษณะการเคลื่อนที่ทำให้หยางอี้เริ่มกังวลว่าจะเป็นการสะกดรอยตามตนเองมา แต่เมื่อเข้ามาใกล้ 500 เมตร กลุ่มคนก็หยุดลงและไม่เคลื่อนที่อีก โชคดีที่พวกมันเข้ามาหยุดอยู่ในระยะใกล้พอสมควรทำให้หยางอี้สามารถตรวจสอบได้ในระดับหนึ่ง มนุษย์นั้นต่างจากสัตว์อสูรที่แผ่พลังปราณออกมาตามธรรมชาติอยู่ตลอดเวลา หยางอี้พบว่ากลุ่มนี้มีด้วยกัน 5 คน สามคนเป็นก่อตั้งจิตรขั้น 9 อีก 1 คนครึ่งก้าวสู่ปฐพี และคนสุดท้ายดูเหมือนว่าจะเป็นหัวหน้ากลุ่ม อยู่ในระดับปฐพีขั้นที่ 1หยางอี้ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งใจก่อนจะลืมตาขึ้นมามองไปยังทิศทางนั้นครู่หนึ่งด้วยประกายตาเรืองโรจน์ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้งมุมปากยกยิ้มขึ้นอย่างชั่วร้าย ในเมื่อมีเนื้อก่อนงามมาหาถึงที่จะปล่อยไปได้อย่างไร ครั้งเฉินกวงหยางอี้มิได้สืบสาวเอาความเพราะไม่ควรค่าให้ใส่ใจ แต่หากครั้งนี้อีกฝ่ายย่อมมีเจตนาสังหารตนเป็นแน่แท้ จึงได้ตามเข้ามาในป่าแห่งนี้ เองเช่นนี้ หากปล่อยไว้จะสร้างความวุ่นวายในอนาคต ดังนั้นครั้งนี้ชายหนุ่มจึงคิดที่จะตัดไฟแต่ต้นลม การจัดการตัวต้นเรื่องคือวิธีการจบเรื่องนี้อย่างดีที่สุดครึ่งชั่วยามผ่านไปดวงจันทร์ลอยล่องอยู่กลางนภาอันมืดมิด แผ่แสงนวลละออมายังพื้นพิภพส่งให้ดูชวนน่าหลงใหล หยางอี้เองก็ไม่รอช้ารีบลดระยะการสัมผัสพลังปราณให้เหลือเพียงครอบคลุมพื้นที่บริเวณนี้ เพื่อค้นหาหญ้าบัวราตรี แม้จะกล่าวว่าเป็นประเภทแผ่พลังปราณก็ตาม แต่นั่นก็ยากจะสัมผัสได้หากมิทุ่มเทสมาธิเต็มที่ ด้วยแสงจางๆนั้นล้วนถูกบดบังโดยโขดหิน การจะเก็บเกี่ยวโดยอาศัยแสงที่มันแผ่ออกมาเห็นจะเป็นไปได้ยาก หยางอี้ทุ่มเทสมาธิกระจายพลังปราณออกไปเพื่อค้นหาไม่นานก็ลืมตาลุกพรวดขึ้นทันที หัวใจชายหนุ่มพลันเต้นถี่ยิบ บนใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้นเมื่อแหงนมองไปยังธารน้ำตกที่ไหลรินลงมาไม่ขาดสาย