ตอนที่ 120
แรกเต๋าปรากฎ
"เพลิงไฟของเจ้าไม่ธรรมดาเลย" ฉีปิงที่มักสงวนคำและไม่ค่อยเอ่ยชมผู้ใด ยังอดที่จะเอ่ยชมเสวี่ยหมิงจากใจจริงมิได้ "หากข้าเดาไม่ผิดที่ระดับพลังของเจ้ายังหยุดอยู่แค่ลมปราณพื้นฐานขั้นที่ห้าก็เพราะวิชาลมปราณที่เจ้าฝึกเป็นวิชาลมปราณที่จะช่วยเจ้าสร้างเสริมเส้นชีพจรธาตุสินะ" ฉีปิงคิดเอาว่าเสวี่ยหมิงนั้นคงต้องฝึกเคล็ดวิชาลมปราณธาตุที่พิสดารเช่นเดียวกับวิชามังกรเหมันต์ของตนเอง จึงทำให้เสวี่ยหมิงนั้นมีพลังเกินกว่าขอบเขตของระดับพลังที่แท้จริงเช่นนี้
"อืม..."เสวี่ยหมิงเพียงพยักหน้ารับและไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา
...จะตอบว่าข้าฝึกเพียงแค่เคล็ดวิชาลมปราณสกุลหย่ง ก็จะเกิดข้อสงสัยเรื่องลมปราณเปลวเพลิงร้อนแรงที่เราอุตส่าห์ปกปิดมาตลอด
"ดี หากเป็นเช่นนี้เจ้าก็คู่ควรจะเป็นคู่ต่อสู้ที่ข้าจะทุ่มใช้ทุกสิ่งเพื่อเอาชนะในวันนี้" ฉีปิงที่ปรับลมปราณจนฟื้นคืนเรียบร้อยแล้วขยับท่าร่างอีกครั้ง
"ข้าก็เช่นกัน" เสวี่ยหมิงเองหลังจากที่ตอบโต้กลับและมีเวลาหอบหายใจหนัก ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ร่างกายที่บาดเจ็บบอบช้ำภายในก็ทุเลาลงไปมาก แม้เสวี่ยหมิงจะฟื้นฟูขึ้นมาแล้วแต่เมื่อเห็นฉีปิงเคลื่อนไหวเสวี่ยหมิงกลับไม่ได้เคลื่อนไหวตาม เพราะตอนนี้เขารู้ดีแล้วว่าพลังลมปราณมังกรเหมันต์ซึ่งเป็นเส้นชีพจรธาตุของฉีปิงนั้น ปรับเปลี่ยนทักษะโจมตีที่ฉีปิงใช้ออกให้เกิดผลพลังของความเย็นจากลมปราณหลักในร่าง ทำให้ท่าโจมตีของฉีปิงไม่เพียงรุนแรงแต่ยังแฝงไว้ด้วยพลังที่สะกดข่มการเคลื่อนไหว ดังนั้นการใช้ท่าร่างเพื่อหลอกล่อและจู่โจมจึงเท่ากับเสียเปรียบฉีปิงตั้งแต่เริ่มออกกระบวนท่าไปครึ่งก้าวแล้ว
...หากเรานิ่งรอการโต้กลับน่าจะเป็นการดีกว่า ติดเพียงว่าเมื่อพลังเย็นของเจ้านั่นแทรกซึมเข้ามาเราก็อาจจะหลบเลี่ยงท่าโจมตีของมันได้ลำบาก...เดี๋ยวก่อนในเมื่อพลังความเย็นสามารถสร้างสภาวะได้เปรียบในการต่อสู้ แล้วพลังความร้อนของเรามันก็ต้องมีวิธีใช้ออกแบบเดียวกันสินะ
ความคิดของเสวี่ยหมิงยังไม่ทันตกผลึกดี ดาบที่อาบคมน้ำแข็งเย็นเยียบของฉีปิงก็สะบัดไวเข้าจู่โจมเสวี่ยหมิงจากทั้งเบื้องบนและเบื้องร่าง ราวกับเขี้ยวของอสูรร้ายที่อ้าปากโพพุ่งเข้าใส่และเตรียมงับเหยื่อของมัน
"ทักษะดาบจิ้งจอกเดียวดาย เป็นเพลงดาบที่ข้าตั้งใจจะเก็บเอาไว้ต่อกรกับซือหม่าเทียน แต่ไม่คิดเลยว่าจะต้องใช้ออกมาในวันนี้" ทักษะลับที่ฉีซูมี่ควานหามาเพื่อให้ฉีปิงฝึกปรือย่อมมิใช่ท่าดาบธรรมดาสามัญ แม้พลังของท่วงท่าจะดุเกรี้ยวกราดน้อยกว่า ทักษะวิชาของสำนักมังกรเทวะ แต่ทักษะดาบจิ้งจอกเดียวดาย กลับกลมกลืนและหนุนเสริมลมปราณธาตุน้ำของฉีปิงได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ดวงตาเจิดจ้าใบหน้าที่ยิ่งมายิ่งแสดงออกถึงความามาดมั่นของฉีปิง ทำให้เสวี่ยหมิงไม่กล้าประมาทเพลงดาบใหม่ที่ฉีปิงเพิ่งจะใช้ออกมา ดวงตาข้างซ้ายมองภาพคลื่นลมปราณที่แผ่ปกคลุมล้อมกรอบจากทั้งบนและล่างของท่าโจมตีในครั้งนี้ เช่นเดียวกับการโจมตีก่อนหน้า แต่กลับไม่พบช่องว่างให้ฉกฉวยในกระบวนท่า แต่กลับพบเห็นว่าร่างกายบริเวณใต้ราวนมทั้งสองข้างของฉีปิงเริ่มปรากฏสีชมพูระเรื่อขึ้น ร่องรอยซึ่งแสดงว่าในตอนนี้นั้นฉีปิงมีอาการบาดเจ็บสะสมและจุดที่เกิดอาการก็จะกลายเป็นจุดอ่อนที่เสวี่ยหมิงจะสามารถใช้การโจมตีหนึ่งส่วนเพื่อให้เกิดผลสองส่วนหรือมากกว่านั้นได้ แต่ก่อนที่จะมีโอกาสในการโจมตีสวนกลับ เสวี่ยหมิงจำต้องหลบรอดจากท่าดาบที่พุ่งเข้าประชิดอยู่ตรงหน้า
...เมื่อทักษะเจ้าคือน้ำ แต่พลังลมปราณวิเศษของข้าคือไฟก็มาลองดูกันว่าใครมันจะแกร่งกว่า
เสวี่ยหมิงเปลี่ยนจากการใช้พลังลมปราณตัวเองผลักดันตอบโต้ เป็นใช้ลมปราณเปลวเพลิงนำหน้าและใช้ลมปราณในกายผลักดันตามหลังแม้ระดับพลังจะดูอ่อนด้อยลงแต่ความเข้มข้นของเปลวเพลิงกลับร้อนแรงยิ่งกว่า ทำให้ในครั้งนี้แสงของเปลวไฟที่เคยเจิดจ้ากลับเปล่งประกายยิ่งขึ้นไปกว่าเก่า เพลิงไฟที่เพียงลุกท่วมแค่สองแขนก่อนหน้ากลับกลายเป็นห่อคลุมจนทั่วทั้งร่างของเสวี่ยหมิง แต่ยังไม่ทันที่เสวี่ยหมิงจะออกกระบวนท่าต้านรับเปลวเพลิงที่เพิ่งจะปะทุออกจากร่างของเสวี่ยหมิงอย่างสุดรั้งเป็นคราแรก พลันพบว่าที่เบื้องหน้ามีศัตรูโดยธรรมชาติของมันทำให้เปลวเพลิงที่ห่อคลุมร่างของเสวี่ยหมิงพลันขยายตัวออกไม่หยุดอย่างต่อเนื่อง
...ธาตุพลังเพลิงและน้ำล้วนเป็นขั้วตรงข้าม แม้น้ำแข็งของฉีปิงในตอนนี้จะมีพลังสูงกว่าเพลิงไฟของเสวี่ยหมิง แต่เพลิงไฟของเสวี่ยหมิงนั้นหาใช่เพลิงไฟทั่วไป แต่มันเป็นเพลิงไฟแห่งชีวิต...เปลวเพลิงที่มีสำนึกหลงเหลือของวิหคเพลิงอมตะ เมื่อเปลวเพลิงปะทุออกด้วยแรงผลักของลมปราณภายใน ทำให้ท้ายที่สุดร่างของเสวี่ยหมิงพลันปรากฏม่านพลังเพลิงร้อนแรงราวกับลูกบอลไฟขนาดยักษ์ห่อหุ้มร่างเอาไว้ในเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนที่คมเขี้ยวน้ำแข็งจะมาถึง
บรึ้ม !!!
เสียงแตกระเบิดดังกึกก้อง เมื่อเขี้ยวน้ำแข็งจากเพลงดาบของฉีปิงปะทะชนเข้ากับเปลวเพลิงที่ห่อหุ้มร่างของเสวี่ยหมิง แม้เสวี่ยหมิงจะยังไม่ได้ออกกระบวนท่า แต่ดูเหมือนว่ารัศมีเปลวเพลิงที่กระจายออกมาในครั้งนี้จะรุนแรงจนสามารถปัดป้องท่าโจมตีของฉีปิงได้ เมื่อเพลิงและน้ำแข็งปะทะกันอีกครั้งม่านไอขาวโพลนหนาหนักก็แผ่ปกคลุมทั่วทั้งเวทีประลองอีกครั้ง
ฉีปิงที่ตื่นตะลึงกับพลังเพลิงที่กระจายออกจากร่างของเสวี่ยหมิงยังไม่ได้หยุดยั้งกระบวนท่าตามติดหมุนตัวฟาดดาบประหารตามหลังใช้ออกด้วยกระบวนท่าที่รุนแรงที่สุดของตัวเองในตอนนี้
...พันเขี้ยววายุโรมรัน ท่าโจมตีประหารที่ปลดปล่อยพลังออกทุกทิศทางราวกับส่งคู่ต่อสู้ให้ตกลงไปสู่กลางสมรภูมิสงคราม ที่เต็มไปด้วยการโจมตีแสนอันตรายจากทุกสารทิศ ยิ่งผสานเสริมกับพลังปราณมังกรเหมันต์ซึ่งมีพลังในการสะกดข่มท่าร่างและการเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ ความอันตรายของท่วงท่าพันเขี้ยววายุโรมรันก็ยิ่งทวีความน่ากลัวขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว
ม่านพลังเพลิงของเสวี่ยหมิงที่ถูกกระแทกจากทุกทิศทางพลันสั่นไหวราวกับจะแตกร้าวอยู่ตลอดเวลา เสวี่ยหมิงไม่มีเวลาให้ขบคิดมากนักเพราะตอนนี้เพียงควบคุมลมปราณเปลวเพลิงให้ปกคลุมร่างของตัวเองโดยไม่แตกสลายก็กินเรี่ยวแรงสมาธิจนแทบจะหมดสิ้น แม้พลังลมปราณและพลังจิตวิญญาณจะถูกใช้ออกจนไม่อาจปรับเปลี่ยนสิ่งใดได้อีก แต่พลังของดวงตาเทพมารบรรพกาลนั้นแตกต่างมันทำงานโดยแยกจากพลังทั้งสองอย่างชัดเจน และแน่นอนว่ามันกำลังจะช่วยให้เสวี่ยหมิงเกาะกุมวาสนาอันยิ่งใหญ่ในชีวิตได้อีกครั้ง
ตูม! ตูม!....ตูม!!....ตูม!!!
เสียงดังเกิดขึ้นทุกครั้งที่พลังของพันเขี้ยวโรมรันกระแทกเข้าใส่ม่านไฟที่ห่อหุ้มเสวี่ยหมิงอยู่ และทุกครั้งม่านพลังก็จะหดสั้นเข้าไปทีละน้อย
จนกระทั่ง...พลังของม่านไฟเท่ากันพอดีกับพลังของปราณมังกรเหมันต์ที่บรรจุอยู่ในกระบวนท่าพันเขี้ยววายุโรมรันของฉีปิง ซึ่งเป็นเวลาเพียงชั่วแวบเดียวเท่านั้น แต่เพราะดวงตาเทพมารบรรพกาลช่วยให้สมองของเสวี่ยหมิงนั้นมีความไว และสามารถจับภาพต่าง ๆ ได้อย่างแจ่มชัดราวกับทุกสิ่งเคลื่อนไหวเชื่องช้าลงเมื่ออยู่ต่อหน้าดวงตาวิเศษดวงนี้
เสียงของการปะทะของพลังที่เท่าเทียมไม่ได้ดังกังวานเช่นเดียวกับก่อนหน้า ถ้าจะพูดให้ถูกต้อง...คำว่าไร้เสียงเล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อยจึงจะนับว่าบรรยายได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน เพราะยามพลังขั้วตรงข้ามที่เท่าเทียมทั้งสองปะทะกันหาได้เกิดการต่อต้านและระเบิดออกเช่นเดียวกับก่อนหน้า แต่มันกลับหลอมกลืนเข้าหากันจนเกิดจุดปริแตกของมวลอากาศเบื้องหน้าขนาดเล็กเท่าหัวไม้ขีดไฟขึ้น...หลุมไร้ก้นที่ดึงดูดเพลังรอบ ๆ ข้างของมันเพื่อเติมเต็มรอยปริแตก แต่เพราะเป็นการปะทะที่ยังดำเนินต่อเนื่องอยู่ทำให้เพียงแวบเดียวรอยแตกที่ปริแยกก็พลันปิดตัวลง
เสวี่ยหมิงที่สังเกตเห็นสิ่งผิดปกตินี้โดยบังเอิญ กลั้นหายใจนิ่งอย่างลืมตัว เพราะเพียงแค่จุดเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นมันก็สูบพลังของม่านเพลิงวิเศษที่เขาพยายามเร่งเร้าจนถึงขีดสุดให้แตกสลายไปในพริบตา รวมถึงพลังที่โจมตีตามติดของพันเขี้ยวโรมรันของฉีปิงที่อยู่รอบ ๆ ตัวเขาให้หายไปจนหมดสิ้น
แต่ในยามที่เสวี่ยหมิงยังตะลึงค้างอยู่นั้น ท่าโจมตีของฉีปิงยังคงไม่หมดสิ้นคมดาบของพันเขี้ยววายุโรมรันในระลอกสุดท้ายซึ่งไม่ได้ถูกดึงดูดหายไปยังคงพุ่งตรงเข้าใส่ร่างของเสวี่ยหมิงที่ยืนเหม่อแน่นิ่งไร้ซึ่งม่านพลังป้องกันตัวเองอยู่ในตอนนี้