ตอนที่ 97
ด้านในตำหนักชี้ทาง จะมีโถงกลางขนาดใหญ่ทรงกลมปิดทึบห้องหนึ่ง ที่สูงขึ้นจนถึงยอดปลายตำหนักโถงใหญ่เด่นชัดนี้มันถูกกำกับเอาไว้ด้วยลวดลายอักขระมากมายจนมิอาจพรรณนา แผ่รัศมีศาสตรานานาชนิดเพียงแค่การมองยังรู้สึกจิตใจสะทกสะท้านหวาดหวั่น...
ภายในตำหนัก นอกจากผู้อาวุโสชราคนหนึ่งแล้ว ยังมีชนชั้นผู้ฝึกสอนกว่า10 คน ทำหน้าที่ดูแลตำหนักแห่งนี้ มิได้เงียบเหงาเฉกเช่นตำหนักชี้ทางของแผนกวรยุทธประยุกต์บ่งบอกความแตกต่างของทั้งสองแผนก... ความนิยมของหมู่ศิษย์โดยมากจะเลือกเข้าที่แผนกวรยุทธดั้งเดิมจึงจำเป็นต้องใช้บุคลากรดูแลที่มากยิ่งกว่าแผนกวรยุทธประยุกต์...
ผู้อาวุโสเถิง เผยรอยยิ้มชราเมื่อเห็นว่าด้านในยังมีปรากฏผู้เยาว์อีก2 คน... ทั้งคู่สวมเครื่องแบบศิษย์สายนอกที่ใหม่เอี่ยมอ่อง บ่งบอกว่าเพิ่งจะผ่านการทดสอบเข้าสำนักมาเมื่อวานนี้และเข้าสำนักวันนี้เป็นวันแรก...
“ดูเหมือนว่าจะมีศิษย์ใหม่เข้าแผนกมาพอดี... เจ้าจะเข้าทดสอบก่อนเลยหรือไม่?!” ชายชราเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงสามัญ ตัวของ เหยาซาน ก็มิได้รีบร้อนอะไรนักยิ่งเห็นท่าทีตื่นเต้นของศิษย์ใหม่ทั้งสองที่เพิ่งเข้าสำนัก ก็อดนึกถึงตนเองเมื่อครึ่งเดือนก่อนมิได้
“ให้ศิษย์น้องทั้งสอง เริ่มก่อนเถิด... ศิษย์อยากจะขอสังเกตการณ์ดูก่อน...”เหยาซาน กล่าวขึ้นน้ำเสียงสุภาพ ก่อนจะเห็นว่าศิษย์ใหม่ทั้งสองรีบหันมองมาประสานมือโค้งตัวเคารพสุภาพ
เหยาซาน รู้สึกปลาบปลื้มไม่น้อย เพราะปกติอยู่ที่นี่ตนก็นับเป็นศิษย์ใหม่ผู้หนึ่งจึงไม่เคยมีผู้ใดแสดงความเคารพจากจริงใจ เว้นเสียแต่จะพบเจอศิษย์สายนอกที่หวาดกลัวต่อข่าวลือรีบประสานมือให้ตนอย่างส่ง ๆ ซึ่งนั่นก็มิได้ทำให้ เหยาซาน ปลาบปลื้มใด ๆ
ผู้อาวุโสเถิง ได้ยินเช่นนั้น ก็หันไปพยักหน้าให้กับผู้อาวุโสอีกท่านหนึ่งซึ่งทำหน้าที่ดูแลตำหนักชี้ทาง นามว่าผู้อาวุโสฉาย... ทันใดนั้นเอง ผู้อาวุโสฉายก็ตรงไปที่ประตูใหญ่ทางเข้าโถงทรงกลมนั้น ใช้ตราประทับเสมือนกุญแจประกบคงไปที่ประตูแสงสว่างก็พลันเล็ดลอดพร้อมประตูที่ถูกแง้มออกเนืองช้า...
สองผู้อาวุโส สามผู้เยาว์ รวมถึงสิบผู้ฝึกสอน ทุกคนล้วนเข้าไปด้านในโถงที่ปิดทึบทรงกลมแห่งนี้...ซึ่งหลังจากที่เข้ามาแล้วประตูใหญ่ก็พลันถูกปิดลง เผยให้เห็นแสงสว่างเพียงเล็กน้อยที่สาดส่องลงมาจากด้านบนเหยาซาน เผยแววตาสนอกสนใจตามประสาคนช่างสังเกต ภายในโถงใหญ่ทึบแห่งนี้เป็นเพียงโถงโล่งๆ ที่กึ่งกลางโถงมีวงแหวนอักขระเด่นชัด
แต่ในความโล่งกว้างของโถงแห่งนี้ เมื่อสังเกตที่ไปผนังรอบด้านดี ๆจะพบกับแผ่นศิลาแกะสลักขนาดเท่าตัวคนนับร้อยแผ่น ที่เรียงต่อกันปิดล้อมโถงใหญ่แห่งนี้ทดแทนผนังรอบด้านทั้งยังสัมผัสได้ถึงรัศมีแห่งศาสตราที่แผ่ล้นออกมาจากแผ่นศิลาแต่ละแผ่น เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดก็จะพบว่าภาพสลักบนแผ่นศิลาล้วนแล้วแต่เป็นภาพของศาสตราชนิดต่าง ๆ ที่ไม่ซ้ำกันเลย...
กระบี่ หอก ดาบ ขวาน ทวน พลอง ธนู มีด ตุ้มเหล็ก เคียวโซ่ แส้กงเล็บ วงจันทร์ หรือแม้แต่ศาสตราอีกกว่าครึ่งของผนังศิลาแกะสลักเหล่านั้น ที่เหยาซาน ไม่อาจระบุได้ด้วยซ้ำว่ามันคือศาสตราชนิดใด แต่ที่แน่ ๆทุกแผ่นศิลาล้วนมิใช่สามัญแน่นอน...
“นี่มัน...” เหยาซาน สูดลมหายใจดังเฮือกใหญ่ด้วยความตื่นเต้น... ศิษย์ใหม่อีกสองคนยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงท่าทีทั้งคู่เผยแววตาตื่นตะลึง พร้อมกับร่างกายที่สั่นไหวตั้งแต่ก้าวย่างเข้ามาภายในโถงปิดทึบทรงกลมแห่งนี้...
ผู้อาวุโสฉาย ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณ... สิบผู้ฝึกสอนพลันประสานมือตอบรับก่อนจะกระจายกำลังออกไป 10 จุดรอบ ๆ โถงทรงกลมแห่งนี้ จากนั้นทุกคนพลันส่งลมปราณเข้าไปตามตำแหน่งต่างๆ ที่ถูกกำหนด เสมือนเป็นการขับเคลื่อนข่ายอาคมพิเศษแห่งนี้...
พริบตานั้นเอง แผ่นศิลาสลักทั้งหมดล้วนแล้วแต่เกิดประกายแสงสว่างขึ้นเรืองรอง...ก่อนจะปรากฏภาพนิมิตแห่งวิญญาณศาสตราทั้งร้อยชนิด ลอยออกมาเบื้องหน้าแผ่นศิลาสลักเหล่านั้น!! ทุกเล่มล้วนแล้วแต่มีรัศมีเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง...
เมื่อ เหยาซาน จ้องมองมัน จะสัมผัสได้ถึงรังสีบางอย่าง ยิ่งหากเพ่งพินิจเข้าในส่วนลึกแห่งจิตวิญญาณจะปรากฏภาพมายาบางอย่างเป็นความทรงจำของศาสตราชิ้นนั้น ๆ ฉากในอดีตยามที่ถูกใช้งานสัมผัสได้ถึงความล้ำลึกแห่งประสบการณ์อันยาวนานนับสิบนับร้อยปีที่ผสานเข้ากับจิตวิญญาณของยอดฝีมือผู้ครอบครองในอดีต... และเมื่อศาสตราเหล่านี้ถึงวันที่ได้พังทลายลงจึงก่อให้เกิดจิตวิญญาณแห่งศาสตราขึ้นเช่นนี้...
แผ่นศิลาสลักแต่ละแผ่นนั้น ด้านในเต็มไปด้วยเศษซากศาสตราที่พังทลายเหล่านั้นผนวกกับอาคมที่กำกับเสริมส่ง จึงสร้างเป็นแผ่นศิลาที่มีจิตวิญญาณแห่งศาสตราชนิดต่างๆ สถิตอยู่ด้านใน ดังนั้นเมื่อได้รับลมปราณขับเคลื่อนข่ายอาคม จึงก่อให้เกิดภาพนิมิตแห่งวิญญาณศาสตราเด่นชัดออกมาเช่นนี้...
จิตวิญญาณแห่งศาสตราเหล่านี้ ราวกับมีประกายแห่งจิตใจของตนเองการปรากฏของภาพนิมิตศาสตรารับร้อยชนิดเช่นนี้ ราวกับว่าพวกมันกำลังเฝ้ามองการมาของศิษย์ผู้มาใหม่อย่างใจจดใจจ่อด้วยความคาดหวังทั้งยังรู้สึกราวกับตนเองเป็นผู้อาวุโสที่ทรงเกียรติ คอยเลือกสรรชี้ทางแห่งการฝึกฝนให้กับเด็กน้อยเหล่านั้น...
“สวี๋เป่า... เข้าไปที่วงแหวนอักขระในกลางโถง...” ผู้อาวุโสฉายกล่าวขึ้นน้ำเสียงเรียบเฉย หนึ่งในศิษย์ใหม่ร่างกายผอมสูงพลันสะดุ้งตัว ชัดเจนว่าสวี๋เป่า คือนามของศิษย์ผู้นี้ จึงก้าวเดินหน้าด้วยท่าทางที่สั่นทึมตื่นตระหนก เข้าไปยืนอยู่ใจกลางวงแหวนอักขระดวงตาสะท้อนความประหม่ามากมาย...
เหยาซาน เฝ้ามองด้วยความตื่นเต้นเช่นกัน...
ชั่วจังหวะนั้นเอง จิตวิญญาณแห่งศาสตราทั้งหมดก็เริ่มเกิดการสั่นไหวจากนั้นภาพนิมิตรูปศาสตรา ก็ค่อย ๆ ดับแสงตนเอง กลับคืนสู่แผ่นศิลาสลักทีละชิ้นทีละชิ้น จวบจนกระทั่งหลงเหลือเพียงภาพนิมิตของทวนยาวเล่มหนึ่ง ที่ยังคงสาดประกายแสงเจิดจรัส...
ผู้อาวุโสฉาย เห็นดังนั้นก็พยักหน้าเบา ๆ
“จิตวิญญาณแห่งทวน งั้นหรือ... ไม่เลว ไม่เลว นับเป็นสายหลักแห่ง 5หอศาสตรา อนาคตแห่งเส้นทางเพลงยุทธของเจ้า จะต้องเจิดจรัสในภายภาคหน้าอย่างแน่นอน...”
สวี๋เป่า ได้ยืนเช่นนั้นก็สั่นสะท้านด้วยความดีใจใบหน้าปริยิ้มกว้างประสานมือสุภาพ...
“ศิษย์จะไม่ทำให้ผู้อาวุโสผิดหวัง!!”
เหยาซาน เห็นเช่นนั้นก็พอจะพิจารณาออก ว่าผู้อาวุโสเอ่ยปากชมก็เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจของเด็กหนุ่มที่กำลังตื่นเต้นเรียกได้ว่าวาจาคมคายน่าฟังยิ่ง มีวาทศิลป์ไม่น้อยเลยสำหรับผู้อาวุโสฉายท่านนี้
แต่สิ่งที่ เหยาซาน ประหลาดใจคือภาพนิมิตศาสตราอื่น ที่ค่อย ๆ หายไปจนเหลือแต่ภาพนิมิตของทวนเล่มหนึ่ง ตระหนักรู้ว่ามิใช่สิ่งที่อยู่ในการควบคุมของผู้อาวุโสหรือผู้ฝึกสอนคนใด แต่ราวกับว่าจิตวิญญาณแห่งศาสตราเหล่านั้น ได้เลือกสรรออกมาแล้วจริงๆ
“พอจะเข้าใจแล้วสินะ...” ผู้อาวุโสเถิง กล่าวกับ เหยาซาน
เด็กหนุ่มพยักหน้าตอบรับเบา ๆ
“ถึงจะกล่าวว่าเข้าใจ แต่ก็ยังตื้นเขินยิ่งนัก... แม้ศิษย์จะมีสัมผัสด้านจิตวิญญาณของมนุษย์และสัตว์อยู่บ้างแต่ไม่เคยรับรู้ถึงจิตวิญญาณแห่งศาสตราหรือวัตถุมาก่อน ดังนั้นจึงยังสับสนอยู่ไม่น้อยกับสิ่งที่เห็นครั้งนี้...”
“นั่นเพราะว่าเจ้ายังไม่เคยพบเจออาวุธที่เป็นหนึ่งเดียวกับผู้เป็นนาย...อาวุธเก่าแก่โบราณหลาย ๆ ชนิดรวมไปถึงอาวุธอักขระ จะมีจิตวิญญาณสิงสู่เพื่อให้มันก่อเกิดพลานุภาพแห่งรัศมีศาสตราที่แข็งแกร่ง
ข่ายอาคมจิตวิญญาณร้อยศาสตรา จะทำให้จิตวิญญาณแห่งศาสตราเหล่านั้น ชี้นำทางศิษย์ที่เหมาะสมกับศาสตราชนิดต่างๆ หากชนิดใดดูไม่เหมาะสมกับศิษย์ผู้นั้น แสงสว่างของจิตวิญญาณแห่งศาสตรา ก็จะมอดดับลงและกลับสู่แผ่นศิลาสลักแต่หากเห็นว่าเหมาะสมจิตวิญญาณแห่งศาสตราก็จะเจิดจรัสไม่เลือนหาย ดังเช่น จิตวิญญาณแห่งทวนเล่มนั้น...
ทว่า... ก็จะยังมีอัจฉริยะอยู่ราวหนึ่งในล้านคน จะเป็นที่รักของศาสตราอย่างเด่นชัด...ยกตัวอย่างเช่น ท่านรองเจ้าสำนักเตียมู่หยง ท่านผู้นั้นคือผู้เป็นที่รักของจิตวิญญาณแห่งกระบี่ไม่เพียงแค่ภาพนิมิตจิตวิญญาณแห่งกระบี่จะสว่างเจิดจ้าถึงขีดสุด แต่จิตวิญญาณแห่งกระบี่ยังถึงขั้นลอยเข้ามาอยู่ในมือของท่านรองเจ้าสำนักด้วยความนึกคิดตนเอง ประหนึ่งให้การยอมรับต่อผู้เป็นนายตน...”ผู้อาวุโสเถิง กล่าวพลางแสดงแววตาเลื่อมใสอย่างยิ่งต่อ เตียมู่หยง
“!!!!!!!!!!!” เหยาซาน ได้ยินเช่นนั้นก็ตกตะลึงในทันที
“ลอยเข้ามาหาเลยอย่างนั้นหรือ!! ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก”
“ถูกต้อง... ผู้เป็นที่รักของศาสตรานั้นหาได้ยากยิ่ง หากได้ผู้เป็นที่รักแห่งศาสตราได้จับศาสตราชนิดนั้น ก็จะเปล่งอานุภาพได้ถึงขีดสุด ใช้เวลาฝึกฝนอย่างรวดเร็วทั้งยังจะทำให้มีโอกาสบรรลุถึงเจตจำนงแห่งศาสตราได้ง่ายดายขึ้นอีกด้วย...
สำหรับศิษย์ของสำนักสายลมประจิมตลอดช่วง 150 ปีที่ผ่านมา นอกจากท่านรองเจ้าสำนักเตียแล้วผู้เป็นที่รักของจิตวิญญาณกระบี่ ก็ยังมีอีกคนหนึ่ง นั่นก็คือ เจี่ยโย่วเทียนศิษย์หลักอันดับ 1 ของสำนักเราในเวลานี้ ทั้งความสามารถและพรสวรรค์ด้านเพลงกระบี่ เรียกได้ว่าแตะย่างถึงขีดสุดในรุ่นเยาว์เข้าถึงประตูสู่เจตจำนงแห่งกระบี่ ได้กว่าครึ่งก้าวแล้ว...
ข้าเองก็คาดหวังไม่น้อย ว่าเจ้าจะกลายเป็นอีกผู้หนึ่งที่จิตวิญญาณแห่งศาสตราได้เลือกสรรไม่ว่าจะเป็นศาสตราชนิดได้ ขอเพียงเจ้ากลายเป็นที่รักแห่งศาสตราขึ้นมา ข้าสัญญาว่าจะเสาะหาเคล็ดวิชาที่ดีที่สุดในสายอาวุธนั้นมาให้กับเจ้าเอง...” ผู้อาวุโสเถิง กล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มแววตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
ทำเอา เหยาซาน กระอักกระอ่วนอยู่ไม่น้อย เกรงว่าหากตนไม่อาจตอบสนองความคาดหวังเหล่านั้นก็คงจะทำให้ทั้งรองเจ้าสำนักเตียมู่หยง และ ผู้อาวุโสเถิง เสียใจอยู่ไม่น้อยทั้งที่ตัวของเด็กหนุ่ม ก็มิได้คาดหวังกับตนเองไปถึงระดับนั้นด้วยซ้ำ...
การทดสอบของศิษย์ใหม่คนที่สอง ไม่ปรากฏจิตวิญญาณของศาสตราชิ้นใดส่องประกายขึ้นมาเลยจึงทำให้เด็กคนนั้นเต็มไปด้วยสีหน้าที่เศร้าสลด จมจ่อมไปกับความผิดหวัง...แต่ผู้อาวุโสฉาย ก็ยังเผยรอยยิ้มยินดี วางมือลงบนไหล่ของเด็กหนุ่มผู้นั้นเบา ๆ
“อย่าเสียใจไปเลย... การที่ไม่มีจิตวิญญาณแห่งศาสตราชี้ทางเจ้านั่นแปลว่าเจ้าอาจมีพรสวรรค์ในด้านอื่นแอบแฝงอยู่ ทั้งหอดัชนี และหอหมัดมวยถือเป็นหอไร้ศาสตราที่แข็งแกร่งมากเช่นกัน หากเจ้าสามารถไปยังจุดสูงสุดของเคล็ดเพลงหมัดและเพลงเตะหรือดัชนี ต่อให้เจ้าไม่ถือครองศาสตราอันใดเลย แต่ตัวเจ้าเองนั้นแหละที่จะกลายเป็นศาสตรา...”วาทศิลป์ของ ผู้อาวุโสฉาย ยังคงมิใช่สามัญ สามารถปลอมประโลมศิษย์ผู้นั้นให้ปรากฏดวงตาเปล่งประกายอีกครั้ง
จนถึงเวลานี้ เหลือก็แต่เพียง เหยาซาน...
“เชื่อมั่นในตนเองเข้าไว้... ข้าเองก็เชื่อว่าเจ้ามีความสามารถจริงๆ มิเช่นนั้นไหนเลยที่ข้าจะกล้าออกปากยกอาวุธอักขระให้เจ้าถึง 3 ชิ้น ถึงข้าจะแก่แต่สายตาก็มิได้ย่ำแย่นัก...”ผู้อาวุโสเถิง กล่าวด้วยรอยยิ้มเป็นกำลังใจ
เหยาซาน สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะก้าวเดินไปหยุดอยู่ที่วงแหวนอักขระ...ในตอนนั้นเองที่เหล่าผู้ฝึกสอนทั้งสิบ ได้ส่งพลังลมปราณเข้าไปปลุกจิตวิญญาณร้อยศาสตราขึ้นมาอีกครั้ง!!ยังคงปรากฏภาพนิมิตศาสตรานับร้อยชนิด เปล่งรัศมีที่เด่นชัดเจิดจรัส
เด็กหนุ่มเฝ้ามองศาสตราทั้งหมดด้วยจิตใจสั่นไหว... แน่นอนว่า ผู้อาวุโสเถิงและผู้อาวุโสฉาย เองก็เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นคาดหวัง
ช่วงเวลาผ่านไปเนื่องช้า... ช้าเสียจนทุกคนเริ่มที่จะขมวดคิ้วขึ้น...ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เลย แม้แต่การมอดดับลงของแสงสว่างแห่งจิตวิญญาณก็ยังไม่ปรากฏ
“เกิดอะไรขึ้น?! ผ่านไปกว่าร้อยอึดใจแล้วทำไมยังไม่ศาสตราชิ้นใดดับแสงลงเลย?!” ผู้อาวุโสฉายอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม เนื่องด้วยมันไม่เคยพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนปกติแล้วจิตวิญญาณศาสตราจะส่องสว่างอยู่ราว ๆ สิบอึดใจเท่านั้น ก่อนจะค่อย ๆมอดดับแสงลง จนเหลือเพียงแค่บางจิตวิญญาณที่บ่งชี้เส้นทาง...
แต่ครานี้... กลับไม่มีชิ้นในที่แสงมอดดับ!!
ผู้อาวุโสเถิง จิตใจพลันหล่นวูบประหนึ่งตกจากที่สูง...หวนนึกถึงคำพูดของ เตียมู่หยง ที่กล่าวว่า เหยาซาน มีพลังบางอย่างประหนึ่งเป็นที่รักของศาสตราซึ่งในตอนนั้นผู้อาวุโสเถิง ที่มีความนับถือเลื่อมใส เตียมู่หยง เป็นทุนเดิมจึงเชื่อมั่นคำพูดดังกล่าวอยู่หลายแต่ลึก ๆ ในใจก็คิดว่า เหยาซาน คงจะมีพรสวรรค์ในศาสตราอยู่ 3-4 ชนิด ที่เหมาะกับการฝึกฝน...
“แม้แต่ในตอนที่ เจี่ยโย่วเทียน เข้าร่วมการทดสอบ นอกจากจิตวิญญาณแห่งกระบี่ที่ลอยเข้ามาในมือแล้วจิตวิญญาณศาสตราชิ้นอื่น ๆ ก็ล้วนมอดดับลง...
ไม่คิดเลยว่าการทดสอบในครั้งนี้... จิตวิญญาณแห่งศาสตราภายในโถงทั้งหนึ่งร้อยชนิดจะให้การยอมรับเด็กคนนี้อย่างครบถ้วน ช่างเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก!!”
ในช่วงจังหวะที่ทุกคนกำลังตื่นตะลึงอยู่นั้นเอง... ก็ได้มีจิตวิญญาณแห่งศาสตราอยู่ชนิดหนึ่งที่เกิดการสั่นไหวผิดแผกไปจากปกติ แล้วจึงค่อย ๆ ลอยเคลื่อนห่างออกมาจากแผ่นศิลาสลักและมุ่งตรงไปยัง เหยาซาน...
.................................................