หมิงเป่าจูแววตาดำทะมึนน่าสะพรึงกลัวนางกัดฟันเตือนสติตนเองเบาๆ ว่าต้องให้คนเหล่านั้นได้รับบทเรียนอย่างสาสม
หากเชิญหัวหน้าหมู่บ้านไปสอบถามจริงๆนอกจากไม่มีหลักฐานมาพิสูจน์ หมิงเถี่ยจู้กับหวังซื่อไม่มีทางยอมรับความจริง คงจะเอาแต่บ่ายเบี่ยงไม่ยอมรับกล่าวว่าพวกเราถูกโจรขึ้นบ้านแล้วโยนความผิดไปให้พวกเขา
สุดท้ายหัวหน้าหมู่บ้านก็จะวางตัวลำบากไม่แน่ว่าถึงตอนนั้นอาจเกิดข่าวลือเสียๆ หายๆ ในหมู่บ้าน หาว่านางคืนเงินไม่ได้จงใจสร้างเรื่องโกหกหาข้ออ้างเพื่อผัดผ่อนการชำระ
สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือต้องหาเงินมาคืนไม่ให้แผนสกปรกของคนทั้งสองเป็นผลสำเร็จ พอจัดการเรื่องนี้เสร็จสิ้น นางค่อยคิดบัญชีแค้นกับพวกเขา!
“แล้วจะทำอย่างไรดีปล่อยให้พวกเขาได้ใจเช่นนี้หรือ พี่... ไม่มีเงิน พวกเราก็ต้องตกเป็นเบี้ยล่างของพวกเขา!”หมิงเป่าอวี้ตาแดงก่ำ
เขาเป็นผู้ชายถูกสองคนนั้นตบตีอย่างไรก็ได้ แต่เขาเป็นห่วงพี่สาวไม่อยากเห็นนางต้องแต่งงานกับชายชราอายุแปดสิบปี นั่นเท่ากับทำลายพี่สาวทั้งชีวิต!
“ไม่หรอกพี่ฝากเงินไว้ที่โรงรับฝากเงินในเมือง พรุ่งนี้จะไปถอนออกมา พวกเราจะไม่ผัดผ่อนอีกแล้วพรุ่งนี้ต้องสะสางทุกอย่างให้เรียบร้อย!”
นางดึงน้องชายมากอดด้วยความรักถนอมลูบเรือนผมของเขาอย่างอ่อนโยน ดวงตาของหมิงเป่าจูฉายแววเด็ดเดี่ยวและแน่วแน่
อันที่จริงเงินที่โรงรับฝากเงินยังไม่ถึงกำหนดถอนแต่พรุ่งนี้เงินที่ขายสือจือเฉ่าที่หอหมื่นสมบัติก็ควรจะได้แล้ว
หลี่ไหวฺอวี้หรี่ตามองกล่องไม้ที่ถูกหมิงเป่าจูโยนลงพื้นด้วยความโกรธจนเสียรูปทรงอย่างใจลอย
ขณะเดียวกันอีกฟากหนึ่งของหมู่บ้าน สองสามีภรรยาคู่หนึ่งกลับตื่นเต้นดีใจจนนอนไม่หลับพวกเขาก็คือหมิงเถี่ยจู้กับหวังซื่อ
“ฮึคราวนี้ดูซิว่านางจะอวดดีอย่างไรอีก!”
หวังซื่อกับหมิงเถี่ยจู้นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงตรงกลางปูผ้าสีดำซึ่งมีเงินปลีกกองหนึ่งอยู่ในนั้น
หวังซื่อแค่นเสียงเยาะนางไม่นึกเลยว่านางเด็กสารเลวนั่นจะมีความสามารถจริงๆ แต่อีกใจก็นึกริษยา แค่เวลาสองเดือนสั้นๆก็เก็บเงินได้มากมายถึงเพียงนี้
หักสิบตำลึงที่ให้พวกเขาไปก่อนหน้านี้แล้วในบ้านยังมีเงินอีกตั้งหกตำลึง มากกว่ารายได้จากการทำไร่ไถนาของพวกเขาถึงสองปี! ซ้ำยังต้องอดออมแทบตายถึงจะมีเงินเก็บ!
หมั่นโถวร้อนๆ [1] เช่นนี้ นางไหนเลยจะปล่อยให้หลุดมือไปง่ายๆฝันไปเถอะ!
นางแค่อยากจะดูน้ำหน้าคนที่ไม่มีเงินมาใช้หนี้แล้วก็ต้องมาทำงานงกๆ เป็นหมอให้กับนางไปชั่วชีวิต!
“อีกสามวันก็จะคืนสินสอดให้ซุนเถียนได้แล้ว”
แววตาหมิงเถี่ยจู้เป็นประกายในหัวสมองเต็มไปด้วยมโนภาพชีวิตที่สุขสบาย มีกินมีใช้อิ่มหมีพีมันในอนาคต
“ทำไมถึงต้องคืน!”
พอได้ยินว่าจะคืนเงินหวังซื่อก็ไม่พอใจ เงินเข้ากระเป๋าของนางแล้ว จะมีเหตุผลอะไรให้คืน!
ยิ่งไปกว่านั้นมารดาของนางหาคู่ครองที่ดีเอาไว้ให้หมิงอาฝูที่หมู่บ้านใกล้เคียงรอแค่นางนำสินสอดไปสู่ขอก็แต่งงานได้แล้ว จะล้มเลิกกลางคันไม่ได้เด็ดขาด!
“เจ้าว่าเพราะอะไรเล่าวันๆ คิดแต่เรื่องผลประโยชน์เล็กน้อย เด็กคนนั้นมีความสามารถในการหาเงินเจ้าเลี้ยงดูนางมาหลายปี จะยอมยกให้ผู้อื่นไปเปล่าๆ ได้อย่างไร?”
เขาไม่คิดจะให้หมิงเป่าจูแต่งเข้าสกุลซุนแล้วด้วยความสามารถด้านการแพทย์ระดับนี้ เงินทองย่อมไหลเข้าบ้านสกุลหมิงไม่ขาดสาย ยังต้องสนใจเงินสินสอดกระจอกงอกง่อยนั่นอีกทำไม?
สองวันก่อนจ้าวจินจือยังโวยวายใส่เขาเพราะไม่ได้ซื้อปิ่นทองให้ครานี้มีแม่ไก่ที่ออกไข่เป็นเงินอย่างหมิงเป่าจู อย่าว่าแต่ปิ่นปักผม ต่อให้เป็นเครื่องประดับศีรษะทองคำทั้งชุดเขาก็ให้นางได้!
นึกถึงจ้าวจินจือหมิงเถี่ยจู้ก็นึกกระสันขึ้นมา มิใคร่อยากมองใบหน้าเหลืองซีดของหวังซื่อจึงสวมรองเท้าแล้วเดินออกไปข้างนอก
หวังซื่อฟังหมิงเถี่ยจู้พูดแล้วก็รู้สึกว่ามีเหตุผลแต่นางยังเสียดายเงินสินสอดที่ต้องคืนออกไป
ขณะกำลังจะปรึกษาว่าพอมีวิธีไหนบ้างที่จะไม่ต้องคืนเงินก็เห็นว่าหมิงเถี่ยจู้เดินไปถึงประตูแล้ว เขาเปิดประตูออก กำลังจะก้าวเท้าออกไป
“ดึกดื่นป่านนี้เจ้าจะไปไหนอีก!” หวังซื่อพูดอย่างไม่พอใจ
ช่วงนี้นางเห็นว่าหมิงเถี่ยจู้ออกจากบ้านถี่ขึ้นตอนแรกคิดว่าเขาไปติดต่อธุระกับเศรษฐีในเมืองเพื่อขอให้รับซื้อผลผลิตจากไร่นาของครอบครัว จึงไม่ได้ขัดอะไร
แต่ตอนนี้ยามอิ๋น[2] เข้าไปแล้ว หากอ้างว่าจะเข้าเมืองนางจะเชื่อได้อย่างไร!
“ข้าจะไปไหนได้ก็ไปดูว่านางเด็กเวรนั่นกลับมาหรือยัง มีปฏิกิริยาอย่างไรบ้าง จะไปหาหัวหน้าหมู่บ้านหรือไม่!”
หมิงเถี่ยจู้ตะคอกเสียงห้วนอย่างไม่สบอารมณ์กุเรื่องขึ้นมาอย่างลวกๆ จากนั้นก็ออกไปโดยไม่หันหลังกลับมามอง
“ถ้าอย่างนั้นก็รีบกลับด้วยเล่าหากกลับมาตอนข้านอนหลับสนิทแล้ว อย่าหวังว่าจะเปิดประตูให้!”
ใช่แล้วต้องไปดูเสียหน่อยเพื่อความสบายใจ หวังซื่อเชื่ออย่างสนิทใจจึงกำชับออกไป
แต่หมิงเถี่ยจู้ไม่ได้ไปที่บ้านของหมิงเป่าจูอย่างที่พูดเขาแอบย่องเบี่ยงเส้นทางไปหาจ้าวจินจือ ไม่ต้องพูดถึงว่าจะกลับไปเคาะให้หวังซื่อเปิดประตูให้เขานอนค้างคืนที่บ้านของจ้าวจินจือ เสพสังวาสอย่างถึงพริกถึงขิงจนกระทั่งฟ้าสาง
คนสามานย์มักสมหวังดังใจหมายขณะที่อีกฝ่ายกลับต้องทุกข์ตรมหมองเศร้า
คืนนั้นทั้งสามคนต่างหลับไม่สนิท หมิงเป่าจูลุกขึ้นแต่เช้ามืด ทำอาหารเช้าอย่างเงียบเชียบตนเองไม่มีอารมณ์อยากอาหารนัก จึงสะพายตะกร้าแล้วเดินเข้าเมืองไปอย่างไร้สุ้มเสียง
หมิงเป่าจูรีบร้อนออกมาแต่เช้าจนลืมไปว่าหอหมื่นสมบัติยังไม่เปิดทำการเวลานี้
นางกัดฟันแน่น รวบรวมความกล้าเข้าไปเคาะประตูนี่เป็นครั้งที่สองที่รบกวนเวลาพักผ่อนของผู้อื่น แม้จะรู้สึกเกรงใจ แต่กลับไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
ไม่นานประตูก็เปิดออกมาจากด้านในคนที่ออกมาคือจางซาน เขาขยี้ตาที่บวมเป่ง สีหน้าเต็มไปด้วยความหงุดหงิด
เมื่อวานเขาไปดื่มสุรากับเหล่าสหายที่หอชุ่ยเซียงกลับมาดึกมากแล้ว กว่าจะหลับได้ไม่ง่ายนัก เพิ่งหลับไปได้ไม่กี่ชั่วยามก็ถูกเสียงเคาะประตูน่ารำคาญปลุกขึ้นมา
เขาอยากรู้จริงๆว่าใครหน้าไหนกัน ถึงกับกล้ามาขุดดินบนเศียรเทพไท่ซุ่ย[3] ถึงที่นี่
“เอ่อ พี่จางซาน...”หมิงเป่าจูยิ้มแหย ทักทายอีกฝ่ายด้วยความเกรงใจ
“มะ...แม่นางหมิง...”ไยถึงเป็นกูไหน่ไน[4] ผู้นี้อีกแล้วเล่า!
จางซานรีบเปลี่ยนสีหน้าเกรี้ยวกราดเป็นนุ่มนวลทันทีคุณหนูผู้นี้ทั้งโจวเหล่ากับผู้ดูแลซ่งต่างกำชับกำชาเป็นพิเศษว่าต้องดูแลเป็นอย่างดีเขาจึงไม่กล้าล่วงเกินเพิกเฉย
หลังจากอธิบายสาเหตุแล้วจางซานก็ยอมให้หมิงเป่าจูเข้าไปอย่างสุภาพ แล้วยังทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยตัวน้อยวิ่งไปตามผู้ดูแลซ่งที่เรือนด้านหลัง มานั่งรองรับอารมณ์ไม่ต่างอะไรกับโรงฆ่าสัตว์ตอนเช้าตรู่
“แม่นางหมิงมาเช้าถึงเพียงนี้เชียว?” ถึงคาดเดาได้ว่าวันนี้นางจะมา แต่ก็ไม่คิดว่าจะเช้าขนาดนี้
ครั้งที่แล้วรีบร้อนเปิดการประมูลมีเหตุผลพอเข้าใจได้แต่ครั้งนี้มีเรื่องอะไรอีกแล้วเล่า?
แต่เห็นสีหน้าของหมิงเป่าจูสงบนิ่งเหมือนปกติไม่ได้แสดงความร้อนใจอะไรออกมา เขาจึงไม่สะดวกที่จะซักถามอะไรมากมาย
“ผู้ดูแลซ่งข้ามารับเงินเจ้าค่ะ”
หมิงเป่าจูพยายามอย่างมากที่จะระงับความกระวนกระวายในแววตาพยายามทำตัวตามปกติ นางไม่ต้องการให้ผู้อื่นรู้เรื่องราวอัปลักษณ์ในครอบครัวของนาง
สีหน้าของซ่งอี้เผยแววกระอักกระอ่วนอยู่ครู่หนึ่งหมิงเป่าจูสังเกตเห็นเข้าพอดี หัวใจของนางพลันกระตุกวูบ มิใช่ว่าก็เกิดปัญหาอะไรกับเงินที่ได้จากการประมูลหรอกนะ?
แล้วก็เป็นจริงดังคาด!
“แม่นางหมิงเรื่องมันเป็นเช่นนี้ เดิมทีวันนี้ควรจะมอบเงินให้แก่ท่านแต่เมื่อวานพ่อค้าที่ประมูลสือจือเฉ่าไปบอกว่าเพิ่งจะเอาเงินทุนไปลงกับการซื้อขายสมุนไพรก้อนใหญ่ เงินสดมีไม่เพียงพอที่จะชำระชั่วคราวอยากจะขอผ่อนผันไปอีกสองสามวัน...”
ซ่งอี้พูดไม่กี่ประโยคนี้ด้วยความลำบากใจอย่างยิ่งสถานการณ์เช่นนี้มักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เป็นเรื่องที่พบเห็นได้เป็นประจำในวงการประมูล
เดิมทีเขาสามารถจัดการและอธิบายเหตุผลได้อย่างลื่นไหลเพียงแค่แจ้งอีกฝ่ายก็พอ แต่พอเป็นเรื่องของหมิงเป่าจู เขากลับรู้สึกตะขิดตะขวงใจ รู้สึกผิดต่อนางอย่างบอกไม่ถูก
[1] หมั่นโถวร้อนๆ(香饽饽) คำว่า 饽饽 ปัวปัว หมายถึงหมั่นโถวหรืออาหารประเภทแป้งนึ่ง มักใช้เอามาเปรียบเปรยกับคนหรือเรื่องราวที่ได้รับความนิยมเป็นที่หมายปองของใครๆ
[2] ยามอิ๋นหมายถึงช่วงเวลาระหว่าง 03.00 - 05.00 น.
[3] ขุดดินบนเศียรเทพไท่ซุ่ย(太岁爷头上动土)หมายถึงกล้ามาท้าทายผู้มีอำนาจ
[4] กูไหน่ไน(姑奶奶)เป็นคำเรียกสตรีที่ออกเรือนแล้วในตระกูล และสามารถใช้เป็นคำเรียกแทนตัวเมื่อต้องการวางอำนาจกับอีกฝ่ายหรือเรียกสตรีที่มีอำนาจเหนือกว่าแตะต้องไม่ได้