ปรมาจารย์ซูหยานรีบจ้องมองเขม็งไปยังชิงเหลียนเฟิงหวังว่าจะได้รับคำอธิบายที่ดีกลับมา
แต่ตอนนี้สีหน้าของชิงเหลียนเฟิงซีดเผือดมากกว่าชิงเยว่เสียอีก!
การที่ชิงเยว่ถูกรับเลือกจากสำนักฝึกฝนปราณย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การที่ชิงเยว่ถูกรับเป็นศิษย์ของสำนักจักรพรรดิพิรุณที่เป็นศัตรูกับสำนักจักรพรรดิดารา ถือได้ว่าเป็นการล้ำเส้นการปกครองอย่างเห็นได้ชัด!
ทุกคนที่ได้ยินดังนั้นก็ตระหนักรู้ในทันที ว่าการที่ปรมาจารย์ซูหยานมาที่นี่ก็เป็นเพราะมันได้รับชิงเยว่เป็นลูกศิษย์สายตรงของมันไปแล้ว และไม่ได้เกี่ยวข้องว่ามันต้องการมาแสดงความยินดีกับรุ่นน้องแต่อย่างใด
ประโยคที่จางหลินเอ่ยออกมาทำให้สีหน้าของเจ้าเมืองมู่มืดลง เขาสามารถปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกันได้ในทันที!
[ชิงเหลียนเฟิงตัวดี!]
[ปรากฏว่าตระกูลชิงได้อยู่ภายใต้การปกครองของสำนักจักรพรรดิพิรุณไปแล้ว!]
[ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดผู้อาวุโสซูหยานถึงได้อยู่ที่นี่!]
ชิงเหลียนเฟิงตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเมื่อเห็นดวงตามากมายจับจ้องมาที่มัน ร่างของมันเริ่มสั่นสะท้านด้วยความกลัว และค่อยๆถอยหลังกลับไปอย่างโซซัดโซเซ
จางหลินไม่ได้สนใจการแสดงออกของฝูงชน เขาเดินตรงไปที่ชิงเยว่ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน “ชิงเยว่ แม้ว่าเจ้าจะรักข้าและต้องการอยู่กับคนไร้ประโยชน์อย่างข้าโดยไม่มีข้อกังขา แต่ข้าไม่อยากให้คนที่มีอนาคตไกลอย่างเจ้าต้องมาจมปลักอยู่กับข้าต่อไป”
เขาถอนหายใจก่อนจะพูดต่อ “ข้าไม่อยากให้เจ้าต้องโดนติฉินนินทาว่าเจ้ามีสามีที่ไร้ประโยชน์ เจ้าควรจะมีหนทางที่ดีกว่านี้และข้าก็ไม่ต้องการทำให้ชื่อเสียงของเจ้าต้องแปดเปื้อน... เจ้าเข้าใจเจตนาของข้าใช่หรือไม่?”
เมื่อเขากล่าวจบสีหน้าของเขาก็เผยให้เห็นถึงการแสดงออกที่โล่งอก
จากสีหน้าที่แสดงออกมา ดูเหมือนว่าเขาต้องแบกรับความรู้สึกอันหนักอึ้งนี้ไว้มาเนิ่นนาน
ในขณะนี้คนอื่นๆก็สัมผัสได้ว่าจางหลินราวกับได้ยกภูเขาออกจากอกแล้ว
มุมมองของจางหลินในสายตาคนอื่นๆก็เริ่มที่จะแปรเปลี่ยน โดยเฉพาะกับฉีเหิงเทียนที่กล่าวเหยียดหยามจางหลินไปก่อนหน้านี้
[ปรากฏว่าเขาไม่ได้เห็นแก่ตัวและต้องการที่จะครอบครองนางไว้แต่เพียงผู้เดียว]
[แต่เขาเลือกที่จะปล่อยนางไปเพื่อให้พบอนาคตที่สดใสยิ่งกว่า]
[ในที่สุดเจ้าหนูจางก็สมกับเป็นลูกผู้ชายเสียที]
คนอื่นๆที่เคยมองจางหลินในแง่ร้ายก็เริ่มที่จะมองเขาในมุมที่ต่างออกไป แม้แต่หญิงสาวมากมายที่เคยแสดงท่าทีรังเกียจ ความรู้สึกเหล่านั้นก็ค่อยๆหายไปจากจิตใจของพวกนาง
เมื่อเห็นการตอบสนองของฝูงชน จางหลินอดไม่ได้ที่จะหัวเราะในใจอย่างเย้ยหยัน
[เจ้ากล้าแสแสร้งหลอกลวงข้า!]
[ถึงคราวข้าแล้วที่ข้าจะต้องแสแสร้งบ้าง!]
นี่คือคำตอบของจางหลินที่ได้ผ่านการปรึกษากับจางหยินเซียวในตอนที่เดินทางกลับตระกูลจาง
ต้องเข้าใจว่าด้วยสถานการณ์ในตอนนี้ เขาไม่ได้มีตัวเลือกมากนักที่จะดึงตระกูลจางออกห่างจากตระกูลชิงและสำนักจักรพรรดิพิรุณ ฉะนั้นแล้วการตัดสินใจในครั้งนี้ถือเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดที่จะไม่ให้เกิดเหตุนองเลือดโดยยกเหตุผลว่า ‘เพื่อประโยชน์ของชิงเยว่’ โดยการเปิดโปงสถานะที่แท้จริงของนาง
ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ของจางหลินเท่านั้นที่จะดีขึ้น แต่เขายังพยายามตัดหนทางที่จะให้ตระกูลชิงกลืนกินตระกูลจางไปได้อย่างสมบูรณ์ ด้วยเหตุผลสำคัญอย่างการที่ชิงเยว่ถูกรับเลือกเป็นศิษย์สายตรงในสำนักจักรพรรดิพิรุณ
เพียงเท่านี้ปรมาจารย์ซูหยานและตระกูลชิงก็ไม่กล้าที่จะเคลื่อนไหวอย่างอุกอาจกับตระกูลจางอีกต่อไป มิเช่นนั้นพวกเขาจะถูกต่อต้านโดยเจ้าเมืองมู่และผู้ปกครองเมืองหยางโจวอย่างสำนักจักรพรรดิดารา!
และเขารู้ดีว่าชิงเหลียนเฟิงจะไม่ป่าวประกาศเกี่ยวกับสถานะศิษย์สายตรงของชิงเยว่จนกว่าจะได้ในสิ่งที่มันหรือปรมาจารย์ซูหยานต้องการ!
การที่จางหลินเปิดเผยสถานะของนางเป็นการทำลายแผนการของทั้งตระกูลชิงและปรมาจารย์ซูหยานในคราวเดียว!
ประโยคที่พูดออกมาอย่างอ่อนโยนของจางหลินกลับทำให้ริมฝีปากของชิงเยว่สั่นเครือ มือและเท้าของนางซีด เพราะนางคิดไม่ถึงเลยว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น
นางพยายามรวบรวมความกล้าและเอ่ยถามออกไปด้วยความไม่เชื่อ “พะ-พี่จาง ท่านรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?”
คำตอบที่ยืนยันจากปากของนางยิ่งทำให้เจ้าเมืองมู่มีสายตาที่ตึงเครียดมากขึ้น
จางหลินยิ้มออกมาด้วยความหวังดี “เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ แต่หากเจ้ายังคงแต่งงานกับข้าและเข้าสู่สำนักจักรพรรดิพิรุณด้วยสถานะนี้ นั่นคงไม่เป็นผลดีกับเจ้าอย่างแน่นอน ฉะนั้นข้าจะไม่ฉุดรั้งเจ้าไว้…”
“ตลอดเวลาข้ารับรู้ว่าเจ้าพยายามไม่ให้ข้ารู้สึกด้อยค่าตัวเอง แต่ข้ารู้ดีว่ายิ่งเจ้าทำแบบนั้นมากเท่าใด หัวใจของข้าก็ยิ่งเจ็บปวดที่ไม่สามารถฝึกฝนปราณและเดินไปในเส้นทางเดียวกับเจ้าได้ เจ้ายังมีอนาคตที่ดีรออยู่ที่นอกเมืองหยางโจว ฉะนั้นจงลืมข้าไปเสียเถิด” จางหลินพยายามแสร้งยิ้มออกมาหากแต่มีความเจ็บปวดรวดร้าวซ่อนอยู่
รอยยิ้มของจางหลินทำให้คนอื่นๆที่กำลังจ้องมองอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสารจับใจ ในโชคชะตาที่ช่างไม่ยุติธรรมกับเขาเอาเสียเลย
จางหลินค่อยๆก้มลงมองสัญญาหมั้นหมายในมือก่อนจะฉีกมันออกเป็นสองส่วนต่อหน้าต่อตาของนาง เสียงจากรอยฉีกที่เชื่องช้าราวกับมีดกรีดหัวใจ ใครหลายๆคนสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดในใจของชายหนุ่มได้อย่างชัดเจน
หลินเมิ่งเยี่ยนที่เคยตำหนิต่อว่าจางหลินก่อนหน้าก็ไม่มีความรู้สึกนั้นอีกต่อไป เขาทำได้เพียงถอนหายใจด้วยความสงสาร “ฮ่าย~ หากเพียงแค่สวรรค์ไม่กลั่นแกล้งเจ้าหนูจาง เกรงว่าพวกเขาทั้งสองต้องกลายเป็นคู่รักที่จะเป็นตำนานของเมืองหยางโจวอย่างแน่นอน”
ฉีเหิงเทียนเองก็รู้สึกถึงความปั่นป่วนในจิตใจเช่นกันถึงความหวังดีของจางหลินที่มีต่อคนรักของเขาในตอนนี้
แม้ว่าเขาจะอายุมากแล้ว แต่เขาก็อดที่จะรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้
จางหลินปล่อยให้เศษกระดาษสัญญาหมั้นหมายปลิวไปกับสายลมภายใต้บรรยากาศที่เงียบสงัดไร้ซึ่งอารมณ์ที่ยินดี เขาหันหลังให้แก่ชิงเยว่และกล่าวราวกับกำลังร่ำลา “ชิงเยว่ ข้ารู้สึกขอบคุณทุกสิ่งอย่างที่เจ้าทำให้แก่ข้ามาตลอด 9 ปี ตลอดเวลาที่ผ่านมาที่ข้าไม่ได้พยายามเอาใจใส่เจ้าและไม่ได้ทำดีกับเจ้าเพราะหวังว่าในภายภาคหน้าเจ้าอาจจะมีอนาคตที่สดใสรออยู่ และอีกอย่างก็เพื่อไม่ให้เจ้าต้องรู้สึกผูกมัดกับข้ามากเกินไปเผื่อว่าเจ้าจะได้เจอหนทางที่ดีกว่า แต่ข้าคิดไม่ถึงเลยว่าวันนี้นจะมาถึงเร็วกว่าที่ข้าคิดไว้ นั่นก็คือวันนี้…”
“ชิงเยว่ ลาก่อน… และขอบคุณสำหรับทุกอย่าง…” เมื่อกล่าวจบจางหลินหันหลังกลับไปด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งทำให้คนอื่นๆที่ได้ยินรู้สึกหายใจไม่ออก
ทุกย่างก้าวของเขาเปี่ยมไปด้วยความอ้างว้างและโดดเดี่ยว ส่งผลให้ทุกคนที่มาร่วมงานอดไม่ได้ที่จะมีน้ำขังในดวงตา บางคนก็ไม่สามารถระงับน้ำตาไม่ให้ไหลได้อีกต่อไป
เขาคือสุภาพบุรุษที่แท้จริง!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าประโยคสุดท้ายที่เขาพูดออกมานั้นเป็นความจริง เพราะเขาเองก็ไม่ได้คิดจะผูกมัดนางไว้หากนางได้พบเจอหนทางที่ดีกว่า นั่นจึงทำให้ถูกคำพูดของเขามีผลกระทบต่อสภาพจิตใจของผู้ที่ได้ยินได้ฟังเป็นอย่างยิ่ง
จากนี้คนทั้งสองจะกลายเป็นเส้นขนานที่ไม่มีวันมาบรรจบกันอีกตลอดกาล…