วันต่อมา ณ โถงวิถีปราณโอสถ
ร่างไร้ชีวิตร่างหนึ่งกำลังลอยนิ่งอยู่เบื้องหน้าเหล่าศิษย์ทั้งหลาย ทั่วร่างกายนั้นเปลือยเปล่าไร้สิ่งปกปิด มีเพียงผ้าสีขาวคาดเอวเพื่อปกปิดส่วนสงวนอย่างหมิ่นเหม่เท่านั้น
ท่านอาจารย์อิงผู้อวบอ้วน ยืนยิ้มอย่างอารมณ์ดีอยู่เบื้องหน้าร่างๆนั้น
“สำหรับศิษย์ใหม่ที่เจ้าต้องจำไว้คือ โลกนี้ไม่มีสิ่งใดซับซ้อนและน่าพิศวงไปกว่าปราณธาตุอีกแล้ว”
“ในโถงแห่งนี้ พวกเจ้าจะได้ศึกษาเกี่ยวกับร่างกายของสิ่งมีชีวิตโดยละเอียด อวัยวะภายในภายนอก เส้นลมปราณ โลหิต หรือแม้กระทั่งเส้นผม ล้วนก่อขึ้นจากปราณธาตุต่างๆ หากเจ้าเข้าถึงปราณธาตุอย่างแท้จริงแล้ว เจ้าจะพบว่า เจ้าสามารถควบคุมชีวิต และความเป็นตายของสิ่งมีชีวิตได้โดยสมบูรณ์”
“นอกจากนั้นพวกเจ้าจะได้เรียนรู้ทุกเรื่องราวเกี่ยวกับปราณธาตุโดยละเอียด รวมถึงเรียนรู้วิธีการเยียวยาโดยอาศัยการปรับสมดุลย์ปราณธาตุในร่าง หรือที่พวกเจ้ารู้จักกันดีว่า ปราณโอสถ”
“เจ้าดู นี่คือร่างกายของมนุษย์เพศชาย วัยประมาณ 40 ปี เสียชีวิตอยู่กลางป่า คาดว่าถูกพิษจากพืชชนิดหนึ่งที่เรียกว่า โลหิตกิเลน …. โชคดีนัก…. ยามข้าไปพบร่างนี้ยังมิได้ถูกสัตว์ในป่ากัดแทะ. อยู่ในสภาพสมบูรณ์แบบเป็นที่สุด…”
ท่านอาจารย์อิงเอ่ยพลางมองไปที่ร่างกลางอากาศด้วยสายตาที่เรียกได้ว่าชื่นชมจนหลงใหล
มู่เชียนมองสายตาของท่านอาจารย์สลับกับร่างนั้นแล้วก็รู้สึกมวนท้องขึ้นมาเล็กน้อย…
“พิษจากโลหิตกิเลนจะเปลี่ยนโลหิตในร่างของผู้รับพิษให้กลายเป็นของแข็งทั้งหมด เจ้าพอจะเดาออกหรือไม่ ว่าโลหิตกิเลนนี้มีผลต่อปราณธาตุใดบ้าง ศิษย์เก่าทั้งหลายห้ามตอบนะ ขอข้าทดสอบความรู้ศิษย์ใหม่สักหน่อย”
“ธาตุน้ำขอรับ/ เจ้าค่ะ” ทั้งห้าคนตอบเป็นเสียงเดียวกัน
“ถูก และธาตุใดอีก ?” อิงลู่เอ่ยถามต่อ
“ข้ารู้แล้ว …. ธาตุไฟ ขอรับ” ครั้งนี้มีหยางอี้ปินเอ่ยตอบเพียงผู้เดียว ท่าทีของเขาดูกระตือรือร้นและร่าเริงเป็นพิเศษ
“ถูกต้อง ปราณธาตุทั้งหลายต่างประกอบขึ้นเป็นอวัยวะต่างๆ ไตประกอบจากธาตุน้ำและธาตุดิน หัวใจประกอบจากธาตุดินและธาตุไฟ เส้นผมประกอบจากธาตุไม้และธาตุดิน โลหิตประกอบจากธาตุน้ำและไฟ ปอดประกอบจากธาตุลมและธาตุน้ำ กระดูกประกอบจากธาตุลมและธาตุดิน ตับประกอบจากธาตุไม้และธาตุลม”
ท่ามกลางเสียงบรรยายกันยาวยืด เหล่าศิษย์ใหม่ทั้งหลายพากันก้มลงเตรียมหยิบอุปกรณ์สำหรับจดบันทึก ทว่าท่านอาจารย์อิงกลับห้ามไว้
“ไม่ต้องจดข้ามีวิธีจดจำที่ดีกว่านั้น ….เอาล่ะดูที่ร่างนี้ ข้าจะแสดงให้ดูช้าๆ ทีละขั้นตอน”
อาจารย์อิงยกนิ้วชี้วาดเป็นเส้นตรงจากบนลงล่างช้าๆ ขณะเดียวกันนั้นเอง ผิวหนังส่วนอกของร่างที่ลอยอยู่นั้นก็ค่อยๆแยกออกจากกันเป็นเส้นตรง มองเห็นเนื้อหนังภายในสีชมพู
“ผิวหนังด้านนอกที่ถูกกรีด คือส่วนของหนังกำพร้า ส่วนผิวสีชมพูด้านในที่เจ้าเห็นนั้นเป็นส่วนของหนังแท้”
“ฉึ่บ..” ท่านอาจารย์อิงวาดนิ้วอย่างนุ่มนวลซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง สีเหลืองของไขมันพลันทะลักออกมาจากรอยแยกของผิวสีชมพู
“ชั้นสีเหลืองนิ่มๆนี่เจ้าเห็นหรือไม่ นี่คือส่วนของไขมันใต้ผิว …. มีท่อน้ำเหลืองและเส้นเลือดอยู่ในชั้นนี้.. ปกติแล้วกรีดถึงชั้นนี้จะเลอะเทอะอยู่บ้าง ทว่าด้วยพิษโลหิตกิเลน เลือดของเขาจึงแข็งตัวไปหมดแล้ว เหลือเพียงน้ำเหลืองที่เห็นไหลออกมานิดหน่อยตรงนี้เท่านั้น…”
“ติ๋ง.. ติ๋ง..” ราวกับตอบรับคำพูดของอาจารย์ผู้สอน น้ำสีเหลืองใสค่อยๆไหลลงจากบาดแผลกลางร่างของศพนั้น รวมกันที่ปลายเท้าเขียวซีด แล้วหยดลงบนพื้นเบื้องล่าง
“เอื้อก….” มู่เชียนกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบาก นางกำลังยืนมองการชำแหละร่างคนเป็นครั้งแรก ในระยะประชิดเสียด้วย….
“ฉึ่บ ” เสียงกรีดดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ปรากฏชั้นสีแดงขึ้นมาแทนที่สีเหลือง
“อ้อกก…” เสียงขย้อนลมดังขึ้นจากใครบางคนข้างกายมู่เชียน ทว่านางมิได้สนใจจะหันไปมองว่าเป็นผู้ใด ยามนี้ภาพตรงหน้าสยดสยองจนนางไม่อาจสนใจอะไรได้อีกแล้ว
“นี่คือส่วนของกล้ามเนื้อ บุรุษนั้นมีกล้ามเนื้อมากกว่าสตรี… โดยเฉพาะบุรุษผู้นี้ ยามมีชีวิตอยู่คงจะเป็นชนชั้นแรงงานจึงมีกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ ข้าคงต้องผ่าลึกอีกสักหน่อย…”
“ฉั่วะ ๆ..” เสียงการบรรยายสลับกับเสียงกรีดผ่านเนื้อดำเนินต่อไป จนในที่สุด
“แคว้กกก….” ซี่โครงของร่างนี้ถูกแบะออกด้วยแรงปราณของอาจารย์ผู้สอน เครื่องในของร่างๆนี้พลันปรากฏขึ้นต่อหน้าพวกเขา..
“ฮ้าาา… ถึงสักที ผ่านซี่โครงไป ด้านในก็คือ…..”
“พรวดดดด…..” โม่เจี้ยนไม่อาจอดกลั้น เขาพุ่งตัวไปด้านหลังห้อง น้ำสีเขียวใสพุ่งออกมาจากปากเขาจนเพื่อนร่วมชั้นหลบแทบไม่ทัน
“อ้วกกก….” เมื่อมีคนนำ …จ้าวซงวิ่งตามหลังไปอาเจียน สองปรปักษ์ยามนี้โก่งคอทำธุระอยู่เคียงข้างกัน กลิ่นเปรี้ยวคละคลุ้งไปทั่ว จนพาให้มู่เชียนอดไม่ไหวพลอยอาเจียนลมออกมาด้วย
“อ้อกกก…..” เด็กสาววัย 16 ปีคนหนึ่งแม้จะเคยเห็นฉากฆ่าคนมาบ้าง แต่ก็มิเคยมีใครมาอธิบายหรือชี้ชวนให้นางดูอวัยวะภายในของคนเหล่านั้นมาก่อน
“ฟื้ดด….” ฉวนสี่สูดลมหายใจเข้าลึก พยายามทำอารมณ์ตนเองให้นิ่งที่สุด ก่อนจะหันไปมองศิษย์น้องหญิงที่กำลังพะอืดพะอมอยู่ข้างๆ
“ศิษย์น้องมู่ ยังทนไหวหรือไม่ ?”
“ยังพอไหวเจ้าค่ะ” มู่เชียนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแหบพร่า เด็กสาวพยายามรวบรวมสติ คิดถึงภาพสารพัดเหตุการณ์นองเลือดที่เคยผ่านมา คิดถึงภาพคนขาดกลาง คิดถึงภาพหัวขาด …. วันนี้นางต้องผ่านไปให้ได้
“ฮ่าฮ่าฮ่า คิดว่าจะไม่มีใครอาเจียนเสียแล้ว… อย่าได้วิตก ทุกปีล้วนเป็นเช่นนี้ ข้าว่าพวกเจ้านับว่าใจแข็งมากแล้วที่ทนได้ถึงขั้นตอนนี้… ต้องการให้ข้าพักสักครู่ก่อนหรือไม่” อาจารย์อิงเอ่ยถามกลั้วหัวเราะ
“ท่านอาจารย์ขอรับ ข้ากำลังสนุกเลย ท่านสอนต่อเถิด หยางอี้ปินเอ่ย… ท่าทีของเขาปกติยิ่ง ดวงตาสองข้างของเขาเป็นประกายตื่นเต้นอย่างมากอีกด้วย…
“หืมมม… เจ้า… วิถีหลักปราณโอสถสินะ รสนิยมดีนี่ สามารถเข้าถึงความสนุกสนานของการเรียนจากศพ เหมือนข้าตอนหนุ่มๆไม่มีผิด ฮ่าฮ่าฮ่า….…”
มู่เชียนเงยหน้าขึ้นมองศิษย์อาจารย์คู่นี้แล้วก็ส่ายหน้า รสนิยมของสองคนนี้ นางไม่กล้าชื่นชมเลยจริงๆ
การบรรยายจึงดำเนินต่อไป ท่ามกลางท่าทีพะอืดพะอมของเหล่าศิษย์ จนกระทั่งหนึ่งชั่วยามต่อมา กระดูกทุกชิ้นถูกเลาะออกมาบรรยายจนหมดเกลี้ยง ท่านอาจารย์อิงก็เรียกปราณธาตุไฟมาเผาทำลายร่างทิ้ง พร้อมกับสั่งให้พวกเขาพนมมือสวดมนต์ให้กับร่างผู้เสียสละได้ไปสู่สุคติ
จวบจนร่างที่แทบจะกลายเป็นเศษเนื้อหายวับไปแล้ว พวกมู่เชียนค่อยถอนหายใจอย่างโล่งอก น่ายินดีที่พวกนางจะไม่ต้องเห็นภาพสะเทือนขวัญเช่นเมื่อครู่แล้ว… อย่างน้อยก็อีกหนึ่งอาทิตย์
“เอาล่ะ พวกเจ้าไปพักก่อนเถิด …. ตอนบ่ายยังมีอีกร่างที่จะแสดงให้เจ้าดู แม้ร่างนั้นจะเน่าเปื่อยไปบ้าง ทว่าภายในนั้นน่าสนใจยิ่ง เขามีปราณธาตุในกายถึงสามธาตุด้วยกัน… แล้วพวกเจ้าจะได้เห็นว่า เส้นลมปราณของผู้มีปราณธาตุนั้นแตกต่างจากผู้ปราศจากปราณธาตุเยี่ยงไร ?”
“………”
มู่เชียน ลากสังขารกะปลกกะเปลี้ยเดินไปด้านข้างแล้วทรุดตัวนั่งลงข้างกำแพง โดยมีฉวนสี่ที่กำลังพยุงโม่เจี้ยนที่อาการหนักที่สุดเดินตามมาด้วย
“อาการหนักเลยสินะเด็กใหม่” เสียงหวานเสียงหนึ่งดังมาจากเบื้องหน้า เงาร่างสีขาวอบอวลด้วยกลิ่นแป้งหอมทำให้มู่เชียนมวนท้องขึ้นมาอีกแล้ว
เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมองก็พบหญิงสาวผมสีน้ำตาลเข้ม อายุประมาณยี่สิบปีผู้หนึ่งยืนอยู่ ใบหน้าที่เห็นนั้นถือได้ว่าเป็นหญิงสาวที่งดงามที่สุดที่นางเคยเห็นผู้หนึ่ง ทว่าสีหน้าที่เย่อหยิ่งราวกับไม่เห็นผู้ใดในสายตานั้นค่อนข้างขัดตาอยู่บ้าง
“ท่านคือ ?”
“ข้าชื่ออิงอู่หลาน ชุมนุมเทพธิดาของข้าเคยเชื้อเชิญเจ้าแล้ว แต่เจ้าปฏิเสธ…” เสียงอ่อนหวานเอ่ย คิ้วเรียวบางขมวดเข้าหากันเล็กน้อยอย่างไม่พึงใจ
“ชุมนุมเทพธิดา… ?”
มู่เชียนพลันนึกถึงศิษย์หญิงนิสัยน่ารำคาญที่เกือบจะกลายเป็นอาหารปลาทั้งสองคนนั่น มองศิษย์พี่หญิงท่าทางแปลกๆตรงหน้าก็รู้สึกระแวงขึ้นมา
ทว่าระแวงก็ส่วนระแวง รุ่นพี่ควรได้รับความเคารพ จะอย่างไรก็ควรมีคำอธิบายให้นางบ้าง
“ศิษย์พี่โปรดอภัย ข้ามิคิดเข้าชุมนุมใดจริงๆ”
“… ได้ยินมาว่าเจ้าคิดตั้งชุมนุมของตนเองหรือ ?” อิงอู่หลานเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เข้มขึ้นเล็กน้อย
มู่เชียนหันมองโม่เจี้ยนผู้เป็นตัวตั้งตัวตีนั้น ยามนี้นอนแผ่หรา ไม่อาจรับรู้อะไรชั่วคราว… หยางอี้ปินนั้นไม่รู้ไปอยู่ที่ใดแล้ว เหลือเพียงฉวนสี่ที่ยังส่งสายตาสนับสนุนมาให้
“พวกเราคิดเช่นนั้นจริงเจ้าค่ะ” มู่เชียนเอ่ยตามตรง
อิงอู่หลานเพ่งมองเด็กสาวหน้าตาธรรมดาตรงหน้าด้วยท่าทีพินิจพิเคราะห์ ครู่หนึ่งราวกับหงุดหงิดอย่างยิ่ง นางสะบัดผมหนึ่งที แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงตัดอกตัดใจว่า
“มาร่วมกับชุมนุมเทพธิดาของข้าเถอะ ข้าจะให้เจ้าเป็นรองหัวหน้า”
“…. อะไรนะเจ้าคะ ?” มู่เชียนถามย้ำด้วยความไม่มั่นใจในสิ่งที่ได้ยิน ด้วยดูออกว่าอิงอู่หลานมิใคร่พอใจนางนัก เหตุใดยังจะตั้งให้นางเป็นถึงรองหัวหน้า
“ข้ารู้ถึงความสามารถของเจ้า ท่านอาของข้า อาจารย์อิงลู่ผู้นั้นเอ่ยถึงเจ้าให้ข้าฟัง … วันนี้ให้เจ้าเป็นรองหัวหน้าชุมนุมเทพธิดาไปก่อน วันหน้าเมื่อข้าไม่อยู่เจ้าก็ขึ้นเป็นหัวหน้าแทน” อิงอู่หลานเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ.
มู่เชียนขมวดคิ้วกับท่าทางบ้าอำนาจของอิงอู่หลาน แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แข็งขึ้นกว่าเดิม
“เรียนศิษย์พี่ ข้าเป็นเพียงศิษย์ใหม่ ย่อมไม่อาจรับตำแหน่งสำคัญนี้ อีกอย่างข้ามีหลายสิ่งต้องทำ ไม่คิดอยากมีภาระใดๆเพิ่มอีก ขอศิษย์พี่โปรดอภัย”
ลำพังที่นางเป็นอยู่ก็ปวดหัวจะแย่แล้ว ยังจะให้นางมาคอยดูแลสมาชิกสตรีจอมเย่อหยิ่งอีกเป็นพรวน ให้นางตายเสียดีกว่า
อิงอู่หลานไม่ใส่ใจคำปฏิเสธของมู่เชียนแม้แต่น้อย นางหันหลังก้าวเดินไปอย่างเชื่องช้าด้วยท่าทีราวกับนางพญา…. มือเรียวงามโยนป้ายไม้ชิ้นหนึ่งใส่ตักของมู่เชียนโดยไม่หันกลับมามอง
“นี่ป้ายรองหัวหน้า พกติดตัวไว้”
“ข้ามิได้…”
ยกมือห้าม…
“โถงปราณโอสถนี้เป็นถิ่นของพวกเราชุมนุมเทพธิดา หากมีอะไรก็มาหาข้า….” ร่างงดงามของหัวหน้าชุมนุมเทพธิดาก้าวห่างออกไปเรื่อยๆ ต่อหน้าต่อตาของมู่เชียนที่ไม่อาจอดกลั้นความโมโหได้อีกแล้ว
เหตุใดทุกคนจึงคิดว่านางเป็นคนคุยง่ายนักนะ คิดอยากให้ทำอะไรก็ทำ คิดอยากให้เรียนอะไรก็เรียน คิดอยากให้เป็นอะไรก็เป็น…
‘ข้าไม่ทนแล้ว… !!!!’
“โป้กกก…!”
ป้ายไม้ลอยละลิ่วกระแทกใส่ศีรษะอิงอู่หลานผู้งดงามสูงส่ง เสียงสดใสสะท้อนก้องไปทั่วทั้งโถง จนแม้กระทั่งอาจารย์อิงยังหันมาดู
‘อู่หลาน… แย่แล้วววว…..!’
“เจ้ากล้าดีอย่างไร….?” นางพญาในชุดขาวหันกลับมาช้าๆ ใบหน้าของนางยามนี้แดงก่ำด้วยความโมโห ดวงตาสีน้ำตาลของนางเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินดูน่าขนลุก…