ระบบตระกูลท้าปฐพีย่ำสวรรค์ 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 39 ราชสำนักฉางเซิง ธิดาแห่งโชคชะตาซูจื่อยวน

            “ท่านบรรพบุรุษ ตระกูลซูต้องการเลื่อนขั้นเป็นตระกูลระดับสูงสุดทว่าจำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากราชสำนักฉางเซิง เราจะยื่นขอประเมินอย่างเป็นทางการหรือไม่ขอรับ”

            หนึ่งเดือนหลังจากงานอภิเษกซูอวิ๋นเดินมายังด้านข้างของซูฉางเซิงและรายงาน

            หลังจากช่วงเวลาแห่งการพัฒนาตระกูลซูนี้ไม่เพียงยึดครองเขตแดนบางส่วนของสำนักว่านโซ่วเท่านั้นทว่าอิทธิพลของตระกูลยังเพิ่มขึ้นอย่างมาก ดึงดูดกองกำลังและผู้แข็งแกร่งจำนวนมากให้สวามิภักดิ์

            ตระกูลซูในปัจจุบันคลาคล่ำไปด้วยผู้แข็งแกร่งโดยเฉพาะผู้บำเพ็ญเพียรในระดับนิรันดร์มีมากเกือบร้อยคนและในระดับสำแดงกฎมีถึงเจ็ดหรือแปดพันคน ซึ่งเหนือกว่ากองกำลังระดับสูงสุดหลายแห่ง

            กล่าวได้ว่านอกเสียจากเซียนนักบุญแล้วความแข็งแกร่งโดยรวมของตระกูลซูนั้นเหนือกว่ากองกำลังระดับสูงสุดอื่นๆ ในทวีปเจินเซิ่งไปแล้วสิ้นเชิง

            มาตรฐานนี้เป็นไปตามข้อกำหนดทั้งหมดสำหรับการเป็นกองกำลังระดับสูงสุดอย่างสมบูรณ์แบบทว่าหากต้องการก้าวขึ้นไปเป็นกองกำลังระดับสูงสุดยังมีอีกหนึ่งอุปสรรคที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ นั่นก็คือราชสำนักฉางเซิง

            ราชสำนักฉางเซิง

            เป็นกองกำลังอันน่าเกรงขามที่ปกครองดินแดนเทพเจ้ามากมายเป็นหนึ่งในมหาอำนาจของดินแดนสวรรค์ฉางเซิง พลังอำนาจบาตรใหญ่เป็นกองกำลังระดับจักรพรรดิอย่างแท้จริง โดยผู้ก่อตั้งคือจักรพรรดิฉางเซิง

            กองกำลังนับไม่ถ้วนในดินแดนเทพเจ้ามากมายภายใต้การปกครองของราชสำนักล้วนต้องปฏิบัติตามกฎของราชสำนักฉางเซิง

            หากต้องการเลื่อนขั้นเป็นกองกำลังระดับที่สูงขึ้นไม่เพียงแต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องเท่านั้นทว่ายังต้องผ่านการประเมินของราชสำนักอีกด้วย

            ส่วนตระกูลซูนั้นขาดเพียงการประเมิน ก็จะเป็นกองกำลังระดับสูงสุดอย่างแท้จริงแล้ว

            “ราชสำนักหรือ…”

            ซูฉางเซิงครุ่นคิด

            ในอดีตสมัยที่เขาท่องไปทั่วทวีปเจินเซิ่งเขาก็เคยติดต่อกับผู้แข็งแกร่งจากราชสำนักฉางเซิงเช่นกัน

            กองกำลังนี้แข็งแกร่งยิ่งนักหากตระกูลซูต้องการที่จะเป็นตระกูลระดับจักรพรรดิ ราชสำนักฉางเซิงคืออุปสรรคที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

            แน่นอนว่านั่นคือสิ่งที่ต้องพิจารณาในอนาคตอีกประการ

            ราชสำนักฉางเซิงในปัจจุบันสำหรับตระกูลซูแล้ว เป็นยักษ์ใหญ่ที่ไม่อาจเทียบเคียงได้ และไม่อาจยั่วยุพวกเขาได้เลย

            ในเมื่อยั่วยุไม่ได้เช่นนั้นก็จงยอมอยู่ใต้เงาไปก่อนดีกว่า

            หากไม่มีความแข็งแกร่งมากพอที่จะทำลายกฎก็จงปฏิบัติตามกฎไปก่อน

            “เช่นนั้นก็ยื่นขอเถิด ข้าเชื่อว่าราชสำนักคงไม่กลั่นแกล้งตระกูลซูเล็กๆ อย่างเราหรอกกระมัง!”ซูฉางเซิงพยักหน้า

            “ขอรับ ท่านบรรพบุรุษ!”

            ซูอวิ๋นเผยสีหน้ายินดีตระกูลซูกำลังจะเลื่อนขั้นเป็นกองกำลังระดับสูงสุด ในฐานะผู้นำตระกูลเขาก็รู้สึกเป็นเกียรติและตื่นเต้นอย่างมาก

            จากนั้นไม่นานซูอวิ๋นก็โค้งคำนับและจากไป

            “หนึ่งเดือนผ่านไปแล้ว เยวี่ยเอ๋อร์ยังไม่ตั้งครรภ์และชิงเกอก็ต้องใช้เวลานานกว่าจะให้กำเนิดบุตร ดูเหมือนว่าข้าต้องพยายามต่อไปหรือไม่ก็ต้องแต่งงานเพิ่มฮูหยินกับสนมแล้ว!”

            ซูฉางเซิงเคาะนิ้วเบาๆบนโต๊ะด้วยดวงตาที่เป็นประกาย

            ด้วยระดับปัจจุบันของเขาบวกกับฮูหยินของเขาที่มีร่างกายในระดับสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์การมีบุตรนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

            หากโชคร้ายอย่าว่าแต่หนึ่งหรือสองเดือนเลย แม้แต่หลายปีก็อาจไม่ตั้งครรภ์ก็เป็นได้

            หากเขาต้องการมีบุตรโดยเร็วที่สุดก็ทำได้เพียงมองหาฮูหยินและสนมใหม่ๆ เท่านั้น ยิ่งขอบข่ายกว้าง ก็ยิ่งมีโอกาสมาก

            “สังขารเทพศักดิ์สิทธิ์หายากเหลือเกิน!”

            ซูฉางเซิงถอนหายใจเบาๆ

            สังขารเทพศักดิ์สิทธิ์นั้นหายากยิ่งในทวีปอันกว้างใหญ่นี้ มีสิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนทว่าสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์มีเพียงหยิบมือ และส่วนใหญ่เป็นเพศชาย เพศหญิงน้อยมาก

            การจะหาได้สักคนนั้นเป็นเรื่องยาก

            แม้ว่าจะไม่จำกัดเฉพาะร่างกายทว่าหากพิจารณาจากพรสวรรค์แล้ว พรสวรรค์ระดับสุดยอดก็หายากเช่นกัน

            ในระยะเวลาอันสั้นนี้อย่าไปคิดถึงมันเลย ไร้ประโยชน์

            “จริงสิ ตระกูลซูยังมีธิดาแห่งโชคชะตาอีกนางหนึ่ง ข้าลืมนางไปเสียสนิทเลย เพราะช่วงนี้มัวแต่ยุ่งๆ!”

            ใจของซูฉางเซิงกระตุกสั่นไหวเขานึกถึงซูจื่อยวนได้แล้ว ซึ่งเป็นธิดาแห่งโชคชะตาที่มีพรสวรรค์ยิ่งกว่าไป๋เยวี่ยเกอและมีโชคชะตาเทียบเท่ากับกู้ชิงเกอ

            เพียงแต่นางมีนามสกุลซูเป็นสายเลือดเดียวกันกับเขา เหตุนี้ซูฉางเซิงจึงรู้สึกแปลกๆ อยู่บ้าง

            “ช่างเถิด ไปพบนางก่อนก็แล้วกัน!”

            ซูฉางเซิงถอนหายใจเบาๆหากนางเหมาะสมจริงๆ นามสกุลซูแล้วจะทำอย่างไรเล่า

            เขาพิชิตจักรพรรดินีแห่งโชคชะตามาแล้วจะมีซูจื่อยวนเพิ่มอีกคนจะเป็นไรไป

            อืม!

            คิดเช่นนั้นซูฉางเซิงก็ดีดนิ้วเบาๆ และร่างของเขาก็หายไปฉับพลัน…

            …

            เมืองเทียนหยวนกว้างใหญ่ไพศาลหลายพันลี้มีพื้นที่กว้างใหญ่เทียบเท่ากับอาณาจักรขนาดเล็ก

            ในฐานะผู้ปกครองเกือบหนึ่งในสามของเมืองเทียนหยวนเป็นเขตแดนของตระกูลซู

            ในเขตแดนที่กว้างใหญ่เช่นนี้มีสมาชิกตระกูลซูจำนวนมหาศาล

            และบริเวณรอบนอกของเขตแดนตระกูลซู

            ภายในตำหนักที่ไม่ได้กว้างขวางนักเด็กสาวรูปร่างบอบบางใบหน้าคมคายลืมตาขึ้นใบหน้าที่งดงามของนางฉายแววแห่งความขมขื่น

            “พลังปราณหายไปอีกแล้ว นี่ก็สามปีแล้ว ยังไม่มีความก้าวหน้าใดๆ ช่างน่าโมโหจริงๆ!”

            “หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ข้าจะนำป้ายวิญญาณของท่านพ่อท่านแม่เข้าไปในวิหารบรรพบุรุษได้อย่างไร!”

            เด็กสาวกำหมัดแน่นใบหน้าที่งดงามเต็มไปด้วยความไม่ยินยอมและขมขื่น

            นางมีนามว่าซูจื่อยวน

            เป็นศิษย์สาขาย่อยที่เก้าของตระกูลซูใกล้จะกลายเป็นสาขารองแล้ว

            ฐานะของนางในตระกูลซูไม่สูงนัก

            ท่านพ่อท่านแม่ของนางก็เป็นเพียงสมาชิกตระกูลซูธรรมดาๆที่ไม่ได้รับความสนใจ มีพลังยุทธระดับความสามารถศักดิ์สิทธิ์ทว่าก็มีสถานะอยู่บ้างและไม่ขาดแคลนทรัพยากร

            ทว่าสามปีก่อนท่านพ่อท่านแม่ของนางเสียชีวิตจากการโจมตีของตระกูลกู้ และหลังจากพวกท่านตายไป สถานะของนางก็ลดลงและทรัพยากรก็ถูกตัดทอนออกไปมาก

            หากเป็นเพียงเช่นนี้ก็คงจะต้องปลงเสียเถิด

            สงสัยว่าเป็นเพราะการตายของพ่อแม่นางจึงกระทบต่อนางหนักถึงเพียงนี้เลยหรือ

            ในการบำเพ็ญเพียรในเวลาต่อมาพลังยุทธของนางไม่เพียงแต่ไม่มีความก้าวหน้าใดๆในทางกลับกันยิ่งถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง

            ภายในเวลาเพียงสามปีระดับของนางก็ลดลงจากระดับต้นกำเนิดแท้จริงของอัจฉริยะตัวน้อยลงมาจนถึงระดับทะเลปราณขั้นแรก

            ไม่ว่าจะบำเพ็ญเพียรอย่างไรพลังปราณที่สะสมไว้ในทะเลปราณก็จะหายไปอย่างไร้ร่องรอย

            สิ่งนี้ทำให้ซูจื่อยวนเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส

            เพราะหากเป็นเช่นนี้ต่อไปนางจะถูกขับออกจากสาขาหลักและกลายเป็นศิษย์สาขารอง

            ตระกูลซูไม่เลี้ยงดูผู้ไร้ประโยชน์หากพลังยุทธไม่เพียงพอ แม้จะเป็นศิษย์สาขาหลักก็จะถูกถอดยศเป็นสาขารองได้เช่นกัน

            ส่วนศิษย์สาขารองจะถูกขับไล่ออกจากเมืองเทียนหยวนไปประจำการและดูแลงานด้านผลผลิตในพื้นที่ห่างไกล

            หากโชคร้ายก็ต้องไปยังดินแดนที่ยากลำบาก

            ซูจื่อยวนไม่กลัวความยากลำบากทว่าหากนางถูกถอดยศเป็นศิษย์สาขารอง ป้ายวิญญาณของท่านพ่อท่านแม่ของนางจะเข้าไปในวิหารบรรพบุรุษไม่ได้

            นี่ไม่ใช่สิ่งที่นางต้องการเห็น

            “ยังมีเวลาอีก หากข้าติดอันดับหนึ่งในสิบของการประลองตระกูล หรือฝ่าทะลวงไปถึงระดับมนุษย์สวรรค์ข้าจะนำป้ายวิญญาณของท่านพ่อท่านแม่เข้าไปในวิหารบรรพบุรุษได้!” ซูจื่อยวนกำหมัดแน่น พึมพำกับตัวเอง

            การประลองของตระกูลจะจัดขึ้นในอีกสามปี

            ตราบใดที่นางพยายามก็ยังมีโอกาสแม้ว่าโอกาสนั้นจะน้อยนิด ทว่าต้องทำให้สำเร็จ

            “ถึงเวลาไปรับทรัพยากรสำหรับสัปดาห์หน้าแล้ว!”

            ซูจื่อยวนลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายเล็กน้อย ก่อนจะเดินออกจากตำหนัก และมุ่งหน้าไปยังอีกสถานที่หนึ่ง

            เขตแดนตระกูลซูนั้นกว้างขวางมากเพื่อหลีกเลี่ยงความยุ่งยากในการรับทรัพยากรสำหรับศิษย์ระดับต่ำบางคนวิหารทรัพยากรของตระกูลซูจึงถูกแบ่งออกเป็นหลายแห่ง กระจายอยู่ตามบริเวณรอบๆของศิษย์ระดับต่ำ

            บริเวณใกล้เคียงกับที่ซูจื่อยวนอาศัยอยู่ก็มีวิหารทรัพยากรแห่งหนึ่ง

            “นี่…เหตุใดครั้งนี้มีหินวิญญาณเพียงสิบก้อน” เมื่อมองเห็นหินวิญญาณสิบก้อนที่ได้รับ ซูจื่อยวนก็ตกตะลึง

            ทรัพยากรสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรมีหลายประเภททว่าที่พบได้บ่อยที่สุดมีสองประเภท ประเภทหนึ่งคือหินวิญญาณ และอีกประเภทหนึ่งคือสมบัติ‘แหล่งกำเนิด’ ที่มีค่ามากกว่า

            ทั้งสองอย่างนี้ช่วยให้ผู้บำเพ็ญเพียรดูดซับพลังปราณได้อย่างรวดเร็วส่วนแหล่งกำเนิดนั้นมีมูลค่ามากกว่าหินวิญญาณถึงพันเท่า

            ก่อนหน้านี้ทรัพยากรของนางคือหินวิญญาณหนึ่งร้อยก้อนและยังรับแหล่งกำเนิดขนาดเล็กได้หนึ่งก้อนทุกเดือน

            ทว่าครั้งนี้มีเพียงหินวิญญาณสิบก้อนเท่านั้น

            หินวิญญาณสิบก้อนนี้ไม่เพียงพอแม้จะบำเพ็ญเพียรขั้นพื้นฐานประจำวันด้วยซ้ำการที่จะก้าวหน้าอย่างรวดเร็วนั้นเป็นไปไม่ได้เลย

            และด้วยหินวิญญาณเพียงสิบก้อนนางไม่มีทางติดอันดับหนึ่งในสิบของการประลองตระกูลภายในสามปีได้แน่ แม้แต่การฝ่าทะลวงไปถึงระดับต้นกำเนิดแท้จริงก็ยังยากลำบาก

            “ซูจื่อยวน คะแนนของเจ้าต่ำมาก การที่ยังได้รับทรัพยากรเท่านี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว”

            ผู้ดูแลวิหารทรัพยากรขมวดคิ้ว

            “อย่าลืมว่าพลังยุทธของเจ้าไม่เพียงแต่ไร้ความก้าวหน้าทว่ายังถอยหลังลงอย่างต่อเนื่องอีกด้วย เจ้ากำลังจะหลุดออกจากระดับทะเลปราณแล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าตระกูลซูไม่เลี้ยงดูผู้ไร้ประโยชน์นี่เป็นคำสั่งของบรรพบุรุษฉางเซิง!”

            “หากไม่มีกระไรผิดพลาด อีกหนึ่งสัปดาห์เจ้าจะถูกถอดยศเป็นศิษย์สาขารองแล้ว!”

            เขากล่าวพลางส่ายหัว

            เมื่อได้ยินเช่นนี้ใบหน้าของซูจื่อยวนก็ซีดเผือด การหายใจก็ยากลำบากขึ้นมา

    คล้ายกับเรื่องระบบตระกูลท้าปฐพีย่ำสวรรค์ 【จบ】 ที่คุณอ่าน