“ท่านบรรพบุรุษ ตระกูลซูต้องการเลื่อนขั้นเป็นตระกูลระดับสูงสุดทว่าจำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากราชสำนักฉางเซิง เราจะยื่นขอประเมินอย่างเป็นทางการหรือไม่ขอรับ”
หนึ่งเดือนหลังจากงานอภิเษกซูอวิ๋นเดินมายังด้านข้างของซูฉางเซิงและรายงาน
หลังจากช่วงเวลาแห่งการพัฒนาตระกูลซูนี้ไม่เพียงยึดครองเขตแดนบางส่วนของสำนักว่านโซ่วเท่านั้นทว่าอิทธิพลของตระกูลยังเพิ่มขึ้นอย่างมาก ดึงดูดกองกำลังและผู้แข็งแกร่งจำนวนมากให้สวามิภักดิ์
ตระกูลซูในปัจจุบันคลาคล่ำไปด้วยผู้แข็งแกร่งโดยเฉพาะผู้บำเพ็ญเพียรในระดับนิรันดร์มีมากเกือบร้อยคนและในระดับสำแดงกฎมีถึงเจ็ดหรือแปดพันคน ซึ่งเหนือกว่ากองกำลังระดับสูงสุดหลายแห่ง
กล่าวได้ว่านอกเสียจากเซียนนักบุญแล้วความแข็งแกร่งโดยรวมของตระกูลซูนั้นเหนือกว่ากองกำลังระดับสูงสุดอื่นๆ ในทวีปเจินเซิ่งไปแล้วสิ้นเชิง
มาตรฐานนี้เป็นไปตามข้อกำหนดทั้งหมดสำหรับการเป็นกองกำลังระดับสูงสุดอย่างสมบูรณ์แบบทว่าหากต้องการก้าวขึ้นไปเป็นกองกำลังระดับสูงสุดยังมีอีกหนึ่งอุปสรรคที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ นั่นก็คือราชสำนักฉางเซิง
ราชสำนักฉางเซิง
เป็นกองกำลังอันน่าเกรงขามที่ปกครองดินแดนเทพเจ้ามากมายเป็นหนึ่งในมหาอำนาจของดินแดนสวรรค์ฉางเซิง พลังอำนาจบาตรใหญ่เป็นกองกำลังระดับจักรพรรดิอย่างแท้จริง โดยผู้ก่อตั้งคือจักรพรรดิฉางเซิง
กองกำลังนับไม่ถ้วนในดินแดนเทพเจ้ามากมายภายใต้การปกครองของราชสำนักล้วนต้องปฏิบัติตามกฎของราชสำนักฉางเซิง
หากต้องการเลื่อนขั้นเป็นกองกำลังระดับที่สูงขึ้นไม่เพียงแต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องเท่านั้นทว่ายังต้องผ่านการประเมินของราชสำนักอีกด้วย
ส่วนตระกูลซูนั้นขาดเพียงการประเมิน ก็จะเป็นกองกำลังระดับสูงสุดอย่างแท้จริงแล้ว
“ราชสำนักหรือ…”
ซูฉางเซิงครุ่นคิด
ในอดีตสมัยที่เขาท่องไปทั่วทวีปเจินเซิ่งเขาก็เคยติดต่อกับผู้แข็งแกร่งจากราชสำนักฉางเซิงเช่นกัน
กองกำลังนี้แข็งแกร่งยิ่งนักหากตระกูลซูต้องการที่จะเป็นตระกูลระดับจักรพรรดิ ราชสำนักฉางเซิงคืออุปสรรคที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
แน่นอนว่านั่นคือสิ่งที่ต้องพิจารณาในอนาคตอีกประการ
ราชสำนักฉางเซิงในปัจจุบันสำหรับตระกูลซูแล้ว เป็นยักษ์ใหญ่ที่ไม่อาจเทียบเคียงได้ และไม่อาจยั่วยุพวกเขาได้เลย
ในเมื่อยั่วยุไม่ได้เช่นนั้นก็จงยอมอยู่ใต้เงาไปก่อนดีกว่า
หากไม่มีความแข็งแกร่งมากพอที่จะทำลายกฎก็จงปฏิบัติตามกฎไปก่อน
“เช่นนั้นก็ยื่นขอเถิด ข้าเชื่อว่าราชสำนักคงไม่กลั่นแกล้งตระกูลซูเล็กๆ อย่างเราหรอกกระมัง!”ซูฉางเซิงพยักหน้า
“ขอรับ ท่านบรรพบุรุษ!”
ซูอวิ๋นเผยสีหน้ายินดีตระกูลซูกำลังจะเลื่อนขั้นเป็นกองกำลังระดับสูงสุด ในฐานะผู้นำตระกูลเขาก็รู้สึกเป็นเกียรติและตื่นเต้นอย่างมาก
จากนั้นไม่นานซูอวิ๋นก็โค้งคำนับและจากไป
“หนึ่งเดือนผ่านไปแล้ว เยวี่ยเอ๋อร์ยังไม่ตั้งครรภ์และชิงเกอก็ต้องใช้เวลานานกว่าจะให้กำเนิดบุตร ดูเหมือนว่าข้าต้องพยายามต่อไปหรือไม่ก็ต้องแต่งงานเพิ่มฮูหยินกับสนมแล้ว!”
ซูฉางเซิงเคาะนิ้วเบาๆบนโต๊ะด้วยดวงตาที่เป็นประกาย
ด้วยระดับปัจจุบันของเขาบวกกับฮูหยินของเขาที่มีร่างกายในระดับสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์การมีบุตรนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
หากโชคร้ายอย่าว่าแต่หนึ่งหรือสองเดือนเลย แม้แต่หลายปีก็อาจไม่ตั้งครรภ์ก็เป็นได้
หากเขาต้องการมีบุตรโดยเร็วที่สุดก็ทำได้เพียงมองหาฮูหยินและสนมใหม่ๆ เท่านั้น ยิ่งขอบข่ายกว้าง ก็ยิ่งมีโอกาสมาก
“สังขารเทพศักดิ์สิทธิ์หายากเหลือเกิน!”
ซูฉางเซิงถอนหายใจเบาๆ
สังขารเทพศักดิ์สิทธิ์นั้นหายากยิ่งในทวีปอันกว้างใหญ่นี้ มีสิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนทว่าสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์มีเพียงหยิบมือ และส่วนใหญ่เป็นเพศชาย เพศหญิงน้อยมาก
การจะหาได้สักคนนั้นเป็นเรื่องยาก
แม้ว่าจะไม่จำกัดเฉพาะร่างกายทว่าหากพิจารณาจากพรสวรรค์แล้ว พรสวรรค์ระดับสุดยอดก็หายากเช่นกัน
ในระยะเวลาอันสั้นนี้อย่าไปคิดถึงมันเลย ไร้ประโยชน์
“จริงสิ ตระกูลซูยังมีธิดาแห่งโชคชะตาอีกนางหนึ่ง ข้าลืมนางไปเสียสนิทเลย เพราะช่วงนี้มัวแต่ยุ่งๆ!”
ใจของซูฉางเซิงกระตุกสั่นไหวเขานึกถึงซูจื่อยวนได้แล้ว ซึ่งเป็นธิดาแห่งโชคชะตาที่มีพรสวรรค์ยิ่งกว่าไป๋เยวี่ยเกอและมีโชคชะตาเทียบเท่ากับกู้ชิงเกอ
เพียงแต่นางมีนามสกุลซูเป็นสายเลือดเดียวกันกับเขา เหตุนี้ซูฉางเซิงจึงรู้สึกแปลกๆ อยู่บ้าง
“ช่างเถิด ไปพบนางก่อนก็แล้วกัน!”
ซูฉางเซิงถอนหายใจเบาๆหากนางเหมาะสมจริงๆ นามสกุลซูแล้วจะทำอย่างไรเล่า
เขาพิชิตจักรพรรดินีแห่งโชคชะตามาแล้วจะมีซูจื่อยวนเพิ่มอีกคนจะเป็นไรไป
อืม!
คิดเช่นนั้นซูฉางเซิงก็ดีดนิ้วเบาๆ และร่างของเขาก็หายไปฉับพลัน…
…
เมืองเทียนหยวนกว้างใหญ่ไพศาลหลายพันลี้มีพื้นที่กว้างใหญ่เทียบเท่ากับอาณาจักรขนาดเล็ก
ในฐานะผู้ปกครองเกือบหนึ่งในสามของเมืองเทียนหยวนเป็นเขตแดนของตระกูลซู
ในเขตแดนที่กว้างใหญ่เช่นนี้มีสมาชิกตระกูลซูจำนวนมหาศาล
และบริเวณรอบนอกของเขตแดนตระกูลซู
ภายในตำหนักที่ไม่ได้กว้างขวางนักเด็กสาวรูปร่างบอบบางใบหน้าคมคายลืมตาขึ้นใบหน้าที่งดงามของนางฉายแววแห่งความขมขื่น
“พลังปราณหายไปอีกแล้ว นี่ก็สามปีแล้ว ยังไม่มีความก้าวหน้าใดๆ ช่างน่าโมโหจริงๆ!”
“หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ข้าจะนำป้ายวิญญาณของท่านพ่อท่านแม่เข้าไปในวิหารบรรพบุรุษได้อย่างไร!”
เด็กสาวกำหมัดแน่นใบหน้าที่งดงามเต็มไปด้วยความไม่ยินยอมและขมขื่น
นางมีนามว่าซูจื่อยวน
เป็นศิษย์สาขาย่อยที่เก้าของตระกูลซูใกล้จะกลายเป็นสาขารองแล้ว
ฐานะของนางในตระกูลซูไม่สูงนัก
ท่านพ่อท่านแม่ของนางก็เป็นเพียงสมาชิกตระกูลซูธรรมดาๆที่ไม่ได้รับความสนใจ มีพลังยุทธระดับความสามารถศักดิ์สิทธิ์ทว่าก็มีสถานะอยู่บ้างและไม่ขาดแคลนทรัพยากร
ทว่าสามปีก่อนท่านพ่อท่านแม่ของนางเสียชีวิตจากการโจมตีของตระกูลกู้ และหลังจากพวกท่านตายไป สถานะของนางก็ลดลงและทรัพยากรก็ถูกตัดทอนออกไปมาก
หากเป็นเพียงเช่นนี้ก็คงจะต้องปลงเสียเถิด
สงสัยว่าเป็นเพราะการตายของพ่อแม่นางจึงกระทบต่อนางหนักถึงเพียงนี้เลยหรือ
ในการบำเพ็ญเพียรในเวลาต่อมาพลังยุทธของนางไม่เพียงแต่ไม่มีความก้าวหน้าใดๆในทางกลับกันยิ่งถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง
ภายในเวลาเพียงสามปีระดับของนางก็ลดลงจากระดับต้นกำเนิดแท้จริงของอัจฉริยะตัวน้อยลงมาจนถึงระดับทะเลปราณขั้นแรก
ไม่ว่าจะบำเพ็ญเพียรอย่างไรพลังปราณที่สะสมไว้ในทะเลปราณก็จะหายไปอย่างไร้ร่องรอย
สิ่งนี้ทำให้ซูจื่อยวนเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส
เพราะหากเป็นเช่นนี้ต่อไปนางจะถูกขับออกจากสาขาหลักและกลายเป็นศิษย์สาขารอง
ตระกูลซูไม่เลี้ยงดูผู้ไร้ประโยชน์หากพลังยุทธไม่เพียงพอ แม้จะเป็นศิษย์สาขาหลักก็จะถูกถอดยศเป็นสาขารองได้เช่นกัน
ส่วนศิษย์สาขารองจะถูกขับไล่ออกจากเมืองเทียนหยวนไปประจำการและดูแลงานด้านผลผลิตในพื้นที่ห่างไกล
หากโชคร้ายก็ต้องไปยังดินแดนที่ยากลำบาก
ซูจื่อยวนไม่กลัวความยากลำบากทว่าหากนางถูกถอดยศเป็นศิษย์สาขารอง ป้ายวิญญาณของท่านพ่อท่านแม่ของนางจะเข้าไปในวิหารบรรพบุรุษไม่ได้
นี่ไม่ใช่สิ่งที่นางต้องการเห็น
“ยังมีเวลาอีก หากข้าติดอันดับหนึ่งในสิบของการประลองตระกูล หรือฝ่าทะลวงไปถึงระดับมนุษย์สวรรค์ข้าจะนำป้ายวิญญาณของท่านพ่อท่านแม่เข้าไปในวิหารบรรพบุรุษได้!” ซูจื่อยวนกำหมัดแน่น พึมพำกับตัวเอง
การประลองของตระกูลจะจัดขึ้นในอีกสามปี
ตราบใดที่นางพยายามก็ยังมีโอกาสแม้ว่าโอกาสนั้นจะน้อยนิด ทว่าต้องทำให้สำเร็จ
“ถึงเวลาไปรับทรัพยากรสำหรับสัปดาห์หน้าแล้ว!”
ซูจื่อยวนลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายเล็กน้อย ก่อนจะเดินออกจากตำหนัก และมุ่งหน้าไปยังอีกสถานที่หนึ่ง
เขตแดนตระกูลซูนั้นกว้างขวางมากเพื่อหลีกเลี่ยงความยุ่งยากในการรับทรัพยากรสำหรับศิษย์ระดับต่ำบางคนวิหารทรัพยากรของตระกูลซูจึงถูกแบ่งออกเป็นหลายแห่ง กระจายอยู่ตามบริเวณรอบๆของศิษย์ระดับต่ำ
บริเวณใกล้เคียงกับที่ซูจื่อยวนอาศัยอยู่ก็มีวิหารทรัพยากรแห่งหนึ่ง
“นี่…เหตุใดครั้งนี้มีหินวิญญาณเพียงสิบก้อน” เมื่อมองเห็นหินวิญญาณสิบก้อนที่ได้รับ ซูจื่อยวนก็ตกตะลึง
ทรัพยากรสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรมีหลายประเภททว่าที่พบได้บ่อยที่สุดมีสองประเภท ประเภทหนึ่งคือหินวิญญาณ และอีกประเภทหนึ่งคือสมบัติ‘แหล่งกำเนิด’ ที่มีค่ามากกว่า
ทั้งสองอย่างนี้ช่วยให้ผู้บำเพ็ญเพียรดูดซับพลังปราณได้อย่างรวดเร็วส่วนแหล่งกำเนิดนั้นมีมูลค่ามากกว่าหินวิญญาณถึงพันเท่า
ก่อนหน้านี้ทรัพยากรของนางคือหินวิญญาณหนึ่งร้อยก้อนและยังรับแหล่งกำเนิดขนาดเล็กได้หนึ่งก้อนทุกเดือน
ทว่าครั้งนี้มีเพียงหินวิญญาณสิบก้อนเท่านั้น
หินวิญญาณสิบก้อนนี้ไม่เพียงพอแม้จะบำเพ็ญเพียรขั้นพื้นฐานประจำวันด้วยซ้ำการที่จะก้าวหน้าอย่างรวดเร็วนั้นเป็นไปไม่ได้เลย
และด้วยหินวิญญาณเพียงสิบก้อนนางไม่มีทางติดอันดับหนึ่งในสิบของการประลองตระกูลภายในสามปีได้แน่ แม้แต่การฝ่าทะลวงไปถึงระดับต้นกำเนิดแท้จริงก็ยังยากลำบาก
“ซูจื่อยวน คะแนนของเจ้าต่ำมาก การที่ยังได้รับทรัพยากรเท่านี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว”
ผู้ดูแลวิหารทรัพยากรขมวดคิ้ว
“อย่าลืมว่าพลังยุทธของเจ้าไม่เพียงแต่ไร้ความก้าวหน้าทว่ายังถอยหลังลงอย่างต่อเนื่องอีกด้วย เจ้ากำลังจะหลุดออกจากระดับทะเลปราณแล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าตระกูลซูไม่เลี้ยงดูผู้ไร้ประโยชน์นี่เป็นคำสั่งของบรรพบุรุษฉางเซิง!”
“หากไม่มีกระไรผิดพลาด อีกหนึ่งสัปดาห์เจ้าจะถูกถอดยศเป็นศิษย์สาขารองแล้ว!”
เขากล่าวพลางส่ายหัว
เมื่อได้ยินเช่นนี้ใบหน้าของซูจื่อยวนก็ซีดเผือด การหายใจก็ยากลำบากขึ้นมา