ตอนที่ 12 จวนเ้ากรมบ้านท่านตา (2)
“ท่านยาย หลานอกตัญญูมาคารวะท่านแล้วเ้าค่ะ”
เหยียนจื่อม่อโขกศีรษะให้นางอย่างนอบน้อม ก่อนวางมือลงบนมือของฮูหยินผู้เฒ่าพลางลุกขึ้นยืนช้าๆ ท่ามกลางสายตาสนใจใคร่รู้ของผู้คน ฉินซื่อลูบผมนางอย่างอ่อนโยน ฝ่ามือััโดนปิ่นหยกเขียวแวววาวบนศีรษะเข้าโดยบังเอิญ
“ปิ่นหยกนี้ช่วยให้ลมปราณไหลเวียนได้ดี เหมาะกับเ้าแล้ว”
ระหว่างที่เหยียนจื่อม่อนิ่งงันเพราะคำพูดของฮูหยินผู้เฒ่า สายตาของผู้คนรอบตัวก็เลื่อนไปยังปิ่นหยกเขียวชิ้นนั้น แววตาเ่าั้แฝงความประหลาดใจอยู่หลายส่วน ทำให้สีหน้าของเหยียนจื่อม่อแข็งเกร็งเล็กน้อย
เมื่อเหยียนจื่อหลิงเห็นสายตาเช่นนั้นของทุกคน นิ้วเรียวภายใต้แขนเสื้อก็จิกเข้าหากันอย่างแรง นางเข้าใจมาตลอดว่าเจี่ยนซื่อเก็บปิ่นหยกเขียวนี้ไว้ให้ตน นึกไม่ถึงว่าจะมอบให้เหยียนจื่อม่อแล้ว หรือนี่คือสิ่งที่เรียกว่าเืย่อมข้นกว่าน้ำ ความรักใคร่เอ็นดูที่มีให้นางมาตลอดหลายปีเป็เพียงการเสแสร้งแกล้งทำเท่านั้นหรือ
...หากเป็สิ่งของชิ้นอื่นๆ นางคงไม่สนใจนัก ทว่าปิ่นหยกเขียวชิ้นนี้แกะสลักจากหยกเขียวพันปี นับเป็ของล้ำค่าหายากยิ่ง ยิ่งกว่านั้นยังเป็สิ่งที่แสดงศักดิ์ฐานะรูปแบบหนึ่งได้อีกด้วย
ฮูหยินผู้เฒ่าฉินซื่อคล้ายมองไม่เห็นสายตาของทุกคน ดวงตาไม่ยอมผละจากเหยียนจื่อม่อแม้แต่ครู่เดียว อีกฝ่ายพูดคุยกับนางถึงเื่ราวใน่หลายปีที่ผ่านมา เห็นความเป็ห่วงเป็ใยได้ชัดเจน แม้แต่เหยียนจื่อหลิงที่เคยเอ็นดูเป็พิเศษมาตลอดยังถูกมองข้ามในตอนนี้
ผ่านไปครู่หนึ่ง ฉินซื่อคล้ายจะอ่อนล้าแล้ว จึงโบกมือส่งสัญญาณให้หลานๆ ถอยออกไปได้ เหยียนจื่อม่อกับเหยียนจื่อหลิงดูสนิทสนมกันไม่น้อย ไม่ว่าจะเดินไปไหนก็ตัวติดกันตลอด คล้ายว่าสองพี่น้องรักใคร่กันยิ่งนัก
“เ้าสองคนนี่คงรังเกียจพวกเรากระมัง ตอนแรกข้าตั้งใจจะพูดคุยกับน้องหญิงม่อเสียหน่อยจะได้สนิทสนมกันไว้ แต่เ้าสองคนเอาแต่ตัวติดกันเช่นนี้ เกรงว่าเข็มยังแทรกเข้าไปไม่ได้เลย”
เจี่ยนเป่าหฺวาอายุสิบแปดปี แม้นางจะถือกำเนิดในตระกูลบัณฑิต แต่กลับมีบุคลิกกระฉับกระเฉงและตรงไปตรงมาอย่างคนในตระกูลทหาร ไม่จะรู้สึกนึกคิดอะไรก็ไม่เคยเก็บซ่อนเอาไว้ ต่อให้คำพูดที่เอ่ยจะติดสำเนียงหยอกล้อ กระนั้นก็นับว่าพูดเจตนาออกมาตรงๆ ทีเดียว
ส่วนพี่น้องตระกูลเจี่ยนคนอื่นนั้น แม้จะเดินเหยาะย่างเชื่องช้าพร้อมรูปโฉมพริ้มพรายดูนุ่มนวลยิ่งนัก แต่กลับไม่ได้เอ่ยค้านคำพูดของเจี่ยนเป่าหฺวา ถึงกับมีแม่นางน้อยวัยเจ็ดแปดขวบผู้หนึ่งคอยเอ่ยเสริมเสียด้วยซ้ำ
เหยียนจื่อหลิงเห็นท่าทีไม่ใคร่พอใจของเจี่ยนเป่าหฺวาก็รีบเข้าไปกุมมืออีกฝ่าย “พี่หญิงใหญ่เข้าใจหลิงเอ๋อร์ผิดแล้ว ปกติยามอยู่ที่บ้านข้าก็ไม่ได้พบน้องหญิงเช่นกัน จึงเสียกิริยาไปบ้าง พี่หญิงอย่าได้โกรธเคืองเลยนะเ้าคะ”
“เ้าสองคนอยู่ด้วยกัน ยังเจอหน้ากันยากถึงเพียงนั้นเชียวหรือ”
สีหน้าของเจี่ยนเป่าหฺวาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะคลี่ยิ้มถามออกมา เพียงแต่สายตาที่มองเหยียนจื่อม่อดูเหมือนจะห่างเหินอยู่บ้าง ในสายตานางเกรงว่าน้องหญิงม่อญาติผู้น้องคนใหม่นี้คงถูกตามใจจนลืมตัวแล้ว พี่น้องบ้านเดียวกันยังวางมาดถือตัวอีก
“ใช่ไหมเล่าเ้าคะ! แต่ว่าน้องหญิงเพิ่งกลับมา ต่อไปหากได้เรียนรู้มารยาทแล้วก็น่าจะมีโอกาสได้พบหน้ากันมากขึ้นเอง”
เหยียนจื่อหลิงคลี่ยิ้มหวานหยด ดวงตาที่เหลือบมองเหยียนจื่อม่อยังแฝงความเอาใจใส่ยิ่ง ทว่าเหยียนจื่อม่อกลับขมวดคิ้วมุ่น นี่กำลังบอกว่าตนไม่รู้มารยาทหรือ สมเป็สตรีอัจฉริยะที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วต้าฉู่จริงๆ ความสามารถในการใช้คำพูดนี้ คนทั่วไปทำไม่ได้โดยแท้
...ดูเหมือนชาติก่อนที่นางพ่ายแพ้ในที่สุดคงเพราะเหตุนี้เช่นกัน วาจาของเด็กสาวอายุสิบสองสิบสามปีผู้หนึ่งกลับแฝงนัยล้ำลึกทุกคำ เต็มไปด้วยหนามแหลมทุกประโยค ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะทำได้เลยจริงๆ
“พี่หญิงพูดถูกแล้วเ้าค่ะ เมื่อก่อนม่อเอ๋อร์อาศัยอยู่ในชนบทห่างไกล จึงไม่รู้จักมารยาทมากมายในเมืองหลวง ได้ยินท่านแม่บอกว่าท่าทางของพี่หญิงตรงตามตำราหมดจด วันหน้าเกรงว่าคงต้องรบกวนแล้วเ้าค่ะ”
หลังจากเหยียนจื่อม่อย้อนเวลากลับมา นางไม่เคยปิดบังสภาพความเป็อยู่ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมาของตนเลย เมื่อเทียบกับชาติก่อนที่เอาแต่หลบเลี่ยงและคอยกังวลว่าผู้อื่นจะดูถูก ชาตินี้นางไม่ได้สนใจเื่พวกนั้นสักนิด ถ้อยคำจึงฉะฉานยิ่งนัก
ดวงตากลมโตของเด็กสาวที่ได้ฟังวาจาของเหยียนจื่อม่อสะท้อนประกายความสนใจเต็มเปี่ยม “พี่หญิงม่อ ที่นั่นยากจนมากเลยหรือ ข้าได้ยินมาว่าตอนเกิดทุพภิกขภัย หลายแห่งกินคนกันเองด้วย จริงหรือไม่เ้าคะ”
สตรีตระกูลร่ำรวยที่อยู่แต่ในห้องหอย่อมอยากรู้และกังวลเกี่ยวกับเื่ภายนอก วันคืนที่แสนยากลำบากอดมื้อกินมื้อเช่นนั้น สำหรับพวกนางเป็เื่ไกลตัวยิ่งนัก สิ่งที่รู้มีเพียงเื่ที่เล่าต่อกันมาเท่านั้น