Silver Dust : Merlin

    ตอนที่ 38 สัมผัสพลังเวท

    ตอนที่ 38 สัมผัสพลังเวท

     

    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****

     

     

     

    หลังจากได้รับการสั่งสอนปากเปล่าจากศาสตราจารย์ออสติน เมอร์ลินก็ไม่ลังเลที่จะทำการฝึกฝนทันที

     

    ด้วยการมีอยู่ของดวงตาสีเงินทำให้เมอร์ลินได้ทำความเข้าใจถึงหลักการของมัน ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสพลังเวท การดูดซับ หรือการกักเก็บ

     

    เนื่องจากเคล็ดวิชาพลังสมาธิของออสตินนั้นเป็นเคล็ดวิชาระดับสูง ความยากของมันจึงเน้นไปที่การกักเก็บมากกว่า ส่วนในเรื่องการสัมผัสและดูดซับพลังเวทแม้จะดูธรรมดา แต่ก็ยังเหนือชั้นกว่าเคล็ดวิชาทั่วไป

     

    เมื่อเมอร์ลินมองแผ่นหลังของชายชราที่หายลับเข้าไปข้างในบ้าน เขาก็เริ่มปิดตาแล้วทำตามเคล็ดวิชาที่ได้รับถ่ายทอดมาทันที

     

    สำหรับผู้ที่เริ่มบ่มเพาะแล้ว สิ่งที่ยากที่สุดของพวกเขาก็คือการสัมผัสถึงพลังเวท 

     

    เนื่องจากโลกนี้มีพลังเวทกลมกลืนไปกับอากาศ สำหรับคนธรรมดาพลังเวทนั้นจึงไม่ต่างไปจากสายลม ต่อให้รู้ว่ามีแต่ก็ไม่สามารถจับต้องได้

     

    ดังนั้นแล้วการสัมผัสรับรู้หน้าตาของพลังเวทย่อมเป็นสิ่งที่ยากมากที่สุดสำหรับพวกเขา

     

    “พลังเวทล้วนไหลเวียนอยู่รอบกายล้วนแฝงอยู่ในทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ ฉันต้องสัมผัสถึงมันให้ได้ ไม่อย่างนั้นฉันจะไม่สามารถดูดซับมันได้” 

     

    เมอร์ลินทำการกำหนดสมาธิแล้วพยายามสัมผัสถึงพลังเวทที่ว่า

     

    แต่โลกนี้ยังมีหลายอย่างที่พูดง่ายแต่ทำยาก แม้จะรู้ทฤษฎีทุกอย่างแต่เมื่อทำจริงๆ กลับยากลำบากเกินกำลัง

     

    แน่นอนว่าศาสตราจารย์ออสตินย่อมรู้เรื่องนี้ และเขาก็ไม่ได้คาดหวังว่าเมอร์ลินจะสามารถทำมันได้สำเร็จในคราเดียว แต่แต่เขาเองในอดีตก็ยังต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะสามารถสัมผัสถึงพลังเวทได้สำเร็จ

     

    ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง เมอร์ลินสัมผัสได้แต่สายลมที่พัดต้องกาย เสียงต้นไม้ใบหน้าที่พัดไหว เขารู้สึกถึงสิ่งรอบข้างเหมือนสัมผัสของคนธรรมดาแต่กลับไม่สามารถสัมผัสได้ถึงพลังเวท

     

    เดิมทีเขาคิดว่าตนเองนั้นได้รับโชควาสนาที่ไม่ธรรมดาสามารถอ่านหนังสือและจดจำเข้าใจพวกมันได้อย่างง่ายดาย เทคนิคหรือวิชาการใดที่ชายชราสอนก็ล้วนไม่มีอุปสรรคกีดขวาง ดังนั้นภายในใจจึงมีความฮึกเหิมเป็นอย่างมาก

     

    ไม่ต้องเอ่ยถึงตอนที่เรียนเคล็ดวิชาพลังสมาธิที่ชายชราถ่ายทอด เขาสามารถเข้าใจมันได้ง่ายดายเหลือเกิน ทว่าเมื่อตนเองลองนำมาปฏิบัติจริงๆ กลับไม่ง่ายอย่างนั้น

     

    ใบหน้าของเด็กน้อยกลายเป็นน่าเกลียดมากขึ้น เมื่อทุกสิ่งที่เขาตั้งใจนั้นไม่ได้ดังหวัง

     

    “อย่าได้ใจร้อนไป ... การฝึกฝนเวทมนตร์ไม่อนุญาตให้ผู้คนใจร้อนได้ ...” น้ำเสียงอันทรงภูมิดังแว่วมากับสายลม

     

    แน่นอนว่าเสียงนี้เป็นเสียงของชายชราที่อยู่ในบ้าน

     

    เขาไม่เพียงจะเป็นมหาปราชญ์ในด้านวิชาการ แต่ยังเป็นนักเวทหกวงเวทที่ผู้คนเรียกขานว่า “จอมเวทชั้นสูง” อีกด้วย

     

    นักเวทนั้นเหมือนกับนักวิชาการเวท พวกเขานั้นมีฉายานามที่ใช้เรียกนักเวทแต่ละวงเวท 

     

    ผู้มีหนึ่งวงเวทจะเรียกกว่า “นักเวทฝึกหัด” เมื่อสร้างวงเวทขึ้นมาจะมีขีดจำกัดพลังเวทอยู่ที่ห้าหน่วยเท่านั้น พวกเขาเพียงพอที่จะใช้คาถาเวทระดับแรกได้เพียงแค่ห้าครั้งเท่านั้น

     

    ส่วนนักเวทสองวงเวทจะเรียกว่า “นักเวท” สามวงเวทเรียกว่า “นักเวทชั้นกลาง” สี่วงเวทเรียกว่า “นักเวทชั้นสูง”

     

    เมื่อเข้าสู่ระดับห้าวงเวทก็จะถูกเรียกว่า “จอมเวท”

     

    ศาสตราจารย์ออสตินเป็นนักเวทหกวงเวท หากไม่นับฉายานามทางด้านวิชาการที่สูงกว่าแล้ว ผู้คนจะต้องเรียกเขาว่า “จอมเวทชั้นสูง”

     

    ในดินแดนเวทมนตร์แห่งนี้ไม่ว่าจะเป็นมหาปราชญ์หรือจอมเวทชั้นสูง ไม่ว่าฉายานามใดก็ล้วนอยู่ในตำแหน่งที่สูงส่งทั้งสิ้น

     

    ทว่าในตอนนี้เมอร์ลินได้หาใส่ใจเกี่ยวกับฉายานามเหล่านั้นไม่ ตอนนี้เขามุ่งมั่นที่จะเป็นนักเวทฝึกหัดให้ได้มากกว่า

     

    หลังจากที่ได้ยินเสียงของชายชรา ความลุ่มร้อนภายในใจเหมือนได้ถูกคลายลง

     

    เมอร์ลินลืมตาขึ้นมาแล้วสูดลมหายใจเข้าลึก

     

    “ฉันใจร้อนเกินไปแล้ว” เขาตระหนักถึงความผิดของตนเอง

     

    เด็กน้อยเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มีหมู่เมฆค่อยๆ เคลื่อนผ่าน

     

    “เมฆที่เคลื่อนที่แท้จริงแล้วมันเคลื่อนด้วยสายลมหรือพลังเวทกันแน่นะ?” เขากล่าวพึมพำ

     

    เมื่อพลังเวทนั้นมีอยู่ในธรรมชาติของโลกนี้ แม้แต่อากาศและสายลมเองก็ยังมีพลังเวทแฝงอยู่ข้างในนั้น เช่นนั้นการที่ก้อนเมฆถูกพัด บางทีมันอาจจะไม่ได้ถูกสายลมพัดพาก็ได้ บางทีมันอาจเป็นพลังเวท

     

    เหอะ ...

     

    เมอร์ลินยิ้มและส่ายศีรษะไปมา

     

    ก่อนที่เขาจะหงายหลังล้มตัวลงบนพื้นหญ้า

     

    “ถ้าสัมผัสพลังเวทง่ายเหมือนการอ่านหนังสือก็ดีนะ ...” 

     

    จู่ๆ เด็กน้อยก็เงียบไป ในแววตาของเขาพลันปรากฏประกายขึ้นมา

     

    “ใช่สิ! ฉันยังมีสิ่งนั้น ...” เมอร์ลินกล่าวด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม

     

    ก่อนหน้านี้เขาได้ค้นพบว่าดวงตาสีเงินนั้นมีความสามารถพิเศษในการรับรู้

     

    การรับรู้ที่ว่าไม่ใช่แค่การมองเห็นเท่านั้น แต่มันยังรวมไปถึงการดมกลิ่น ฟังเสียง รับรส หรือการสัมผัส

     

    ในตอนแรกเขาใช้วิธีการของศาสตราจารย์ออสตินในการสัมผัสถึงพลังเวท นั่นคือการปิดตาแล้วรับรู้พลังเวทรอบกาย

     

    มันเป็นความจริงว่าการทำเช่นนี้สามารถทำให้ได้ผล เพราะการปิดประสาทสัมผัสทางดวงตาทำให้จิตรับรู้มีสติมากขึ้น สามารถใช้สมาธิจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้

     

    แต่ทั้งหมดนี้คือมุมมองของคนธรรมดา

     

    ไม่ใช่กับเมอร์ลิน

     

    บางทีหากเมอร์ลินทำเช่นนั้นอาจจะได้ผลลัพธ์ไม่ต่างจากคนอื่น แต่เขามีเส้นทางลับที่ดีกว่านั้น

     

    นั่นก็คือ ... ดวงตาสีเงิน!

     

    “เอาล่ะ ขอฉันดูหน่อยเถอะว่าพลังเวทนั้นมีหน้าตาเป็นยังไง”

     

    ว่าแล้วเมอร์ลินก็ทำการเพ่งจิตไปที่ดวงตาสีเงิน ตลอดเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาเขาได้ใช้งานดวงตาคู่นี้ได้คล่องแล้ว ดังนั้นการที่จะทำให้มันทำงานจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา

     

    วึง!

     

    เวลานั้นเองโลกทัศน์ของเมอร์ลินพลันเปลี่ยนไป 

     

    เหตุการณ์นี้ไม่ได้กระตุ้นโลกภายนอก มีเพียงเมอร์ลินเท่านั้นที่สัมผัสและรู้สึกได้ถึงมัน

     

    ทันทีที่มองพลังเวทผ่านดวงตาสีเงินคู่นี้ โลกทั้งโลกในสายตาของเขาก็เปลี่ยนไป

     

    รอบกายของเขากลายเป็นภาพที่ราวกับอยู่ใต้น้ำ กระแสบางอย่างที่อยู่ภายในอากาศได้ฉายเข้าไปในดวงตาคู่นี้

     

    แน่นอนว่าหลังจากที่ดวงตาสีเงินคู่นี้มองเห็น สิ่งที่เขาเห็นก็เปลี่ยนเป็นความเข้าใจ

     

    ใช่แล้ว ในที่สุดเมอร์ลินก็เข้าใจสัมผัสของพลังเวท!